บทที่ 3 มิติลับและปาฏิหาริย์น้ำพุวิเศษ
บทที่ 3
มิติลับและปาฏิหาริย์น้ำพุวิเศษ
“ข้ากับพวกเจ้าตัดขาดกันแล้ว ต่อไปอย่าได้มาเฉียดใกล้บ้านตระกูลฉินของข้าอีก ไปซะ นังตัวซวย! ข้าไม่มีอะไรให้พวกเจ้าสูบเลือดสูบเนื้อหรอก!”
แม่เฒ่าฉินตะคอกใส่เยว่ไฉหนิงด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว คำพูดฟังดูราวกับว่าถูกนางเอาเปรียบ หากความจริงแล้ว แม่เฒ่าฉินตั้งใจด่ากลบเกลื่อนเพื่อยึดเสบียงในส่วนของเยว่ไฉหนิงไว้ทั้งหมด
เยว่ไฉหนิงเลิกคิ้ว ก่อนหันไปมองผู้ใหญ่บ้านอย่างสุขุม
“ผู้ใหญ่บ้าน ตามหลักแล้ว ข้าควรได้รับถุงธัญพืชหยาบหนึ่งถุง และน้ำหนึ่งกระบอกเป็นส่วนแบ่งใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ใช่” ผู้ใหญ่บ้านตอบอย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้น เหตุใดนางถึงกล่าวหาว่าข้าจะสูบเลือดสูบเนื้อละเจ้าคะ”
ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่แม่เฒ่าฉิน พร้อมกล่าวเสียงหนักแน่น
“แม่เฒ่าฉิน คืนของให้เยว่ซื่อเสีย หากยังยึดของของนางไว้ เกิดนางฟ้องร้องขึ้นมา คนที่เดือดร้อนก็คือเจ้า!”
“ถุย! คืนก็คืน! นึกว่าข้าอยากได้นักหรือ”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น ทว่าแม่เฒ่าฉินกลับกอดถุงเสบียงแน่น ไม่ยอมปล่อยมือ
เยว่ไฉหนิงกำหมัด หักข้อนิ้วจนเกิดเสียงดังกร๊อบ ดวงตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งไปยังฉินเอ้อหลาง
แม่เฒ่าฉินเห็นเข้าก็สะดุ้งโหยง กลัวว่าลูกชายสุดที่รักจะเจ็บตัวอีก นางรีบคว้าถุงเสบียงกับกระบอกน้ำหนึ่งใบ กระแทกคืนให้อย่างเสียไม่ได้
หลังจากความวุ่นวายสงบลง เยว่ไฉหนิงโค้งกายกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่บ้านและผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะจ้าวซื่อที่ออกหน้าช่วยพูดแทนให้นางถึงสองครั้ง
“ขอบคุณพี่สะใภ้จ้าว”
จ้าวซื่อตบหลังมือของเยว่ไฉหนิงเบาๆ ก่อนจะพูดเสียงอ่อน
“เรื่องแค่นี้เอง เจ้าไปพักก่อนเถอะ เดี๋ยวก็ต้องออกเดินทางต่อแล้ว ระหว่างทาง เจ้ากับลูกเดินใกล้ๆ บ้านข้าก็ได้”
เยว่ไฉหนิงเอ่ยขอบคุณจ้าวซื่ออีกครั้ง ก่อนกวาดสายตามองครอบครัวอื่นๆ ที่แยกย้ายไปหาที่พักใต้ร่มไม้ แล้วจึงพาสองแฝดไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่บ้าง
“ท่านแม่ เจ็บหรือไม่ขอรับ” ต้าเป่าเอ่ยถาม สีหน้ากังวล
“ท่านแม่…” เสี่ยวเป่ายื่นมือน้อยๆ ขึ้นเช็ดคราบเลือดบนศีรษะของมารดาอย่างระมัดระวัง
หัวใจของเยว่ไฉหนิงอุ่นวาบ
แม้นางจะไม่เคยมีลูกมาก่อน แต่กลับรู้สึกผูกพันกับเด็กทั้งสองอย่างน่าประหลาด
นางส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“แม่ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าล่ะ ได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
เด็กทั้งสองส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกัน
“ไม่ขอรับ”
“ไม่ขอรับ”
เยว่ไฉหนิงรู้ว่าเด็กทั้งสองโกหกเพื่อให้นางสบายใจ นางอดไม่ได้ที่จะรวบร่างเล็กๆ ของทั้งคู่เข้ามาไว้ในอ้อมแขน
“พวกเจ้าไม่ต้องกลัวนะ ต่อจากนี้ไป แม่จะปกป้องพวกเจ้าเอง จะไม่มีใครกล้ามารังแกเราได้อีก”
“ขอรับ”
“ขอรับ”
เยว่ไฉหนิงคลายอ้อมแขน ก่อนจะหยิบกระบอกน้ำขึ้นมา กวาดตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง ครั้นแน่ใจว่าไม่มีใครมองมาทางนี้ นางจึงแอบเติมน้ำพุวิเศษลงไปเล็กน้อย
“มา ดื่มน้ำก่อน”
“ท่านแม่ดื่มก่อน” ต้าเป่ารีบเอ่ย
“พวกเจ้านั่นแหละ ดื่มก่อน” เยว่ไฉหนิงบอก พลางส่งกระบอกน้ำให้ต้าเป่าเป็นคนแรก
ต้าเป่ารับกระบอกน้ำไป ดื่มเพียงอึกเล็กๆ ก่อนจะยื่นต่อให้น้องชาย เสี่ยวเป่าก็ดื่มเพียงเล็กน้อย ไม่ต่างจากพี่ชาย
พวกเขาต้องประหยัดน้ำไว้ให้ท่านแม่
เยว่ไฉหนิงเห็นแล้วก็อดปวดใจไม่ได้
นับตั้งแต่ออกเดินทาง เยว่ไฉหนิงร่างเดิมกับแฝดทั้งสองถูกแม่เฒ่าฉินควบคุมทั้งอาหารและน้ำ ในแต่ละวันพวกเขาได้กินดื่มเพียงน้อยนิด ทั้งหมดก็เพื่อให้คนในตระกูลฉินได้กินมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้เด็กๆ จะดื่มเพียงอึกเล็กๆ ทว่าน้ำในกระบอกผสมน้ำพุวิเศษ ทำให้ร่างกายของเด็กทั้งสองค่อยๆ ได้รับการฟื้นฟูทีละน้อย
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก จากนั้นก็ฉีกแผ่นแป้งหยาบเป็นชิ้นเล็กๆ ส่งให้เจ้าตัวน้อยทั้งสอง พร้อมกำชับอย่างอ่อนโยนว่า “ค่อยๆ เคี้ยว ระวังจะติดคอ”
เด็กๆ พยักหน้า ทำตามอย่างว่าง่าย
ระหว่างรอให้ลูกแฝดกินอาหาร เยว่ไฉหนิงค่อยๆ หลับตาลง
ทันใดนั้น จิตสำนึกของนางก็ดำดิ่งเข้าสู่มิติลับ
แม้จะเป็นเพียงจิตสำนึก ทว่ากลิ่นหอมสดชื่นจากบ่อน้ำพุวิเศษกลับลอยมาแตะจมูก
เยว่ไฉหนิงยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะสำรวจมิติลับต่อ ทั้งสวนผักผลไม้และโกดังเก็บของ ทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์
ครั้นจิตสำนึกกลับออกมาจากมิติลับ หญิงสาวก็เติมน้ำพุวิเศษลงในกระบอกจนเต็ม ดื่มเข้าไปหลายอึก เพียงชั่วครู่ ร่างกายที่อ่อนล้าก็พลันสดชื่นขึ้น บาดแผลบนศีรษะเองก็ได้รับการเยียวยาเรียบร้อยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ถูกจับสังเกตได้ นางหยิบเศษผ้าชิ้นเล็กจากห่อสัมภาระมาพันศีรษะเอาไว้ จากนั้นหยิบนมกล่องออกมาสองกล่อง ใช้หลอดเจาะแล้วส่งให้เด็กทั้งสองคนละกล่อง
เด็กทั้งสองไม่ได้ถามอะไรมาก แต่รับนมกล่องมาดื่มอย่างว่าง่าย
ครั้นได้ดื่มนมรสหวานละมุน ดวงตากลมโตของพวกเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
“อร่อยจัง!”
“อร่อยจัง!”
เจ้าตัวเล็กทั้งสองพูดออกมาพร้อมกัน
“ชู่ว...” เยว่ไฉหนิงรีบยกนิ้วแตะริมฝีปาก ก้มลงกระซิบบอกเด็กๆ “จากนี้พวกเจ้าจะได้กินของอร่อยอีกเยอะ แต่เรื่องนี้ต้องเป็นความลับระหว่างพวกเราสามคน เข้าใจหรือไม่”
เด็กทั้งสองพยักหน้ารัวๆ “เข้าใจขอรับ!”
เยว่ไฉหนิงยิ้มอย่างพอใจ
“กระเพาะของพวกเจ้าไม่ได้รับอาหารมานาน จะกินให้อิ่มในคราวเดียวไม่ได้ เดี๋ยวจะป่วยเอา ตอนนี้กินของอ่อนๆ ในปริมาณที่พอดีไปก่อน ส่วนน้ำในกระบอก ระหว่างทางก็ค่อยๆ จิบ ไม่ต้องกลัวว่าจะหมด แม่ยังมีอีกเยอะ”
ในใจนางอยากให้เด็กทั้งสองได้กินอาหารที่ดีกว่านี้ ทว่าต้องค่อยๆ ปรับกระเพาะ ช่วงนี้ให้ดื่มน้ำพุวิเศษไปก่อนย่อมดีกว่า
เด็กทั้งสองแม้ไม่เข้าใจถ้อยคำทั้งหมดของมารดา แต่พวกเขาก็พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง
เยว่ไฉหนิงยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกชายตัวน้อยทั้งสองด้วยแววตาอ่อนโยนและรักใคร่
ก่อนขบวนอพยพจะออกเดินทางต่อ นางก้มลงตรวจดูเท้าของเด็กทั้งสองอย่างละเอียด
ทันใดนั้น หัวใจก็เหมือนถูกบีบรัด แน่นอกจนเจ็บหนึบ
เท้าเล็กๆ ทั้งสองคู่เต็มไปด้วยรอยถลอกจากรองเท้ากัด แถมยังเปรอะเปื้อนคราบฝุ่นหนาและดินแห้งกรังที่ฝังลึกตามซอกเล็บ ผิวหนังที่ควรอ่อนนุ่มของเด็กกลับสากกระด้าง...ยิ่งมอง นางก็ยิ่งรู้สึกเวทนา
