บทที่ 1.4
มองส่งหญิงสาวทั้งสามเข้าไปด้านใน ใบหน้าอ่อนโยนและรอยยิ้มกว้างกลับแปรเปลี่ยน ใบหน้าที่เหมือนผู้ใหญ่ใจดีเปลี่ยนเป็นขาวซีด มือสั่นเทาปิดประตูใหญ่ทั้งยังล็อกโซ่คล้องกุญแจอย่างแน่นหนา
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองตัวอักษรที่ห้องอยู่เหนือประตู ร่างก็ยิ่งสั่นเทาราวกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง ใบหน้าเลิ่กลั่กมองซ้ายขวาจากนั้นก็เร่งเดินจากไปโดยไม่กล้าหันกลับไปมอง
‘ตำหนักหลิงหลาน’
อักษรงดงามที่แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้า รวมไปถึงบรรยากาศอันเย็นเยือกยิ่งทำให้ผู้คนหวาดหวั่น เสียงพิณบรรเลงแผ่วเบา ทำให้ฝีเท้าที่เดินเร่งร้อนยิ่งสับสน
ลับร่างของหญิงสูงวัยที่นำพาหญิงสาวทั้งสามเข้าไปในตำหนักหลิงหลาน ภาพทางเดินอันสะอาดสะอ้านด้านนอกเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความรกร้าง ประตูใหญ่ที่เคยดูสง่างามน่าเกรงขาม หลงเหลือเอาไว้เพียงประตูผุพังและหยากไย่เกาะรุงรัง
ถนนทางเข้ากว้างขวาง กลับมีหญ้าสูงปกคลุมกระทั่งไม่อาจมองเห็นพื้น ให้มองอย่างไรก็คงไม่เชื่อว่าเมื่อครู่มีหญิงสาวทั้งสามคนลากกระเป๋าเดินทางเข้าไป เพราะใครจะเชื่อเล่าว่าบ้านร้างซึ่งดูเหมือนบ้านผีสิงหลังนี้ จะมีคนกล้าเข้าไปอยู่อาศัยจริงๆ
‘ขอต้อนรับเข้าสู่ตำหนักหลิงหลาน’
เสียงกระซิบอันเยือกเย็นน่าหวาดผวาดังขึ้น แต่กลับหายไปกับสายลมที่พัดวูบไหว หลงเหลือเอาไว้เพียงดอกหลิงหลานที่ขึ้นแซมต้นหญ้าบนพื้นดิน
กลิ่นหอมตลบอบอวลซึ่งครอบคลุมไปทั่ว ยิ่งส่งให้บรรยากาศดูเยือกเย็นแลดูน่าหวาดกลัว ใครเล่าจะกล้าเดินเข้ามาใกล้...
บ้านหลังใหญ่ตรงหน้าทำให้หญิงสาวทั้งสามคนถึงกับพูดไม่ออก ยิ่งความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วก็ยิ่งทำให้หญิงสาวทั้งสามรับรู้ถึงบรรยากาศแปลกๆ เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แม้รู้สึกแต่กลับไม่อาจอธิบายออกมา
กระเป๋าเดินทางถูกวางเอาไว้ยังห้องโถงก่อนที่ทั้งสามจะเดินสำรวจรอบๆ กระทั่งพบว่าบ้านหลังนี้ออกจะมีโครงสร้างที่ไม่เหมือนบ้านโบราณนัก
ตัวบ้านหลังใหญ่มีกำแพงสูงลิบล้อมรอบ มองไม่เห็นด้านนอก ตัวเรือนพักแบ่งออกเป็นสามส่วน โดยมีเรือนหลักเป็นโถงรับรอง และมีเรือนครัวแยกออกมา ด้วยแต่ละเรือนมีห้องนอนเพียงหนึ่งเดียว ทำให้หญิงสาวทั้งสามต้องแยกกันไปพักในแต่ละเรือน
