บทที่ 4 การพันเท้า
บทที่ 4
การพันเท้า
เกือบสี่เดือนของการเดินทางอพยพ ลูกๆ ของฉินเอ้อหลางได้นั่งรถเข็นอย่างสบาย ขณะที่ต้าเป่ากับเสี่ยวเป่ากลับต้องเดินเท้าตลอดทาง บางครั้งยังถูกใช้งานให้ช่วยออกแรงลากรถเข็น
ภาพความทรงจำนั้นทำให้เยว่ไฉหนิงกัดฟันแน่น
...คิดแล้วก็อยากอัดบ้านตระกูลฉินให้หน้าหงายเสียจริง!
เยว่ไฉหนิงรีบใช้จิตสำนึกค้นหารองเท้าเด็กในมิติลับ
ทว่า...โชคไม่ดีเลย ในชาติก่อนนางไม่เคยมีลูก ของใช้สำหรับเด็กเล็กจึงไม่เคยถูกเตรียมเอาไว้
“ท่านแม่ เป็นอะไรไปขอรับ” ต้าเป่าถามขึ้น เมื่อสังเกตเห็นท่าทางร้อนรนของมารดา
เยว่ไฉหนิงดึงสติกลับ มองลูกรักทั้งสองก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
เมื่อไม่มีรองเท้าให้เปลี่ยน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือรักษาบาดแผลที่เท้าก่อน
ดังนั้น นางจึงพาลูกทั้งสองไปยังมุมที่ลับตาคน ก่อนจะใช้น้ำพุวิเศษล้างเท้าให้พวกเขา
เมื่อน้ำเย็นใสสะอาดถูกราดลงบนเท้าเล็กๆ ทั้งสองคู่ ไม่เพียงแต่สิ่งสกปรกจะถูกชะล้างออกไปจนเกลี้ยง แผลสดและเก่าก็ได้รับการรักษาเช่นกัน
ครั้นเช็ดเท้าให้ลูกทั้งสองแห้งแล้ว นางก็หยิบผ้าผืนยาวขนาดพอดีออกมา พันรอบน่องไล่ลงมาจนถึงข้อเท้าให้กับต้าเป่า
จากความรู้ในชาติก่อน การพันผ้าเช่นนี้จะช่วยประคองกล้ามเนื้อและเส้นเลือด เวลาที่ต้องเดินทางไกลนานๆ จะช่วยบรรเทาอาการปวดน่องได้ไม่น้อย
“ท่านแม่ทำอะไรหรือขอรับ” ต้าเป่าเอ่ยถามอย่างสงสัย
“พันเท้าน่ะ เวลาเดินจะไม่ทำให้ปวดขา”
“เข้าใจแล้ว” เสี่ยวเป่าตอบอย่างว่าง่าย “เสี่ยวเป่าก็จะพันด้วย!”
เยว่ไฉหนิงยิ้มบางๆ พลางคิดว่าหากมีรถเข็นสักคัน ลูกๆ ของนางก็คงไม่ต้องทนเดินจนเหนื่อยเช่นนี้
เมื่อพันเท้าต้าเป่าเสร็จ เยว่ไฉหนิงก็จัดการกับเสี่ยวเป่าและของตนเองต่อ ครั้นเตรียมตัวออกเดินทางเรียบร้อย นางกับลูกทั้งสองก็กลับไปรวมตัวในขบวนอพยพอีกครั้ง
“ท่านแม่ ให้พี่อาต้านพันเท้าแบบนี้ด้วยได้หรือไม่ขอรับ” ต้าเป่าถามเสียงใส
เยว่ไฉหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่ยังนั่งพักกันอยู่ แต่ละคนต่างนั่งทุบขาที่ปวดระบมด้วยท่าทางอ่อนแรง
พี่ชายอาต้านที่ต้าเป่าพูดถึง ก็คือลูกชายของจ้าวซื่อกับเถี่ยเจ๋อ ในหมู่บ้านเถี่ยต้านมักดีกับเจ้าแฝดเสมอ
เยว่ไฉหนิงครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ก็ตัดสินใจได้ว่า ในเมื่อจะบอกเถี่ยต้านแล้ว เช่นนั้นบอกให้ทุกคนรู้วิธีพันเท้าไปเลยย่อมดีกว่า จะได้ช่วยให้ทุกคนเดินทางได้สบายขึ้น
