บทที่ 1.3
บรรยากาศเศร้าสลดของงานศพ ทำให้หญิงสาวทั้งสามที่เพิ่งเดินทางมาถึงน้ำตาซึม ไม่ได้ข่าวจากเสี่ยวเชี่ยนไม่กี่เดือน ทั้งสามไหนเลยจะคาดว่ามาได้ยินข่าวของอีกฝ่ายครั้งนี้ เพื่อนรักที่เพิ่งจะเรียนจบก็มาจากไปเสียแล้ว
หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย หญิงสาวทั้งสี่ซึ่งเป็นเพื่อนรักกันต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน กระทั่งติดต่อกันน้อยมากเพราะต่างคนต่างก็ยุ่งกับงาน
เสี่ยวเชี่ยนนับเป็นเพื่อนที่หัวอ่อนที่สุด ดังนั้นจึงกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวโดยไม่ปริปาก ทั้งที่เจ้าตัวก็บอกเพื่อนๆ ว่าอยากลองสมัครงานในปักกิ่งมากกว่า
ครอบครัวของเสี่ยวเชี่ยนให้การต้อนรับหญิงสาวทั้งสามคนเป็นอย่างดี เนื่องจากตอนที่ยังเรียนอยู่นั้น ทั้งสามก็เคยมาเที่ยวบ้านเกิดของเสี่ยวเชี่ยนอยู่บ่อยครั้ง
สาเหตุการตายของเสี่ยวเชี่ยนคือหัวใจล้มเหลว หากแต่เรื่องที่ฟังดูพิลึกพิลั่นซึ่งได้ยินมาจากคนที่มาร่วมงาน ทำให้หญิงสาวทั้งสามสงสัยอยู่ครามครัน
หากจะมองจากคนที่เจริญแล้ว ความเชื่อสมัยโบราณที่ว่ามีวิญญาณมาพรากเสี่ยวเชี่ยนไปนั้น ดูจะคร่ำครึและล้าสมัย แต่ถึงอย่างนั้นร่องรอยบนเรือนร่างที่ราวกับถูกกระทำชำเรา กลับทำให้ตำรวจไม่เห็นด้วยกับความเชื่อเหล่านั้น
ผลการชันสูตรที่ออกมาตรงกันข้ามกับร่องรอย ยิ่งเป็นปริศนาที่ไม่อาจไขให้กระจ่าง เพราะเห็นชัดว่าร่างกายของหญิงสาวถูกล่วงล้ำ หากแต่ภายในห้องนอกจากรอยนิ้วมือของเจ้าของห้องแล้ว กลับไม่มีรอยนิ้วมือของผู้อื่น
ที่สำคัญไปกว่านั้นแม้ตรวจพบแน่ชัดว่าร่างกายของหญิงสาวผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หากแต่ในทางนิติเวชกลับระบุชัดว่าบนร่างกายของหญิงสาว ไม่มีหลักฐานระบุถึงบุคคลที่สองหรือสามแต่อย่างใด
การสอบสวนทำให้ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา รวมไปถึงความเชื่อของคนพื้นที่ถูกดึงเข้ามาโยงอย่างไม่อาจห้าม
หญิงสาวทั้งสามได้แต่ซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ หลังจากได้ยินเสียงซุบซิบ ที่สำคัญไปกว่านั้นอาการหวาดกลัวของผู้คนที่มาร่วมงานศพ ทั้งยังรีบมาและรีบจากไป ราวกับเกรงว่าหากอยู่นาน ตัวเองก็คงจะหนีเคราะห์ร้ายไม่พ้น
ยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนที่นี่หลงเชื่ออย่างสนิทใจว่ามีภูตผีวิญญาณอยู่จริงๆ
