บทที่ 5 แม่หม้ายที่ใครๆ ก็รังแกได้?
บทที่ 5
แม่หม้ายที่ใครๆ ก็รังแกได้?
ตลอดหลายวันที่รอนแรมบนเส้นทางอพยพ เยว่ไฉหนิงไม่เพียงดูแลร่างกายของเจ้าก้อนแป้งทั้งสองเท่านั้น นางยังสอนวิธีเอาตัวรอดให้พวกเขาอีกด้วย
ยามพักระหว่างทาง นางจะหาไม้ขนาดพอเหมาะมาเหลาให้เรียบ ทำเป็นไม้พลอง แล้วให้เจ้าแฝดใช้ฝึกซ้อมแทนอาวุธมีคม
นางสอนให้พวกเขาหวดไม้ และสอนกระบวนท่าพื้นฐานของการต่อสู้ทีละท่าอย่างอดทน
การที่แม่หม้ายอ่อนแอคนหนึ่ง จู่ๆ ก็รู้วิธีต่อสู้ อาจดูแปลกอยู่บ้าง
แต่ลองคิดว่า นางต้องเผชิญกับความเห็นแก่ตัวของอดีตบ้านสามี อีกทั้งตลอดเส้นทางอพยพ ยังเต็มไปด้วยการปล้นสะดมไม่เว้นวัน สถานการณ์เหล่านั้น ค่อยๆ ขัดเกลาให้แม่หม้ายอ่อนแอคนหนึ่งต้องปรับตัวและลุกขึ้นต่อสู้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นจึงไม่มีใครสงสัยถึงการเปลี่ยนแปลงของเยว่ไฉหนิง
ต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าตั้งใจฝึกจนเหงื่อท่วมตัวทุกวัน
แม้แรงแขนแรงขาของเด็กห้าขวบจะยังน้อย แต่ความมุ่งมั่นกลับเต็มเปี่ยม
เถี่ยต้านที่ยืนดูอยู่ข้างๆ พลันเกิดความรู้สึกคันไม้คันมือ อยากฝึกวิชาบ้าง
คราวที่โจรเร่ร่อนบุกปล้นเสบียง เถี่ยต้านช่วยอะไรไม่ได้เลย ได้แต่หลบอยู่ข้างหลังบิดา
แม้ยามชุลมุนวุ่นวาย ท่านย่าถูกผลักล้มกลางฝูงชนและถูกเหยียบจนตาย เขาก็ทำได้เพียงยืนมองด้วยความเสียใจ
ภาพนั้นยังติดอยู่ในหัวไม่รู้ลืม
เขาไม่อยากให้คนในครอบครัวต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนั้นอีก
ไม่อยากเป็นเด็กที่ได้แต่หลบอยู่หลังผู้ใหญ่อีกแล้ว
อยากปกป้องท่านแม่และน้องสาว
เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัว เด็กชายพลันสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปหาเยว่ไฉหนิงอย่างแน่วแน่
“ท่านน้าเยว่ ข้าขอเรียนวิชาด้วยได้หรือไม่ขอรับ” เด็กชายพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะเสริมอย่างตรงไปตรงมา “ตอนที่เห็นท่านน้าเยว่ต่อยฉินเอ้อหลาง ท่านน้าดูองอาจมากจริงๆ ขอรับ”
จ้าวซื่อผู้เป็นแม่ได้ยินก็หัวเราะ
“อาต้านของข้าชื่นชมน้องเยว่มาก พูดอยู่ตลอดว่าอยากกล้าหาญเหมือนอย่างเจ้าน่ะ”
เยว่ไฉหนิงยิ้ม ก่อนพยักหน้าแล้วเริ่มสอนเถี่ยต้านไปพร้อมกับต้าเป่าและเสี่ยวเป่า
