9. ขอหย่า
จากนั้นหลิงเยว่ก็หันไปสบตากับหลี่เหวินซานที่กำลังขมวดคิ้วแน่น แววตาของนางนิ่งสงบจนบิดาสามีเริ่มจะโอนเอียงแล้ว
“ท่านพ่อเจ้าคะ คนที่รู้เรื่องพิษและยามีมากมาย แต่ก็มิได้หมายความว่าคนผู้นั้นจะเป็นคนวางยา ทว่าคนที่เป็นคนนำของเหล่านี้เข้ามาในจวนต่างหากที่ต้องตอบคำถามเรื่องทั้งหมด หากข้าเป็นคนเบื้องหลังจริง ข้าจะปล่อยให้หลี่เป่ามาทดสอบยาให้ตนเองถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายในสายตาท่านทำไม สู้ข้านั่งเงียบ ๆ รอดูท่านพ่อล้มพับไป มิมันหยดกว่าหรือเจ้าคะ”
ถ้อยคำของหลิงเยว่ทำให้คนในห้องเริ่มครุ่นคิด ส่วนคนที่หมายจะดึงศัตรูลงนรกมาด้วย กลับเริ่มมีใบหน้าซีดเผือดอีกครั้ง
ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่ยอมแพ้ “เสิ่นหลิงเยว่ ไม่เป็นเจ้าแล้วจะเป็นใครได้ ต้องเป็นเจ้านั่นแหละ วางแผนจัดการใส่ร้ายข้า”
ด้านจวินเหิงที่นิ่งฟังอยู่ข้าง ๆ แม้ในใจจะยังสงสัยในที่มาของความรู้ฮูหยินตน ทว่าเหตุผลที่นางยกมาอ้างนั้นฟังดูมีน้ำหนักกว่าวาจาเพ้อเจ้อของมารดาเลี้ยงมากนัก
เขาเป็นคนเดินทางไปรับนางมาเอง ตลอดทางเกี้ยวเจ้าสาวแม้ไม่ได้อยู่ในสายตาเขา ทว่าโดยรอบก็ยังมีคนของเขาอารักขาอยู่ นางไม่มีทางเล็ดลอดออกไปพบหรือรักษาคนที่ใดได้แน่
คิดได้ดังนั้น เขาจึงขยับตัวบังหน้าหลิงเยว่ไว้เล็กน้อยเป็นเชิงปกป้องตามหน้าที่ “พอที! มู่ชินฟาน เจ้ายิ่งพูดก็ยิ่งเลอะเทอะ การที่เจ้ากล้ารับของจากคนแปลกหน้ามาทำร้ายคนในครอบครัวก็นับว่ามีความผิดมหันต์แล้ว ซ้ำยามนี้ยังจะโยนความผิดให้สะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านวันแรกอีก เจ้าเห็นหัวข้าและท่านพ่อบ้างหรือไม่!”
“ท่านพี่... ท่านแม่ทัพ... ฮึก ข้าพูดจริงนะเจ้าคะ นางต้องมีส่วนรู้เห็นแน่ ๆ มิเช่นนั้นจะเอ่ยออกมาได้ตรงจุดได้เยี่ยงไรกัน ต้องเป็นนาง” มู่ชินฟานยังคงตะเกียกตะกายหวังจะหาแพะรับบาป
“เจ้าต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ!” หลี่เหวินซานคำรามลั่น ก่อนจะออกคำสั่งเสียงดัง “หลี่ซา! คุมตัวมู่ชินฟานไปกักบริเวณที่เรือนปีกทิศใต้ ห้ามใครเข้าพบเด็ดขาด รอเวลาส่งตัวนางกลับตระกูลมู่พร้อมหนังสือหย่า สตรีชั่วช้าคิดสังหารสามีเช่นนี้ข้าไม่เอาไว้ใกล้ตัวอีกแล้ว คิดได้เยี่ยงไร ทำให้ข้าป่วยเพื่อใส่ร้ายคน”
มู่ชินฟานถึงกับหน้าถอดสีเมื่อได้ยินคำว่าหนังสือหย่า นางทรุดลงกองกับพื้นอย่างคนหมดสิ้นหนทาง ก่อนจะถูกทหารคุมตัวออกไปอย่างไม่ใยดี ไม่มีแม้แต่คนร้องขอความเมตตาให้
จากนั้นหลี่เหวินซานก็เอ่ยขึ้นอีก “จวินเหิง เจ้ารีบนำคนไปจับตัวสตรีชุดขาวนั้นมา ข้าจะสอบสวนมันด้วยตนเอง”
