บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 กระบวนท่าพิฆาต

บทที่ 6

กระบวนท่าพิฆาต

ก่อนฟ้าจะมืดสนิท ผู้ใหญ่บ้านกับบัณฑิตหยางประกาศจุดพักแรมของคืนนั้น

เมื่อขบวนอพยพหยุดลง ผู้คนต่างแยกย้ายไปจัดการธุระของตน ก่อนจะกลับมาก่อไฟ ตั้งเตา หุงหาอาหารง่ายๆ ประทังท้อง

รอนแรมมาถึงจุดนี้ หลายครอบครัวที่ไม่มีธัญพืชติดตัวแล้ว ต่างพากันขึ้นเขาไปเก็บผักป่า

ยิ่งเข้าใกล้เมืองเจิ้งหยาง สองข้างทางก็เริ่มมีพืชสีเขียวให้เห็นประปราย คล้ายว่าพื้นที่แถบนี้ยังไม่ถูกภัยแล้งคุกคาม

พอเลือกที่พักได้แล้ว เยว่ไฉหนิงก็วางตะกร้าเก่าๆ ที่บรรจุสัมภาระลง

“ท่านแม่ ท่านแม่ ข้าปวดอึ๊!” เสี่ยวเป่าอยู่ไม่สุข ทำท่าจะวิ่งปรู๊ดเข้าป่า

“ข้าก็ปวดขอรับ” ต้าเป่าแก้มแดงด้วยความอาย

เยว่ไฉหนิงมองท่าทางลุกลี้ลุกลนของลูกชายทั้งสองแล้วเกือบจะหลุดขำออกมา

นางจูงลูกทั้งสองเข้าป่า หาที่ลับตาเพื่อให้ลูกๆ ปลดทุกข์

ในยามอพยพหนีภัยแล้ง แค่จะหาเศษหญ้าหรือรากไม้ประทังชีวิตยังยากเย็น เมื่อไม่มีอะไรกิน ลำไส้ก็แห้งเหี่ยว การขับถ่ายแต่ละครั้งย่อมต้องทรมาน หลายคนนั่งหน้าเขียว เบ่งจนเหงื่อท่วม แต่กลับไม่มีอะไรออกมา นอกจากความเจ็บปวดในช่องท้อง

ทว่าลูกๆ ของเยว่ไฉหนิงกลับต่างออกไป

นอกจากจะได้กินอิ่ม ร่างกายของเด็กทั้งสองยังได้รับการบำรุงจาก ‘น้ำพุวิเศษ’ น้ำพุนั้นช่วยชะล้างพิษและเสริมระบบภายในให้แข็งแรง

ขณะที่คนอื่นซูบซีดเพราะท้องผูกเรื้อรัง ต้าเป่าและเสี่ยวเป่ากลับขับถ่ายคล่อง ท่าทางสบายใจจนน่าหมั่นไส้

เมื่อเด็กๆ ทำธุระเสร็จก็นำกระดาษชำระเปียกมาเช็ดทำความสะอาด จากนั้นช่วยกันขุดหลุมกลบเรียบร้อย

พอกลับมาถึงที่พัก ต้าเป่าก็ร้องขึ้นทันที

“ท่านแม่ ข้าอยากเรียนรู้กระบวนท่าใหม่ๆ แล้วขอรับ!”

“ข้าด้วยขอรับ!” เสี่ยวเป่ารีบเสริม

ช่วงนี้พวกเขาทำได้แค่ฝึกชกลมกับหวดไม้ไปมา จนแทบไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแล้ว

“ขอข้าเรียนด้วยขอรับ ท่านน้าเยว่” เถี่ยต้านเดินเข้ามาพร้อมไม้พลองในมือ

เยว่ไฉหนิงที่กำลังหยิบแผ่นแป้งหยาบออกมาส่งให้ลูกๆ ชะงักมือไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง

“ได้สิ แต่กินมื้อเย็นกันให้เรียบร้อยก่อนนะ”

“ขอรับ!”