เถี่ยเจ๋อผู้เป็นพ่อเห็นลูกชายตั้งใจฝึกฝนวิชาต่อสู้จริงๆ จึงไปหาไม้ท่อนยาวขนาดพอเหมาะมาเหลาเป็นไม้พลอง ให้เขาพกเป็นอาวุธเหมือนกัน
ตลอดเส้นทางอพยพ ไม่มีใครรู้ว่าจะถูกกลุ่มผู้ลี้ภัยอื่นเข้าปล้นอีกเมื่อใด หากลูกชายมีวิชาติดตัวไว้บ้าง อย่างน้อยก็ยังพอเอาตัวรอดได้ในยามคับขัน
หลังจากเริ่มสอนวิชาต่อสู้ให้เถี่ยต้าน ครอบครัวจ้าวซื่อกับครอบครัวของเยว่ไฉหนิงก็มักไปมาหาสู่กันมากขึ้น
ไม่เพียงเดินอยู่ใกล้กันเท่านั้น แม้ยามพักก็ยังเลือกพักอยู่ใกล้กัน จนดูราวกับทั้งสองครอบครัวรวมเป็นกลุ่มเดียวกัน
ผู้ที่ไม่คิดอะไรมากย่อมเห็นว่า ในยามอพยพ การพึ่งพาอาศัยกันย่อมดีกว่าเดินลำพัง
ทว่าคนจิตใจคับแคบอย่างแม่เฒ่าฉิน…อดีตแม่สามี กลับคิดต่างออกไป
ไม่เพียงคิดอกุศลเท่านั้น วันนี้นางยังจงใจพูดกระทบกระเทียบ หวังยุยงให้สองครอบครัวแตกคอกัน
“ถุย! อดีตลูกสะใภ้คนนี้คิดอะไร มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ ทำตัวสนิทสนมครอบครัวจ้าวซื่อ ก็แค่อยากจะหาทาง ‘ตีท้ายครัว’ หวังงาบสามีเขานั่นแหละ!”
ชาวบ้านที่ชอบเรื่องซุบซิบนินทาได้ยินดังนั้น ต่างพากันเบิกตาโต ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แม่เฒ่าฉินอย่างแนบเนียน รอกินเผือกชิ้นใหญ่
สำหรับพวกเขาแล้ว เยว่ไฉหนิงจะเป็นคนอย่างไรไม่สำคัญ ขอเพียงมีเรื่องให้พูดคุยแก้เหนื่อยระหว่างทาง ยังดีกว่าเดินก้มหน้าฝืนลากเท้าไปอย่างเงียบๆ
แม่เฒ่าฉินพูดต่อ “สันดานเดิมแก้ไม่หายหรอก ต้าเสวี่ยไม่ได้เหนื่อยตายเพราะทำงานหนัก แต่ตายเพราะยอมรับพฤติกรรมสำส่อนของนางจิ้งจอกชั่วไม่ได้ต่างหาก!”
“ที่แท้นางก็เล็งพี่ใหญ่เถี่ยเจ๋อนี่เอง มิน่าล่ะถึงได้ประจบจ้าวซื่อออกนอกหน้าขนาดนั้น” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดเสริม
“ท่านแม่พูดไม่มีผิดหรอก สมัยพี่สามียังมีชีวิตอยู่ นางก็ชอบชายตามองผู้ชายในหมู่บ้าน” ตู้หลิง ภรรยาของฉินเอ้อหลางกล่าวสำทับ
“หึ! ก็เป็นแบบนั้นนั่นแหละ” แม่เฒ่าฉินแค่นหัวเราะ ดวงตาฉายแววอาฆาตปนความสะใจ
ต่อมา เสียงหัวเราะต่ำๆ แฝงความชั่วร้ายของหม่าเฉาก็ดังขึ้น
หม่าเฉาคนนี้คือจอมเสเพลประจำหมู่บ้านเฟิงโฮ่ว ทุกคนรู้กันดีว่าเขามักใช้สายตาแทะโลมหญิงสาวในหมู่บ้าน และไม่เคยปิดบังความหื่นกระหายของตนเองแม้แต่น้อย