ตำรวจที่เข้ามาสอบสวนต่างก็กลัดกลุ้ม เพราะหลายเดือนมานี้มีคดีแบบเดียวกันเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังไม่อาจปิดคดีลงได้ เพราะยังคงไร้ซึ่งหลักฐานเพื่อระบุตัวคนร้าย
“คุณน้าขอให้เราอยู่ต่ออีกสองสามวัน ฉันเองก็เห็นด้วยดูแล้วที่นี่คงวุ่นวายเพราะคดีนี้ตำรวจอยากสอบสวนอย่างจริงจัง” ฉินเหม่ยกระซิบเสียงเบาเพราะไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน
“ฉันเองก็อยากจะอยู่ช่วยจนงานศพเรียบร้อย” หนิงอวี่พยักหน้าช้าๆ “อยากรู้ด้วยว่าคดีนี้จะปิดยังไง ทุกอย่างดูน่าสงสัยไปหมด”
ได้ยินเพื่อนสองคนพูดแบบนั้นแล้ว เจียวมี่จะยังมีความเห็นอื่นได้อย่างไร ที่ทำได้ก็คือถอนหายใจกับความโชคร้ายของเพื่อนรักที่จากไปอย่างมีเงื่อนงำเช่นนี้
“คุณน้าบอกว่าที่บ้านคนเยอะเกินไป เราสามคนต้องแยกไปพักที่บ้านของคุณลุงสาม บ้านหลังนั้นสะอาดสะอ้านแต่เราคงต้องทำอะไรเองเพราะที่นั่นไม่มีคนอยู่” ฉินเหม่ยบอกพร้อมกับเดินนำไปอีกฟากของบ้าน
“ทำไมไม่มีคนอยู่ละ” เจี่ยวมี่เลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“เห็นว่าภรรยาเก่าของคุณลุงเสียไปแล้ว คุณลุงแต่งงานใหม่เลยย้ายออกไป ตอนแรกปล่อยเช่าแต่คนเช่าเพิ่งย้ายออกไป”
“แยกไปอยู่แบบนั้นก็ดี ที่นี่วุ่นวายชะมัดเลย” หนิงอวี่ยิ้มแหยเพราะความวุ่นวายของงานศพ
ทั้งสามคนหันมาสบตากันก่อนจะรีบเดินออกไป ด้านหน้าประตูใหญ่มีคุณน้าคนหนึ่งรออยู่แล้ว “สามคนคงเป็นเพื่อนของเสี่ยวเชี่ยนสินะ”
“ใช่ค่ะ”
“ดีจริงๆ ที่เสี่ยวเชี่ยนมีเพื่อนมางานศพ เสี่ยวเชี่ยนของเราเป็นคนดี ไม่คิดว่าจะมาจากไปเร็วอย่างนี้ อายุสั้นเสียจริง ตอนอยู่ไม่มีใครมาสนใจ ตอนจากไปพ่อกับแม่ยังจะมาโดนญาติๆ รุมทึ้งอีก เกรงว่าที่ดินที่มีอยู่คงจะถูกยื้อแย่งไปมาแน่ๆ...”
ถ้อยคำพร่ำบ่นยังคงดำเนินต่อไป หญิงสาวทั้งสามได้แต่รับฟังไม่อาจเข้าไปยุ่งวุ่นวาย เพราะจะอย่างไรก็นับว่าเป็นคนนอก
เสี่ยวเชี่ยนเป็นลูกสาวคนเดียว พ่อแม่หรือก็แก่ชราแทบช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีที่ดินมากมายที่ได้รับมาเป็นมรดก ลูกสาวมาจากไปเสียอย่างนี้ เหล่าญาติๆ มีหรือจะไม่จ้องที่ดินเหล่านั้นตาเป็นมัน
“ถึงแล้วละ น้าคงไม่เข้าไปส่งนะ ยังมีงานอีกมากต้องทำ ข้างในกว้างขวางสะดวกสบาย ข้าวของหรือก็เตรียมเอาไว้แล้ว ทั้งสามไม่ต้องเกรงใจ ถ้าไม่ใช่เป็นเพื่อนเสี่ยวเชี่ยนน้าไม่ให้มาพักที่นี่แน่ๆ เดี๋ยวตอนเช้าน้าจะมารับเราจะได้ไปงานศพแต่เช้า พักผ่อนเถอะ น้าจะปิดประตูใหญ่ให้เอง”