เด็กทั้งสามขานรับเสียงใส ดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจ

หลังมื้ออาหาร เยว่ไฉหนิงให้เด็กทั้งสามทบทวนกระบวนท่าที่ฝึกไปก่อนหน้า

ทั้งสามคนหวดไม้และชกมวยจนเหงื่อซึม

เมื่อเห็นว่าพื้นฐานของพวกเขาคล่องแคล่วมากกว่าแต่ก่อนแล้ว นางจึงเริ่มถ่ายทอดกระบวนท่าใหม่

“เอาละ ข้าจะสอนกระบวนท่าใหม่ที่เหมาะกับพวกเจ้าโดยเฉพาะ...พวกเจ้ายังตัวเล็ก เพราะฉะนั้น หากเจอศัตรูที่เป็นผู้ใหญ่ การเล็งโจมตีจุดที่สูง สำหรับพวกเจ้าจะเสียเปรียบมาก”

เด็กชายทั้งสามขมวดคิ้วพร้อมกัน

“ต้องเล็งตรงไหนขอรับ”

“ที่ต่ำ”

เสี่ยวเป่าเอียงศีรษะ ยังไม่เข้าใจ

เยว่ไฉหนิงจึงกระดิกนิ้วเรียกพวกเขาเข้าไปใกล้ ก่อนชี้ตำแหน่ง ‘ที่ต่ำ’ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เด็กทั้งสามสบตากันไปมา ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจรัวๆ

ทันใดนั้น เสี่ยวเป่าก็โพล่งขึ้นมาเสียงดังลั่น

“อ๋อ! เล็งไข่นี่เอง!”

พรืด!

จ้าวซื่อที่อยู่ใกล้ๆ ถึงกับหลุดขำอย่างกลั้นไม่อยู่

ส่วนเถี่ยเจ๋อที่กำลังดื่มน้ำอยู่ ถึงกับสำลักไอแค่กๆ จนหน้าดำหน้าแดงไปหมด

ขณะที่เถี่ยฮวาตัวน้อย อายุเพียงสองสามขวบ ย่อมไม่เข้าใจ ได้แต่กระพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง

ในตอนแรกเยว่ไฉหนิงไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย เพราะการเล็งจุดตายคือกลยุทธ์ที่เฉียบคมที่สุด และเป็นวิถีการเอาตัวรอดที่แสนปกติ แต่พอเห็นปฏิกิริยาของคนรอบข้าง นางก็อดรู้สึกเก้อเขินขึ้นมาไม่ได้

หญิงสาวเกาแก้มเบาๆ ก่อนจะเริ่มสอนเด็กทั้งสามฝึกใช้ไม้และกระบวนท่าใหม่

หลังฝึกเสร็จ เด็กทั้งสามก็มานั่งยองๆ ดื่มน้ำอึกเล็กๆ ก่อนเตรียมตัวเข้านอน

ในตอนนั้นเอง หม่าเฉาและพรรคพวกที่ถูกแม่เฒ่าฉินปั่นหู ก็เดินตรงดิ่งเข้ามาหาเยว่ไฉหนิงพร้อมอ้างว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย

เยว่ไฉหนิงไม่ใช่คนโง่ นางไม่เคยสนิทกับหม่าเฉา ย่อมไม่มีเหตุผลต้องเสียเวลาพูดคุย จึงปฏิเสธไปอย่างเย็นชา

คาดไม่ถึง หม่าเฉากลับยิ่งกำเริบเสิบสาน ขู่ว่าจะปักหลักอยู่ตรงนี้หากนางไม่ยอมตามเขาออกไป

ในยุคโบราณที่เคร่งครัดต่อขนบธรรมเนียม เพียงการกระทำของหม่าเฉาก็เพียงพอจะทำลายชื่อเสียงของแม่หม้ายคนหนึ่งได้แล้ว

ไม่ว่าเยว่ไฉหนิงจะออกไปกับเขาหรือไม่ ชื่อเสียงของนางก็มัวหมองเพราะพฤติกรรมของอีกฝ่ายอยู่ดี

เยว่ไฉหนิงมองหม่าเฉาอย่างชั่งใจ

ในเมื่อเจ้าสวะนี่ตั้งใจคุกคามให้นางเสียชื่อเสียง จะซัดให้หมอบตรงนี้เลย หรือจะล่อมันออกไปแล้วจัดการให้จบดี?