สายตาของหม่าเฉากวาดมองเยว่ไฉหนิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โดยเฉพาะบั้นท้ายของนาง
“น้องเยว่...ครอบครัวเจ้าไม่มีผู้ชายเป็นที่พึ่งสักคน ข้าไม่รังเกียจหรอกที่เจ้าเป็นแม่หม้ายลูกติด หากเจ้ากับลูกจะมาเดินข้างๆ ข้าก็ได้อยู่หรอก แค่ตอบแทนกันนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ”
เขาพูดพลางลูบคางช้าๆ สายตาที่มองบั้นท้ายของเยว่ไฉหนิงมีความหมายชวนขนลุก
อันที่จริง เยว่ไฉหนิงจะเมินเฉยต่อคำครหาไร้สาระเหล่านั้นก็ได้ แต่หากปล่อยให้ถ้อยคำเหลวไหลเช่นนี้ถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกรงว่าสุดท้ายจะทำให้จ้าวซื่อรู้สึกไม่สบายใจ
นางจึงลดฝีเท้าลงเล็กน้อย ทำทีเป็นหลุดจากกลุ่มครอบครัวของจ้าวซื่ออย่างแนบเนียน
ทว่าจ้าวซื่อกลับคว้ามือนางไว้เบาๆ แล้วส่ายหน้าเล็กน้อย
“ข้าไม่ได้รู้จักเจ้าแค่วันนี้เสียหน่อย ไม่ต้องสนใจคำพูดพวกนั้นหรอก”
เยว่ไฉหนิงยิ้มจางๆ อย่างช่วยไม่ได้
อยากมอบป้าย ‘คนดี’ ให้จ้าวเหม่ยจริงๆ
“ยามลี้ภัยเช่นนี้ควรพึ่งพากัน ไม่ใช่มาคอยจิกกัดใส่ร้าย สร้างความแตกแยก!” จ้าวซื่อพูดพลางจ้องเขม็งใส่แม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินเบะปากอย่างดูแคลน
“เสแสร้ง”
เมื่อเห็นว่าเยว่ไฉหนิงวางเฉยไม่สะทกสะท้าน อีกทั้งจ้าวซื่อก็ไม่ได้หวั่นไหวต่อคำใส่ร้าย ชาวบ้านที่รอดูเรื่องสนุกจึงหมดความสนใจ ต่างคนต่างแยกย้ายกลับไปที่กลุ่มของตัวเอง
ประจวบกับที่ผู้ใหญ่บ้านเคาะฆ้องทองแดงดังเป๊งๆ พร้อมตะโกนว่า “ท้ายแถวรีบเดินหน่อย! ถ้าหลุดจากขบวน ข้าจะทิ้งพวกเจ้าไว้ที่นี่!”
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงก้มหน้าเร่งฝีเท้าให้ทันกลุ่มด้านหน้า
เดินต่อไปได้เพียงครู่เดียว จู่ๆ เยว่ไฉหนิงก็โยนเผือกหัวใหญ่ลงกลางวง
“แทนที่จะมัวเสียเวลามาป้ายสีข้า ไม่สู้ดูตัวเองให้ดีเสียก่อน...เป็นแม่ภาษาอะไร ถึงเลี้ยงลูกให้รู้จักแต่ยั่วยวนสามีผู้อื่น”
เยว่ไฉหนิงลอยหน้าลอยตาพูด แน่นอนว่าระดับเสียงดังพอให้ทุกคนได้ยิน
เสี่ยวเป่าคิดว่าท่านแม่กำลังคุยกับตน เด็กน้อยจึงเงยหน้าตอบโต้ทันควัน
“ท่านอาเจียวเจียวชอบแอบมองท่านอาเยี่ยนคนที่สองบ่อยๆ เสี่ยวเป่าก็เห็นกับตา!”
คำพูดของเด็กย่อมไม่โป้ปด!