“ขอรับท่านพ่อทว่าข้าขอไปส่งหลิงเยว่ที่เรือนก่อน” แม่ทัพรับคำแล้วก็หันมาคว้าข้อมือภรรยา แต่กลับถูกนางถดหนี
“ท่านพ่อ ข้าว่าคงเสียเวลาเปล่าหากจะไปตามสตรีชุดขาวผู้นั้น หากนางเป็นคนของฝ่ายตรงข้ามจริงดั่งว่า หลังจากมอบยาพิษให้ฮูหยินรองมู่แล้ว นางคงไม่อยู่ที่ตรอกหลิงฮวาแน่ แต่น่าจะรอฟังข่าวอยู่ที่ใดสักแห่งมากกว่าเจ้าค่ะ” หลิงเยว่ชี้แนะ
สองพ่อลูกนิ่งงันไปในทันที ก่อนจะเป็นจวินเหิงที่เอ่ยขึ้นมา
“ท่านพ่อ หรือเราควรแสร้งปล่อยข่าวว่าท่านสิ้นใจไปแล้ว เพื่อล่อให้พวกมันเผยตัวออกมา” แม่ทัพหนุ่มบอกข้อเสนอ
“เจ้าแน่ใจหรือว่า คนบงการจะเผยตัว” ใต้เท้าหลี่ เจ้ากรมโยธาเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจว่าจะได้ผล
“ลูกว่า มันต้องส่งคนมาสืบข่าวดูขอรับ”
“เช่นนั้นก็ลองดู ปล่อยข่าวออกไปว่าข้าล้มป่วยกระทันหันจนเกือบสิ้นชีพในขณะทำพิธีรับขวัญสะใภ้ใหม่” ใต้เท้าหลี่เอ่ยขึ้น ก่อนจะหันมายังสะใภ้ของตนที่ยืนทำหน้านิ่ง “ลำบากเจ้าแล้วนะสะใภ้ เรื่องนี้อาจทำให้ชื่อเสียงของเจ้าเสียหายได้ ประเดี๋ยวจบเรื่องแล้ว พ่อจะแก้ต่างให้เจ้าแน่นอน” เขาเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“เจ้าค่ะท่านพ่อ หมดธุระแล้วเช่นนั้นสะใภ้ขอตัวนะเจ้าคะ”
“ไปเถิด” ใต้เท้าหลี่พยักหน้าให้ หากสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่านัยน์ตาเขานั้นเศร้าหม่นอยู่ไม่น้อย คงเพราะผิดหวังกับการกระทำของภรรยาที่ร่วมชีวิตกันมานานกว่ายี่สิบกว่าปีกระมัง
ทว่าทันทีที่สองสามีภรรยาเดินมาถึงเขตเรือนพักของพวกเขา จวินเหิงก็กระชากแขนฮูหยินที่เพิ่งแต่งให้หันมาเผชิญหน้า แววตาคมกริบดุจใบมีดจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง
“เสิ่นหลิงเยว่ เหตุการณ์เมื่อครู่เจ้าดูไม่ตกใจเลยสักนิด ซ้ำเจ้ายังรู้จักไล่ต้อนคนด้วยความชำนาญอีก บอกข้ามา! เจ้าไปเรียนรู้วิธีวิชาแพทย์ที่แสนอันตรายเหล่านี้มาจากที่ใดกัน ข้าไม่เชื่อหรอกนะว่า คนอย่างคุณหนูเก้าที่เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องหอ ถูกสอนแต่มารยาทการครองเรือน จะมีความรู้ล้ำลึกเช่นนี้ได้”
ทว่าหลิงเยว่ที่ถูกบีบข้อมือจนแดงกลับไม่ร้องสักนิด นางเพียงแต่ยกยิ้มมุมปาก พลางโน้มหน้าเข้าใกล้เขาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน “ท่านพี่สงสัยในตัวข้าหรือเจ้าคะ ข้าก็บอกท่านแล้วมิใช่หรือว่า ข้าน่ะมืออาชีพ อ้อ… มืออาชีพนี่หมายถึง ทำสิ่งใดก็ไม่เคยพลาด หากลงมือแล้วจะต้องสำเร็จเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ข้าเรียนมาจากที่ใดนั้น หากท่านพี่อยากรู้ คืนนี้ลองใช้บทลงโทษที่ท่านสัญญาไว้ มาทำให้ข้าประทับใจดูสิเจ้าคะ หากข้าพอใจ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะยอมคายความลับให้ท่านฟังสักข้อสองข้อก็ได้”
จวินเหิงรีบสะบัดมือออกจากแขนนางจนร่างอรชรไหวตามแรงส่งที่มีมากมายในทันที หลิงเยว่จึงเอ่ยอีกว่า
“รังเกียจหรือเจ้าคะ หากรังเกียจก็อย่าเข้าใกล้ข้าจนเกินงาม ประเดี๋ยวใจของท่านจะไขว้เขวเอาได้นะ”
“ข้าไม่มีทางแยแสสตรีเช่นเจ้า ใจข้ามีแต่เสี่ยวเยียนผู้เดียวเท่านั้น เจ้าอย่าได้หวังว่าข้าจะแบ่งมันให้เจ้าแม้เพียงเศษเสี้ยว”
“ดี! เช่นนั้นเราก็ลงนามสัญญาหย่ากันไว้วันนี้เลย อีกหนึ่งปีข้างหน้า ค่อยกางมันออกมาต่อหน้าผู้คนดีหรือไม่”
จวินเหิงชะงักไปในทันที มิใช่เพราะเกรงว่าตนจะต้องหย่า เขาเพียงแต่ฉงนใจที่นางไม่เกรงจะถูกครหาที่ต้องกลายเป็นหม้ายหย่าร้าง ซึ่งเรื่องนี้สตรีทั่วแคว้นต่างก็ไม่อยากพบพาน ทว่าคนตรงหน้าเขากลับยื่นข้อเสนอออกมาอย่างไม่ไยดี
“ทำไม ท่านลังเลอะไรอีก”
“เจ้าไม่เกรงผู้คนครหาหรือ เจ้าเป็นถึงบุตรสาวเสนาขวานะ ซ้ำยังเป็นน้องสาวฮองเฮาอีก อยากหย่าก็จะหย่าได้ง่าย ๆ กระนั้นหรือ หากเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าจะกลับตระกูลอีกไม่ได้นะ”
“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการ” หลิงเยว่ตอบอย่างไม่ยี่หระ
“หมายความว่าอย่างไร หากไม่กลับตระกูลแล้วเจ้าจะไปอยู่ที่ใด เจ้าเป็นสตรีตัวคนเดียว หากไม่มีครอบครัวหรือสามีจะอยู่ได้เยี่ยงไร เมื่อคืนเจ้าพูดเองมิใช่หรือว่าให้เราต่างคนต่างอยู่ ข้าคุ้มครองเจ้าในฐานะสามีได้ เพียงแต่เจ้าอย่ามายุ่งเรื่องส่วนตัวข้ากับเสี่ยวเยียนก็พอ เราตกลงกันไว้เช่นนี้มิใช่หรือ” จวินเหิงเอ่ย พลางจ้องมองดวงตาคู่งามที่ยังเผยความแน่วแน่ให้เห็น
“เหอะ! ให้ข้าอยู่เป็นภรรยาหลวง ยืนมองท่านกับอนุเสพสุขกันกระนั้นหรือ ฝันไปเถิด ข้าไม่ใช่ต้นโพธิ์ที่ต้องยืนให้ร่มเงาผู้ใด ทว่าข้าคือต้นงิ้วที่มีหนามแหลมคม ผู้ใดเข้าใกล้หนามนั้นเป็นได้ทิ่มแทงจนเห็นเลือดแน่ หากท่านอยากอยู่เสวยสุขกับสตรีอันเป็นที่รัก ก็จงลงนามใบหย่าให้ข้าเสีย” เอ่ยยังไม่ทันจบ นางก็ขยับเข้าใกล้เขา พลางยกมือขึ้นมาลูบอกแกร่งที่ยามนี้หายใจหนักหน่วงนัก
“เพราะถ้าท่านพี่ยังลังเล ข้าจะถือว่าท่านหมายจะรั้งคนงามเช่นข้าไว้ใกล้ตัว ไม่ก็ท่านพี่อาจจะติดใจเสียงครางหวานของข้า จนอยากให้เสียงร้องนี้ถูกเปล่งออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ อื้อ… ข้าก็ชักอยากสัมผัสกล้ามเนื้อแกร่งของท่านเสียแล้วสิท่านพี่ อ่า…”
“ระ… ไร้ยางอาย!” จวินเหิงถึงกับรีบยกมือขึ้นมาผลักนางด้วยแรงของบุรุษที่มีอย่างลืมตัว ซึ่งลืมไปว่านางก็แค่สตรีตัวเล็ก ๆ