“อย่างนี้ไม่ตะโกนกันคอแตกเหรอกว่าจะหากันเจอ” ฉินเหม่ยพูดทีเล่นทีจริงตอนกลับมายังห้องโถงด้านหน้า
“หรือฉันไปนอนเป็นเพื่อนเธอดี” หนิงอวี่เสนอ
“ฝันไปเถอะ ฉันไม่ชอบแชร์ห้องนอนกับใครเธอก็รู้” ฉินเหม่ยปฏิเสธทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย
“เอาเถอะยังไงคุณน้าก็บอกแล้วว่าที่นี่จะไม่มีใครมาพักนอกจากเรา ใช้กันคนละห้องนั่นแหละ ฉันเองก็เหนื่อยแล้วอยากจะนอนพัก” เจียวมี่พูดจบก็ชี้ไปยังเรือนที่อยู่ทิศตะวันออก ฉันไปทางนั้นนะ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันพักที่เรือนเหนือก็แล้วกัน”
มองดูเพื่อนสองคนเดินแยกย้ายกันไป ฉินเหม่ยเองก็ได้แต่เดินตรงไปยังเรือนทิศใต้ ครุ่นคิดไประหว่างทางก็รู้สึกว่าโครงสร้างของบ้านหลังนี้ผิดปกติ
ปกติแล้วประตูหลักของบ้านสมควรหันไปทางทิศใต้ เรือนหลักตั้งอยู่ทางทิศเหนือ หากแต่บ้านหลังนี้กลับหันหน้าไปทางทิศตะวันตก และเรือนหลักกลับตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเสียอย่างนั้น
ที่สำคัญส่วนของเรือนพักกลับล้อมรอบเรือนหลักซึ่งเป็นโถงรับรอง ทำเช่นนี้มิเท่ากับล้อมกับดักหรอกหรือ...
“คิดมากจริง ใช่ว่าคนเราจะยึดถือเรื่องแบบนี้ไปทุกคน บางทีเจ้าของบ้านคงเน้นความสะดวกสบายมากกว่ากระมัง” ฉินเหม่ยยักไหล่ราวกับไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงเดินตรงไปยังห้องพักซึ่งเมื่อครู่เธอเปิดเอาไว้
บ้านหลังนี้มีกำแพงสูงลิบ อีกทั้งเดินสำรวจมาแล้วว่าด้านในไร้ผู้คน ดังนั้นหญิงสาวทั้งสามจึงปล่อยตัวตามสบาย แม้เป็นบ้านซึ่งอยู่ในชนบทหากแต่ความเป็นอยู่ก็ไม่ได้นับว่าแย่ โดยเฉพาะเครื่องอำนวยความสะดวก ที่น่าโล่งใจก็คือห้องน้ำที่นี่มีเครื่องทำน้ำอุ่น
“ถังน้ำ!” ฉินเหม่ยอุทานด้วยความตื่นเต้น
แม้ทุกอย่างดูคงสภาพอย่างวิถีชาวบ้าน โดยเฉพาะถังน้ำซึ่งทำมาจากไม้ หากแต่กลับมีเครื่องทำน้ำอุ่น ยังดีที่ชาวบ้านที่นี่แม้คร่ำครึ หากแต่ยังรู้จักใช้พลังงานโซล่าเซลล์
ดังนั้นเรื่องไฟฟ้าอาจเข้าไม่ถึง แม้ว่าจะอยู่ลึกเข้ามาในหุบเขาจึงเป็นเรื่องหายห่วง ยิ่งไม่เป็นอุปสรรคหากจะแช่น้ำร้อน
เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เมื่อมาถึงก็ตรงไปที่งานศพ ช่วยงานมากมายทั้งรับแขกและงานเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่สามารถทำได้ เนื่องจากพ่อและแม่ของเสี่ยวเชี่ยนยังคงอยู่ในช่วงโศกเศร้า ในที่สุดก็ได้พักผ่อนจริงๆ เสียที