คิดได้ดังนั้น นางก็จูงมือลูกทั้งสอง มุ่งตรงไปยังสถานที่ที่ผู้ใหญ่บ้านนั่งพัก
แม่เฒ่าฉิน อดีตแม่สามี เห็นนางพาเด็กๆ เดินไปทางนั้น ก็ทึกทักไปเองว่านางกำลังจะไปพึ่งใบบุญผู้ใหญ่บ้าน จึงเบะปาก เอ่ยอย่างประชดประชันว่า “ข้าก็คิดอยู่ว่านางจะแน่ได้สักแค่ไหน ยังไม่ทันออกเดินทางก็รีบไปเกาะครอบคครัวของผู้ใหญ่บ้านเสียแล้ว ช่างไม่รู้จักอายจริงๆ”
เยว่ไฉหนิงไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำกับคนโง่ จึงเพียงปรายตามองผ่านไปเท่านั้น
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน ข้าขอคุยด้วยหน่อย”
“ได้สิ”
เยว่ไฉหนิงไม่รอช้า รีบอธิบายวิธีพันเท้าให้ผู้ใหญ่บ้านฟัง โดยใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่ายที่สุด
เมื่อฟังจบ ผู้ใหญ่บ้านก็ลุกขึ้น เคาะฆ้องทองแดงเสียงดัง เป๊ง! เป๊ง! เรียกทุกคนให้มารวมตัวกัน ก่อนประกาศเรื่องการพันเท้าให้ชาวบ้านฟัง พร้อมย้ำชัดว่านี่เป็นความคิดของเยว่ไฉหนิง ใครจะทำหรือไม่ทำก็แล้วแต่
หลายครอบครัวเห็นว่าการเรียนรู้วิธีพันเท้าไว้ก็ไม่เสียหาย บางบ้านเริ่มพันเท้าตามวิธีที่เยว่ไฉหนิงสอน
ส่วนบ้านตระกูลฉินที่โอหัง มองเยว่ไฉหนิงด้วยสายตาเหยียดหยามก่อนจะพากันเดินจากไป
เมื่อครอบครัวอื่นๆ เตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย ไม่นาน ขบวนอพยพของหมู่บ้านเฟิงโฮ่วก็ออกเดินทางต่อ ผู้ที่พันเท้าตามการแนะนำของเยว่ไฉหนิงเริ่มรู้สึกถึงความแตกต่าง การก้าวเดินเบาลง กล้ามเนื้อไม่ตึงเหมือนเมื่อก่อน รวมถึงอาการปวดน่องก็ทุเลาลงอย่างน่าประหลาด
ทุกคนต่างมองเยว่ไฉหนิงด้วยสายตาชื่นชม
“น้องสะใภ้เยว่ วิธีของเจ้าดีจริงๆ ข้าไม่ปวดน่องเหมือนก่อนแล้ว” จ้าวซื่อเอ่ยชม
“จริงด้วยขอรับ อาสะใภ้” เถี่ยต้านรีบเสริม
เจ้าแฝดยิ้มกว้างด้วยความภูมิใจแทนมารดา
ส่วนชาวบ้านที่ขี้เกียจพันเท้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมา
“ผู้ใหญ่บ้านขอรับ หยุดให้พวกเราพันเท้าก่อนได้หรือไม่”
ชาวบ้านคนหนึ่งยกมือขึ้นแล้วเสนอ
ผู้ใหญ่บ้านเชิดหน้า แค่นเสียง “เฮอะ! พวกเจ้าขี้เกียจกันเอง เดินต่อ...จะให้ขบวนช้าลงไม่ได้”
“โถ…”
ผ่านไปประมาณสองชั่วโมง หลายคนเริ่มมีสีหน้าบิดเบี้ยว ฝีเท้าช้าลงอย่างเห็นได้ชัด บางคนยกมือทุบต้นขา บางคนถึงกับต้องหยุดยืนพักเป็นระยะ
แม่เฒ่าฉินกัดฟันแน่น สีหน้าบูดบึ้ง แม้ปากจะบ่นเสียงแข็งกร้าวว่าการพันเท้านั้นไร้ประโยชน์ แต่ขากลับสั่นระริก แทบเดินต่อไม่ไหว
ยิ่งมองชาวบ้านที่พันเท้าไว้แล้วเดินได้อย่างคล่องแคล่ว นางก็ยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตา
“นังสารเลว รู้วิธีดีๆ แต่กลับเงียบไว้ ต้องรอให้แยกบ้านก่อนหรือถึงจะพูดออกมา ตั้งใจกลั่นแกล้งข้าชัดๆ”
เมื่อขบวนหยุดพักอีกครั้ง หลายคนต่างรีบหยิบผ้าออกจากห่อสัมภาระ มาพันเท้าตามวิธีของเยว่ไฉหนิง ไม่มีผู้ใดกล้าขี้เกียจอีกแล้ว
ท่ามกลางการเดินทางอันยากลำบาก เยว่ไฉหนิงคอยบำรุงลูกทั้งสองด้วยน้ำพุวิเศษ พร้อมปรับกระเพาะน้อยๆ ของพวกเขาด้วยอาหารอ่อน
หลายวันมานี้ สภาพร่างกายของเจ้าตัวเล็กทั้งสองก็ค่อยๆ กลับมาแข็งแรง
เมื่อแน่ใจว่าเจ้าตัวเล็กสามารถกินอาหารได้ตามปกติแล้ว เยว่ไฉหนิงจึงตัดสินใจนำของดีออกมามิติ
นางยิ้มกริ่ม พลางทำทีล้วงเข้าไปในถุงผ้า แล้วหยิบขนมปังแป้งนุ่มฟูสองลูกออกมา ก่อนจะแบ่งให้ลูกชายทั้งสองคนละลูก
แม้ในช่วงต้นของยุคสิ้นโลก น้ำและอาหารจะขาดแคลนอย่างหนัก แต่เยว่ไฉหนิงก็ยืนหยัดเอาชีวิตรอดมาจนถึงยุคที่งานวิจัยก้าวหน้าพอจะผลิตอาหารขึ้นเองได้
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังครอบครองมิติลับและน้ำพุวิเศษ ซึ่งช่วยให้พืชพรรณที่ปลูกเติบโตอย่างรวดเร็ว การมีแป้งสาลีไว้ทำขนมปังจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
เสี่ยวเป่าเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน น้ำลายซึมที่มุมปากเล็กๆ
เด็กน้อยไม่เพียงเพิ่งเคยเห็นหมั่นโถสีเหลืองก้อนใหญ่ หมั่นโถนี้ยังส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย แค่เห็นก็รู้ว่าต้องอร่อยมากแน่ๆ
“โอ้โห! ท่านแม่ หมั่น...อุบ!”
คำว่า ‘หมั่นโถสีเหลือง’ ยังไม่ทันหลุดจากปาก ต้าเป่าก็รีบยกมือปิดปากน้องชายทันที
แต่ทันใดนั้น ฝ่ามือของเขากลับเปื้อนน้ำลายเหนียวหนืดเต็มไปหมด
ต้าเป่ารีบปล่อยมือพลางร้อง “อี๋...แหวะ เจ้านี่!”
เสี่ยวเป่าหัวเราะอย่างซุกซน พร้อมกับใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำลายที่มุมปาก “ช่วยไม่ได้นี่นา หมั่นโถวนี่หอมมาก ข้าห้ามน้ำลายไม่อยู่จริงๆ”
“เบาเสียงหน่อย!” ต้าเป่าเอ่ยเตือน
“อื้อๆ” เสี่ยวเป่าพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง
เยว่ไฉหนิงบีบแก้มเด็กทั้งสองเบาๆ ก่อนเร่งให้เขารีบกิน หากมีใครมาเห็นเข้าจะถูกแย่งเอาได้
เจ้าก้อนแป้งทั้งสองพยักหน้ารัวๆ ก่อนอ้าปากงับขนมปังคำโต ตามด้วยการดูดนมกล่องเสียงดังซู้ดๆ อย่างเอร็ดอร่อย
เยว่ไฉหนิงมองลูกทั้งสองที่กำลังเคี้ยวอาหารตุ้ยๆ อย่างตะกละตะกลาม หัวใจของนางก็พลอยอิ่มเอมและเต็มไปด้วยความสุข