ชาวบ้านที่กำลังจะแยกย้ายได้ยินดังนั้นถึงกับหูผึ่งขึ้นมาทันที
ปีนี้ฉินเจียวเจียวอายุสิบหกปี ถึงวัยที่ควรหาคู่ครองได้แล้ว
แต่แม่เฒ่าฉินเป็นคนหัวสูง คิดจะหาคู่แต่งงานที่ร่ำรวยให้นาง จึงคอยกล่อมหูลูกสาวอยู่ทุกวัน ว่าต้องเลือกสามีที่รวยๆ สามารถให้สินสอดได้ยี่สิบตำลึง
ในหมู่บ้านเฟิงโฮ่วและหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง ครอบครัวที่มั่งคั่งที่สุดคือครอบครัวหมอเยี่ยน
ทว่าลูกชายทั้งสองของหมอเยี่ยนต่างก็แต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว
กระนั้น แม่เฒ่าฉินกลับไม่ลดละความพยายามที่จะหาลูกเขยรวยๆ จึงเสี้ยมสอนฉินเจียวเจียวให้ยั่วยวนลูกชายคนที่สองของท่านหมอเยี่ยน ส่วนหนึ่งเพราะเขาเพิ่งแต่งงาน และอีกส่วนเพราะภรรยาของเขายังไม่มีลูก หากฉินเจียวเจียวให้กำเนิดลูกชายได้ก่อน อาจบีบให้เขาหย่าภรรยา แล้วหันมาเลือกนางก็เป็นได้
แต่เพราะต้องอพยพหนีภัยแล้ง แผนการชั่วๆ นี้จึงถูกเลื่อนออกไปก่อน
เยว่ไฉหนิงในร่างเดิม แม้จะก้มหน้าก้มตาทำงานให้บ้านฉิน แต่นางก็รู้เรื่องชั่วๆ นี้เป็นอย่างดี!
ทันใดนั้น ชาวบ้านต่างก็พากันซุบซิบ ตื่นเต้นยิ่งกว่าได้ยินว่าเรื่องของเยว่ไฉหนิงเสียอีก
“โถเอ๊ย! ข้าก็ว่าทำไมยัยหนูเจียวเจียวถึงได้ชอบเดินผ่านหน้าบ้านท่านหมอเยี่ยนบ่อยนัก ที่แท้แม่เฒ่าฉินก็เสี้ยมสอนให้ไปตก ‘บ่อเงินบ่อทอง’ ของคนอื่นนี่เอง!” ยายเฒ่าบ้านหวังพูดพลางตบอก ทำสีหน้าเหมือนรับไม่ได้
“หน้าไม่อาย ถึงนางไม่อาย แต่ข้าคนฟังกลับรู้สึกอายแทนจริงๆ” แม่หม้ายหลิวกล่าว
ป้าจางรีบเสริมด้วยน้ำเสียงสะใจ “สมควรแล้ว! คิดจะกุเรื่องอื้อฉาวมาทำลายชื่อเสียงคนอื่น เพื่อกลบความระยำของบ้านตัวเอง เยว่ไฉหนิงทำถูกแล้ว คนแบบนี้ถ้าไม่โดนเปิดโปงบ้าง ก็จะนึกว่าทั้งหมู่บ้านโง่กันหมด หึ!”
คำนินทาเหล่านั้นลอยไปถึงหูฝั่งครอบครัวหมอเยี่ยน บรรยากาศตรงนั้นจึงตึงเครียดขึ้นมาทันที
บุตรชายคนที่สองของหมอเยี่ยนมีสีหน้าเย็นชา รีบออกมาแก้ต่างว่าเป็นฉินเจียวเจียวที่ยั่วยวนเขาเอง ส่วนตัวเขาไม่เคยคิดเกินเลยกับนางแม้แต่น้อย
เมื่อความลับถูกแฉกลางฝูงชน แม่เฒ่าฉินถึงกับกัดฟันแน่นจนกรามสั่น นางทั้งอับอายทั้งคั่งแค้น สายตาที่มองเยว่ไฉหนิงจึงเต็มไปด้วยความชิงชัง
ส่วนฉินเจียวเจียวตอนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองผู้คน
เยว่ไฉหนิงเห็นบ้านตระกูลฉินเริ่มเป็นทุกข์อยู่ไม่สุข นางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
...คิดจะทำลายชื่อเสียงของนางหรือ ต้องดูก่อนว่ามีความสามารถแค่ไหน!
