บทที่ 2
เด็กน้อยหลุดจากมือฉันไปเหมือนกระสุนลูกเล็กในชุดสูทราคาแพง
“อีธาน!” ฉันเรียก แต่เขาวิ่งหายไปแล้ว—พุ่งผ่านกลางชุดราตรีและสูทหรู วิ่งสลับไปมาท่ามกลางฝูงชนระยิบระยับในห้องบอลรูมใหญ่ของดาวอสราวกับที่นั่นเป็นสนามเด็กเล่นส่วนตัวของตัวเอง
ฉันไม่ได้กังวล อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้
ลูกชายของฉันอายุห้าขวบ กล้าบ้าบิ่น และได้รับนิสัยที่มีประโยชน์มาอย่างหนึ่งจากพ่อของเขา—ความเชื่อมั่นอย่างเด็ดขาดว่าทุกสถานที่ที่ตัวเองเดินเข้าไปนั้นเป็นของตัวเอง
ฉันวางแก้วแชมเปญลง แล้วเดินตามเขาไปอย่างไม่รีบร้อน
ฉันคืออาเรีย ซินแคลร์ CEO ของไบโอแวนซ์
ฉันไม่วิ่งไล่ตามใครอีกแล้ว
ไม่ใช่หลังจากครั้งล่าสุดที่การไล่ตามบางสิ่ง ทำให้ฉันสูญเสียทุกอย่างไป
ห้องบอลรูมหรูหราราวกับภาพฝัน—หน้าต่างกระจกสูงจรดเพดานเผยให้เห็นเทือกเขาแอลป์ของสวิตเซอร์แลนด์ แสงเทียนสะท้อนแตกกระจายผ่านแก้วคริสตัล และเสียงพูดคุยแผ่วต่ำของผู้คนที่กุมอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกเอาไว้ แต่ยังแสร้งทำเป็นใส่ใจปัญหาของโลกใบนี้
ตอนนี้ฉันเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่แล้ว
ฉันคู่ควรกับพื้นหินอ่อนทุกตารางนิ้วใต้ส้นรองเท้าของตัวเอง
สัปดาห์นี้มีผู้นำประเทศสามคนร้องขอนัดพบฉัน บริษัทยายักษ์ใหญ่สองแห่งต้องการเจรจาซื้อกิจการ และเมื่อเดือนก่อน Forbes เพิ่งเอารูปฉันขึ้นปก พร้อมพาดหัวว่า ผู้หญิงที่กำลังเขียนกฎใหม่ให้กับพันธุกรรมมนุษย์
ก็ไม่เลวนักสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยเซ็นใบหย่าในชุดคนไข้ ขณะท้องหกเดือน ด้วยมือที่สั่นเทา
ฉันเห็นอีธานอยู่ข้างหน้าประมาณยี่สิบฟุต
เขาหยุดวิ่งแล้ว
และกำลังเงยหน้ามองผู้ชายคนหนึ่ง
พร้อมกับยืนเหยียบอยู่บนรองเท้าของผู้ชายคนนั้นพอดี
“โอ๊ะ—ขอโทษครับคุณลุง!” อีธานพูด น้ำเสียงเล็กๆ ของเขายังคงสุภาพเป๊ะตามที่ฉันสอนเอาไว้ จากนั้นก็รีบถอยหลัง แล้วจัดหูกระต่ายอันจิ๋วของตัวเองด้วยท่าทีจริงจังเกินวัย
ผู้ชายคนนั้นก้มลงมอง และโลกทั้งใบก็หยุดหมุน
ฉันจำท่ายืนแบบนั้นได้
ฉันจำหัวไหล่คู่นั้นได้—หัวไหล่ที่แบกรับความตึงเครียดเหมือนเกราะป้องกันตัวเอง
ฉันจำเฉดสีผมเข้มนั้นได้ จำแนวกรามคมชัดนั้นได้ จำวิธีที่เขายืนเหมือนโลกทั้งใบติดหนี้เขาอยู่ได้
เนธาน เพียร์ซ
เขากำลังจ้องใบหน้าของลูกชายฉัน
และฉันก็เห็นมันเกิดขึ้นตรงหน้า—ช่วงวินาทีที่ความจริงระเบิดขึ้นในดวงตาของเขา ริมฝีปากของเขาแง้มออก มือที่ถือแก้ววิสกี้นิ่งสนิท สีหน้าซีดเผือดราวกับเลือดถูกดึงออกจากร่างในพริบตา
เพราะอีธานเหมือนเขาอย่างกับแกะ
ไม่ใช่แค่คล้าย ไม่ใช่แค่ดูละม้าย
แต่ เหมือนเป๊ะ
ทั้งลอนผมสีเข้ม ทั้งใบหน้าคมสวยจนเกินไปสำหรับเด็กคนหนึ่ง และดวงตาสีเทาอมเขียวคู่นั้น—ดวงตาที่ครั้งหนึ่งฉันโง่พอจะรักมันหมดหัวใจ
ฉันรู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้น
ฉันเคยซ้อมมันมาแล้ว
ในห้องพักโรงแรมที่ซูริก ในห้องแล็บตอนตีสาม และในห้องอาบน้ำที่ไม่มีใครได้ยิน ตอนที่ฉันฝึกตัวเองให้กลายเป็นคนไม่รู้สึกอะไร
ดังนั้นตอนที่สายตาของเนธานยกขึ้นจากลูกชายของฉันแล้วมาหยุดที่ฉันกลางห้อง—ตอนที่ดวงตาคู่นั้นล็อกเข้ากับฉันเหมือนคนจมน้ำที่มองเห็นฝั่ง—ฉันจึงพร้อมแล้ว
ฉันยิ้ม