ทันใดนั้น ต้าเป่ายืนขึ้น กางแขนเล็กๆ ปกป้องท่านแม่ราวกับลูกเสือตัวน้อย

“อย่ามาใกล้ท่านแม่ของข้า!”

“ใช่! ท่านแม่บอกว่าไม่มีอะไรจะคุยด้วย ไสหัวไปซะ!” เสี่ยวเป่าเสริมทัพพลางคว้าก้อนหินข้างตะกร้าขึ้นมา เตรียมจะขว้างใส่อันธพาลหม่าเฉา

แม้แต่เถี่ยต้านยังคว้าไม้พลองประจำตัวมายืนขวางด้านหน้าเยว่ไฉหนิง

เหตุการณ์วุ่นวายนั้นเริ่มตกเป็นเป้าสายตาของชาวบ้านที่พักอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

บางคนเริ่มกระซิบกัน บางคนมองมาด้วยความสงสาร แต่ไม่มีใครกล้าเข้าช่วยเยว่ไฉหนิงสักคน ไม่ใช่เพราะกลัวหม่าเฉา เพียงแต่ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว

ทุกคนรู้ดีว่าหม่าเฉาหน้าด้านเพียงใด หากหมายตาใครแล้ว ต่อให้เป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ หรือเป็นภรรยาของผู้อื่น เขาก็ไม่สนใจ แม้ครอบครองไม่ได้ ก็จะตามรังควานไม่เลิกรา

ครั้งนี้ นับว่าเยว่ไฉหนิงซวยแล้วจริงๆ

“เยว่ซื่อไม่ได้สนใจเจ้า แค่นางเป็นแม่หม้ายต้องเลี้ยงลูกสองคนก็ลำบากพอแล้ว เจ้ายังมาสร้างความเดือดร้อนให้นางอีก รีบกลับไปพักเถอะ เรายังต้องเดินทางด้วยกันอีกไกล” เถี่ยเจ๋อพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยเหตุผล

“เถี่ยเจ๋อ เจ้าอย่าเข้ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง! หรือว่า…เจ้าเองก็แอบสนใจเยว่ซื่อด้วย ถึงได้ออกหน้าปกป้องนาง?” หม่าเฉาแสยะยิ้ม ถามอย่างไร้ยางอาย

นั่นไงล่ะ!

เถี่ยเจ๋อพลาดท่าเสียแล้ว

ความหวังดีของเขากลับกลายเป็นช่องโหว่ให้คนพาลอย่างหม่าเฉาใช้คำพูดสกปรกเล่นงาน ต่อให้ทั้งสองบริสุทธิ์ใจกันจริงๆ แต่คำพูดพล่อยๆ นั้นก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายเสื่อมเสียชื่อเสียงแล้ว

เถี่ยเจ๋อโกรธจนหน้าแดง

จังหวะนั้น หม่าเฉาก็หันไปถลึงตาใส่เด็กชายทั้งสามอย่างดุร้าย ตั้งใจจะข่มขู่

เสี่ยวเป่าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ร่างเล็กวิ่งฉิวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ไม้ตวัดใส่ ‘ที่ต่ำ’ อย่างแม่นยำ

ปึก!

“อ๊ากกก! ไข่...ข้า...!”

หม่าเฉาส่งเสียงร้องโหยหวนดังลั่น จากนั้นก็ทรุดลงกุมหว่างขา ใบหน้าเขียวคล้ำ

ภาพนั้นทำเอาคนรอบข้างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

ต้าเป่ามองน้องชายฝาแฝดด้วยแววตาชื่นชม แต่ก็อดพึมพำเบาๆ ไม่ได้

“เสี่ยวเป่าขี้โกง ข้าก็อยากใช้กระบวนท่าใหม่บ้าง!”

“ข้าก็ด้วย!” เถี่ยต้านพูดพลางทำปากยื่นอย่างขัดใจ

พอได้ฝึกกระบวนท่าพิฆาตใหม่ เด็กทั้งสามก็คันไม้คันมือ อยากลองกระบวนท่านั้นใจจะขาด แต่ใครจะคิดว่า เสี่ยวเป่าจะชิงลงมือก่อน ได้ใช้กระบวนท่าเด็ดก่อนใครเพื่อน!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel