2. เปิดอก
กระทั่งทั้งคู่ผ่านพิธีด้านหน้าจนมาถึงจุดสำคัญในห้องโถง
พิธีการดำเนินต่อไปท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อและขุนนางนับร้อยที่มาร่วมเป็นสักขีพยานรวมถึงคนในวังด้วย ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัด ทว่าสำหรับบ่าวสาวที่ยืนอยู่กลางโถงพิธี มันกลับแห้งแล้งและจอมปลอมสิ้นดี
เมื่อถึงเวลามงคล แม่สื่อก็เริ่มทำพิธีอย่างไม่รีรอ กระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้าย หลี่จวินเหิงก็หันหน้าเข้าหาเจ้าสาว เขาประสานมือค่อมศีรษะลงด้วยท่วงท่าแข็งทื่อดุจท่อนไม้ ไร้ซึ่งความอ่อนโยนหรือแววตาแห่งความปีติ ส่วนเสิ่นหลิงเยว่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสดนั้น นางกำลังย่อเข่าลงพลางกัดฟันกรอด
‘กราบกันไปกราบกันมาอยู่นี่แหละ คอฉันจะหักเพราะมงกุฎบ้า ๆ นี่อยู่แล้วนะ เมื่อไหร่จะส่งเข้าหอไปให้พ้น ๆ สักที’ หญิงสาวก่นด่าในใจ ขณะที่หูยังคงต้องทนฟังเสียงอวยพรว่า
‘ขอให้รักใคร่กลมเกลียว มีบุตรเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง’
ซึ่งคำอวยพรนี้ฟังดูแล้วชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
ทว่าไม่นานนัก ช่วงเวลาที่แสนอึดอัดก็สิ้นสุดลง เมื่อบ่าวสาวถูกส่งตัวเข้าสู่ห้องหอ ที่อยู่ในเรือนหลักของจวนแม่ทัพ
ภายในห้องหอที่จุดเทียนมังกรหงส์สว่างไสว อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานมงคลที่ควรจะทำให้สุขสม ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับลดฮวบลงจนบ่าวไพร่และแม่สื่อต่างก็รู้สึกหนาวสั่น
หลี่จวินเหิงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง แผ่นหลังเหยียดตรง ใบหน้าเคร่งขรึมราวกับกำลังมีเรื่องขุ่นเคืองใจ ในขณะที่ยืนเขาไม่แม้แต่จะปรายตามองสตรีที่นั่งอยู่บนเตียงวิวาห์เลยสักนิด
ในหัวเขายามนี้พร่ำเรียกหาแต่สตรีที่จากมาเป็นเรมเดือนแล้ว ‘เสี่ยวเยียน ยามนี้เจ้าคงกำลังร้องไห้อยู่ใช่หรือไม่’
“ท่านแม่ทัพ...” เสียงแม่สื่อดังขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อเห็นท่าทีเย็นชาของเจ้าบ่าว “ไม้คานเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเจ้าค่ะ ขอให้ทั้งสองชั่งใจรักใคร่ สมปรารถนา...” นางเผยยิ้มทำใจดีสู้เสือ ก่อนจะยื่นไม้คานส่งให้เจ้าบ่าวที่มีนัยน์ตาดุดันนัก
หลี่จวินเหิงรับไม้คานมาด้วยใบหน้าเรียบตึงเผยความไม่เต็มใจ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เตียงวิวาห์ ใช้ปลายไม้สะกิดชายผ้าคลุมหน้าสีแดงสดแล้วตวัดขึ้นอย่างลวก ๆ ไร้ซึ่งความทะนุถนอม ราวกับต้องการทำมันไปให้จบ ๆ เขาจะได้ออกจากห้องนี้ไปเสียที
แรกเริ่มเขาเตรียมใจเผชิญกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง ไม่ก็… สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของบุตรอนุที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาเอกของแม่ทัพ
ทว่า... ทันทีที่ผ้าคลุมหน้าหลุดไปทางด้านหลัง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเขากลับทำให้แม่ทัพหนุ่มต้องชะงักพลางขมวดคิ้ว
เสิ่นหลิงเยว่กลับไม่มีรอยยิ้มขัดเขิน ไม่มีสีหน้าอมทุกข์ที่ต้องแต่งงานเพราะจำใจอย่างที่ได้ยินมา มากไปกว่านั้น นางไม่มีแววตาของสตรีที่หลงใหลบุรุษรูปงามเลย
สตรีตรงหน้ามีเพียงดวงตากลมโตที่กระจ่างใสดุจน้ำแข็ง ซึ่งกำลังจ้องมองเขาด้วยความหงุดหงิดระคนรำคาญใจ
และต่อมาดวงตาคู่นี้ก็กวาดมองไปรอบห้อง
“ออกไปให้หมด” เสียงหวานทว่าเย็นเยียบหลุดรอดออกจากริมฝีปากบางเคลือบชาดสีสด เสิ่นหลิงเยว่ไม่ได้พูดกับเจ้าบ่าว ทว่านางกำลังสั่งแม่สื่อและสาวใช้ที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างหาก
“ตะ... แต่ว่าคุณหนู พิธีดื่มสุรามงคลยังไม่จบสิ้นนะเจ้าคะ ยังต้องตัดผมอีก...” สาวใช้คนสนิทพยายามทักท้วง
“ข้าบอกให้ออกไป ไม่ได้ยินหรือ” ครานี้น้ำเสียงของนางเด็ดขาดและแฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ทำเอาเหล่าข้ารับใช้ต่างพากันสะดุ้งตัวโยน จนต้องรีบลนลานถอยทัพออกจากห้อง
เมื่อเหลือเพียงพวกเขาสองคน หลี่จวินเหิงก็หันมาตั้งท่าจะตำหนิกิริยาไร้มารยาทของเจ้าสาว ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปากอันใด เขาก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นการกระทำถัดมาของนาง
เสิ่นหลิงเยว่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะยกมือขาวขึ้นมาดึงปิ่นทองคำตามด้วยมงกุฎหงส์ที่หนักอึ้งออกจากศีรษะแล้วโยนมันทิ้งลงบนเตียงอย่างไม่ไยดี จากนั้นก็หันมาปลดเสื้อคลุมตัวนอกที่แสนรุ่มร่ามออกแล้วโยนมันกองไว้ข้างตัว
“ฮ้าาาา... สวรรค์ ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าคอจะหักซะแล้ว” นางพึมพำพลางนวดต้นคอตนเองไปมา โดยไม่แยแสเลยว่า บัดนี้ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีนั้นจะมองนางอย่างไร
“เสิ่นหลิงเยว่! นี่เจ้ากำลังทำบ้าอะไร การกระทำเช่นนี้มันสมกับเป็นกุลสตรีกระนั้นหรือ ช่างไร้ยางอายนัก” หลี่จวินเหิงตวาดเสียงกร้าว ณ ยามนี้ความอดทนของเขาขาดผึงแล้ว
ทว่าภรรยาที่เขาเพิ่งแต่งเข้ามากลับทำเพียงแค่ปรายตามองพระเอกของเรื่อง ตั้งแต่หัวจรดเท้าเท่านั้น มุมปากสีแดงเผยยิ้มหยัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กรีดลึกไปถึงกระดูก
“เลิกเล่นงิ้วได้แล้วท่านแม่ทัพ ท่านไม่เหนื่อย ทว่าข้าเหนื่อยนะ จะเสแสร้งรักษากิริยามารยาทกันไปทำไม” นางลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ “เรามาพูดกันแบบเปิดอกดีกว่า”
“เปิดอกบ้าบออะไรของเจ้า ไร้ยางอาย ไร้ยางอายที่สุด” คนไม่เข้าใจความหมาย กำลังคิดว่าสิ่งที่สตรีผู้นี้เอ่ยนั้น หมายถึงการเปลื้องผ้าหลับนอนกันตามธรรมเนียมปฏิบัติของสามีภรรยา
“เหอะ! ท่านสิไร้ยางอาย ในหัวคิดแต่เรื่องสัปดน” หลิงเยว่กลอกตามองบนอย่างเอือมระอา เมื่อเห็นท่าทางรักนวลสงวนตัวของพระเอกที่พยายามเก็บรักษาความรักไว้ให้นางในดวงใจ
“คำว่าเปิดอกของข้า หมายถึงการพูดคุยแบบตรงไปตรง มาไม่อ้อมค้อมต่างหากเล่า ใครจะอยากเปลื้องผ้าให้บุรุษที่ทำหน้าเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบเช่นท่านกัน หน้าตาก็ดี แต่ถ้ามีอะไรด้วยคงเสียอารมณ์แย่” คนจากยุคปัจจุบันยังคงบ่นตามนิสัยตนเอง
ทว่าคนฟังนั้นชะงักงันและนิ่งอึ้งไปแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบตึงแปรเปลี่ยนเป็นสลับสี ทั้งโกรธจัดและอับอายที่ตนเผลอตีความถ้อยคำของนางผิดไป ซ้ำยังถูกสตรีในห้องหอด่าทออย่างไม่ไว้หน้า ทั้งที่นางควรเคารพเขาตามหน้าที่ภรรยาแท้ ๆ
“ปากคอเราะร้ายนัก! ในเมื่อไม่ได้หมายถึงเรื่องพรรค์นั้น แล้วสิ่งที่เจ้าต้องการมันคืออะไรกันแน่” แม่ทัพหนุ่มกดเสียงต่ำ นำพาให้บรรยากาศรอบกายเย็นยะเยือกลงยิ่งกว่าเดิม “อย่าคิดว่ามีฮองเฮาหนุนหลังแล้วข้าจะไม่กล้าทำอันใดเจ้านะ บอกความต้องการของเจ้ามา หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงข้ายินดีจะร่วมมือ”
คำขู่ที่เขาเอื้อนเอ่ยมาด้วยเสียงกดต่ำ มิได้ทำให้สตรีตรงหน้ารู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเดินไปที่โต๊ะกลางห้องอย่างใจเย็น รินสุรามงคลที่ตั้งอยู่ใส่จอก แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ทิ้งให้อีกจอกวางเค้งอยู่บนโต๊ะ
‘นี่หรือคุณหนูก้าแห่งจวนเสิ่น กิริยามารยาทช่างไร้การอบรมยิ่งนัก ราวกับคนชั่นต่ำตามตรอกหรงจื่อไม่มีผิด' จวินเหิงนึกเปรียบเทียบท่าทางของสตรีที่ตนแต่งด้วยอย่างรังเกียจ
‘เหอะ! กำลังด่าข้าในใจสินะ’ หลิงเยว่นึก ก่อนจะหันมารินสุราดื่มต่อ อย่างไม่ไยดีท่าทางและสายตาดูถูกของอีกฝ่าย