มันมิได้เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น ทว่าก็มิได้เฉยชา... เป็นเพียงรอยยิ้มประเภทที่ฉันมักจะหยิบยื่นให้แก่หุ้นส่วนทางธุรกิจที่ไม่ได้พบกันมานานหลายปี และไม่คิดที่จะกลับมาพบกันอีก
“แม่ครับ!” อีธานวิ่งกลับมาหาฉันแล้วคว้ามือฉันไว้
ฉันเดินตรงไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกก้าวจงใจและมั่นคง ชุดวาเลนติโนลากผ่านพื้นตามหลัง ส่วนฉันก็เชิดคางสูง พร้อมขังจังหวะการเต้นของหัวใจไว้ในกรงที่มันไม่อาจทรยศฉันได้
“เพียร์ซ” ฉันยื่นมือออกไปเหมือนกำลังทักทายคนแปลกหน้าในงานเสวนาธุรกิจ “ไม่เจอกันนานเลยนะ”
มือของเขากุมมือฉันไว้
เขากำลังสั่น
เนธาน เพียร์ซ—ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยนั่งเผชิญการยึดอำนาจในห้องประชุมโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา—ตอนนี้กลับ ตัวสั่น
“อาเรีย” ชื่อของฉันหลุดออกมาจากริมฝีปากเขาอย่างแตกสลาย ราวกับเป็นคำที่เขาอมไว้ในปากมาตลอดห้าปี จนลืมไปแล้วว่าควรพูดยังไง
สายตาของเขาก้มลงมองอีธานอีกครั้ง
ส่วนลูกชายของฉันกำลังจ้องโต๊ะของหวานอย่างมีสมาธิสุดขีด โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองเพิ่งจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่ไปเมื่อครู่
“เขา—” เสียงของเนธานแตกพร่า
เขากลืนน้ำลาย ก่อนจะพยายามพูดอีกครั้ง
“เขาอายุเท่าไหร่?”
ฉันมองเขา สบตาเขาตรงๆ
ปล่อยให้ความเงียบสนิทสามวินาทียืดยาวระหว่างเรา ราวกับคมมีดที่พาดค้างอยู่กลางอากาศ
จากนั้นฉันก็ยิ้มอีกครั้ง—รอยยิ้มสุภาพแบบเดิม รอยยิ้มที่ว่างเปล่าและทำลายล้างทุกอย่าง
“ดีใจที่ได้เจอกันนะ” ฉันพูด “ขอให้สนุกกับคืนนี้”
ฉันอุ้มอีธานขึ้นมาให้พาดอยู่บนสะโพก ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ฉันเดินผ่านห้องบอลรูมนั้นราวกับเป็นเจ้าของมัน และฉันก็ไม่ได้หันกลับไปมองอีกเลย
แม้แต่ครั้งเดียว
ด้านหลังฉันไม่มีเสียงอะไรเลย
ไม่มีฝีเท้าตามมา ไม่มีเสียงเรียก
มีเพียงความเงียบ
ความเงียบของผู้ชายคนหนึ่ง ที่เพิ่งตระหนักว่าผู้หญิงที่ตัวเองเคยโยนทิ้งไป กลายเป็นสิ่งเดียวที่เขาไม่มีวันได้คืนกลับมาอีกแล้ว
ฉันเดินไปถึงลิฟต์ ก่อนที่มือจะเริ่มสั่น
“แม่ครับ ผู้ชายคนนั้นจ้องผมด้วย”
อีธานพูด พลางเล่นสร้อยคอของฉันไปด้วย
“คนมักจะมองเด็กหล่อกันทั้งนั้น” ฉันตอบสบายๆ พร้อมกดปุ่มชั้นของเรา
“แต่เขาดูเศร้านะ”
ฉันก้มลงจูบหน้าผากเขา“บางคนก็เป็นแบบนั้น”
ประตูลิฟต์ปิดลง แล้วฉันก็เอนตัวพิงกำแพง หลับตา พยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมลมหายใจอันสั่นสะท้านในอกให้กลับคืนสู่ความสงบ
ห้าปี
ห้าปีที่ฉันใช้สร้างตัวเองขึ้นมาจากเถ้าถ่าน และแค่สายตาเดียวจากเนธาน เพียร์ซ ก็ยังทำให้ฉันรู้สึกราวกับกำลังถูกเผาทั้งเป็น
แต่ครั้งนี้ ฉันคือไฟนั้นเอง
สามชั้นด้านล่าง เนธาน เพียร์ซยังคงยืนอยู่ตรงจุดเดิมที่ฉันทิ้งเขาไว้—นิ่งสนิทท่ามกลางห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนเคลื่อนไหว
จากนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์ออกมา
“เอาข้อมูลทุกอย่างมาให้ผม” เขาพูดด้วยเสียงต่ำแหบพัง “บริษัทของเธอ ที่อยู่ของเธอ เด็กคนนั้น สูติบัตรของเขา ทุกอย่าง”
เขาหยุดไปชั่วครู่
“ผมไม่สนว่าตอนนี้จะกี่โมงแล้ว ไปจัดการ เดี๋ยวนี้”
