บทที่ 2 ตัดขาดบ้านสามี
บทที่ 2
ตัดขาดบ้านสามี
ร่างกายนี้ยังอ่อนแออยู่ ต่อให้เยว่ไฉหนิงตั้งใจหักข้อมือแม่เฒ่าฉินสุดแรง ก็ทำได้มากที่สุดเพียงทำให้อีกฝ่ายข้อมือเคล็ดเท่านั้น
หญิงชราดิ้นรนร้องโอดครวญ หวังเรียกความเห็นใจจากชาวบ้าน ทว่ากลับไม่มีใครเหลียวแลหญิงชราเลยสักคน
แม่เฒ่าฉินจึงหยุดโวยวาย ลุกขึ้นมายืนเท้าสะเอว ถลึงตามองลูกสะใภ้อย่างเจ็บแค้น
“นังสารเลว! นังสะใภ้อกตัญญู กล้าลงมือกับแม่สามี ระวังฟ้าจะผ่าเจ้า!”
“ผ่าเจ้าก่อนเถอะ!” เยว่ไฉหนิงสวนกลับทันควัน
“แก…แก!” แม่เฒ่าฉินเดือดจนพูดไม่ออก
เยว่ไฉหนิงไม่สนใจหญิงชรา นางเชิดหน้าขึ้น กล่าวเสียงแข็ง
“คิดจะขายข้ากับลูกแลกหมั่นโถวไม่กี่ลูกหรือ ถุย! ฝันไปเถอะว่าข้าจะยอม!”
“นังสารเลว! พวกเรารับเงินมาแล้ว ต่อให้แกไม่ยอม ก็ต้องไปกับพ่อหม้ายหู่!”
ฉินเอ้อหลางตวาดเสียงกร้าว พลางเดินดุ่มๆ เข้ามาหา คราวนี้ในมือกำท่อนไม้ที่ไม่รู้ไปคว้ามาจากที่ไหน
เมื่อมีอาวุธอยู่ในมือ ท่าทางของฉินเอ้อหลางก็ยิ่งฮึกเหิม ยกท่อนไม้ขึ้นชี้หน้าเยว่ไฉหนิง แววตาแข็งกร้าว ราวกับพร้อมจะฟาดลงมาได้ทุกเมื่อ
เยว่ไฉหนิงจ้องกลับ ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ครั้นฉินเอ้อหลางก้าวเข้ามาใกล้ นางก็ฉวยท่อนไม้ในมือเขา ก่อนออกแรงหักจนแตกออกเป็นท่อนๆ
ฉินเอ้อหลางไม่คาดคิดว่าเยว่ไฉหนิงจะมีพละกำลังถึงเพียงนี้ ใบหน้าถอดสี รีบหดหัวแล้วถอยกรูดไปหลบอยู่ด้านหลังแม่เฒ่าฉินในทันที
เยว่ไฉหนิงไม่สนใจฉินเอ้อหลาง แต่หันไปมองชายที่ถูกเรียกว่าพ่อหม้ายหู่ หรือก็คือชายฉกรรจ์ที่ต้องการซื้อนางกับลูกนั่นล่ะ
พ่อหม้ายหู่แม้จะร่างใหญ่กำยำ ทว่าจิตใจกลับอ่อนปวกเปียก ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งถูกถีบกระเด็นไปหลายตลบ บัดนี้จึงได้แต่มองนางอย่างตระหนก
“เจ้าอยากได้ข้ากับลูกขนาดนั้นเลยหรือ?” นางถามเสียงเย็น
พ่อหม้ายหู่สั่นหน้าระรัว “ไม่…ไม่แล้วขอรับ” ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงสั่นเครือว่า “ข้า...ข้าแค่จะเอาเงินคืน…ขอรับ”
เยว่ไฉหนิงไม่เสียเวลาพูด นางก้าวฉับๆ เข้าไปค้นตัวแม่เฒ่าฉินที่เอาแต่กรีดร้องโวยวาย ค้นอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบเงินห้าตำลึงออกมา ก่อนจะโยนให้พ่อหม้ายหู่
ทันทีที่รับเงิน พ่อหม้ายหู่ก็หันหลังวิ่งหนีหางจุกตูด ไม่กล้ากลับมาอีกเลย
“เจ้ากำเริบหนักเกินไปแล้ว!” แม่เฒ่าฉินโพล่งขึ้นอย่างเดือดดาล ก่อนจะสะอื้นฮักๆ คล้ายจะเป็นลม “โถ่เอ๊ย…คราวนี้จะทำอย่างไรดี บ้านฉินของข้าคงได้อดตายก่อนถึงเมืองเจิ้งหยางเป็นแน่ ฮือๆ เจ้าใหญ่ แต่งใครไม่แต่ง กลับไปแต่งผู้หญิงชั่วเข้าบ้าน!”
เยว่ไฉหนิงแค่นยิ้มเย็นชา
“สามีข้าทำงานให้บ้านฉินจนตาย พวกเจ้าก็ยังไม่สาแก่ใจ ตอนนี้คิดจะขายข้ากับลูก ข้าละสงสัยนักว่าต้าเสวี่ยใช่ลูกของเจ้าจริงหรือไม่”
คำพูดนั้นเพิ่งหลุดจากปาก แม่เฒ่าฉินที่คร่ำครวญอยู่พลันหยุดชะงัก ดวงตาล่อกแล่กอย่างมีพิรุธ
เยว่ไฉหนิงหรี่ตา
แต่...ฉินต้าเสวี่ยจะเป็นลูกแท้ๆ ของแม่เฒ่าฉินหรือไม่ นั่นไม่ใช่เรื่องที่เยว่ไฉหนิงจะสืบตอนนี้ นางเพียงต้องการเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ให้ได้ก่อน
นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“บ้านเช่นนี้ ข้าไม่กล้าอยู่ต่อแล้ว! ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านทุกคนช่วยเป็นพยานให้ข้าด้วย วันนี้ข้าขอตัดขาดจากบ้านฉิน!”
พูดถึงตรงนี้ เยว่ไฉหนิงประสานมือให้กับผู้ใหญ่บ้านที่ยืนทำหน้าลำบากใจ
“ผู้ใหญ่บ้านเจ้าคะ โปรดช่วยเขียนหนังสือตัดขาดให้ข้า และให้พวกเขาคืนเสบียงส่วนของข้ามาทั้งหมดด้วย”
ในยุคนี้ แม้แม่สามีจะมีสิทธิ์จัดการให้ลูกสะใภ้แต่งเข้าบ้านอื่นได้โดยไม่ถือว่าผิดกฎหมาย ทว่าเรื่องที่แม่เฒ่าฉินกำลังทำอยู่นั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นการขายคน ซึ่งมีโทษหนักอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น หลังสามีของเยว่ไฉหนิงเสียชีวิต เยว่ไฉหนิงรักษาพรหมจรรย์ ซื่อสัตย์ต่อผู้ล่วงลับ รับใช้บ้านฉินไม่เคยขาด ทั้งที่ถูกทารุณสารพัด แต่นางก็ไม่ปริปากบ่น เรื่องเหล่านี้ชาวบ้านล้วนเป็นพยาน หากนำไปร้องเรียนต่อทางการ ตระกูลฉินย่อมหนีไม่พ้นโทษร้ายแรง
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
“ได้”
แต่แม่เฒ่าฉินกลับไม่ยอม นางโวยวายทั้งน้ำตา เสียงแหลมสูงจนหูของชาวบ้านทุกคนแทบแตก
“ตัดขาด? ข้าไม่อนุญาต! แกเป็นของบ้านตระกูลฉิน ข้าเป็นเจ้าชีวิตของพวกแก!”
เยว่ไฉหนิงเลิกคิ้ว เอ่ยสั้นๆ เพียงคำเดียว
“เหรอ?”
ท่ามกลางสายตางุนงงของชาวบ้าน นางพุ่งเข้าไปทุบตี ฉินเอ้อหลางไม่ยั้ง
‘ตู้ซื่อ’ ภรรยาของฉินเอ้อหลางเห็นสามีถูกซ้อมก็รีบเข้ามากระชากผมเยว่ไฉหนิงออก ฉินจือหนิ่วกับฉินอี๋นั่ว ลูกชายลูกสาวของบ้านรองก็กรูกันเข้ามาช่วย
เมื่อเห็นมารดาถูกรุม เจ้าแฝดต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าก็ไม่ยอม รีบช่วยกันดึงฉินจือหนิ่วกับฉินอี๋นั่วออกไป
เยว่ไฉหนิงไม่อยากให้ลูกบาดเจ็บ ระหว่างซ้อมฉินเอ้อหลาง นางยังคอยใช้ร่างตัวเองปกป้องลูกน้อยทั้งสองไปพร้อมกัน
ทั้งสองฝ่ายปะทะกันจนฝุ่นตลบ ความวุ่นวายยืดเยื้ออยู่พักใหญ่
ในที่สุด เยว่ไฉหนิงก็ยอมหยุดมือ นางหอบหายใจ หลุบตามองใบหน้าของฉินเอ้อหลางที่บวมเหมือนหัวหมู และแก้มแดงเถือกของตู้ซื่อจากฝ่ามือนาง ก่อนเอ่ยเสียงเยียบเย็น
“ถ้าไม่ตัดขาด…ข้าก็จะทุบตีเขาแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยอม”
คำพูดนั้นทำเอาฉินเอ้อหลางขนลุกซู่ ด้วยความกลัวตายถาโถม เขาร้องไห้โฮ หันหน้าที่บวมฉึ่งไปขอร้องมารดา
“ตัดขาดเถอะท่านแม่…ข้าไม่อยากถูกนางอัดอีกแล้ว!”
ใครจะคาดคิดว่า ผู้หญิงตัวเล็กอย่างนางจะมีแรงมากมายถึงเพียงนี้!
แม่เฒ่าฉินรักลูกชายคนเล็กมาก พอเห็นเขาร่ำไห้ หัวใจของนางก็อ่อนยวบ ทว่า…
หากตัดขาดง่ายๆ เช่นนี้ นางย่อมไม่อาจหาผลประโยชน์จากสามแม่ลูกพวกนี้ได้อีก
ในตอนนั้นเอง จ้วงหู่ที่อดทนมานาน ในที่สุดก็ก้าวออกมา
“ผู้ใหญ่บ้านขอรับ เขียนหนังสือตัดขาดให้เยว่ซื่อเถอะ...ต้องมาเห็นภรรยาของสหายถูกรังแกเช่นนี้ ข้าทนดูไม่ไหวแล้วขอรับ”
เมื่อมีคนหนึ่งออกหน้าพูด ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็เริ่มเออออตาม
“เป็นแม่สามีแล้วอย่างไร ในเมื่อทารุณลูกสะใภ้เหมือนไม่ใช่คน แม่สามีอย่างนี้อย่ามีเลยดีกว่า ผู้ใหญ่บ้านเจ้าคะ หากแม่เฒ่าฉินไม่ยอม ท่านก็ใช้กฎของหมู่บ้านตัดขาดให้นางเสียเถอะ!”
จ้าวซื่อเอ่ยขึ้นอย่างแข็งกร้าว นางเองก็เคยถูกแม่สามีกลั่นแกล้งไม่ต่างกัน ก่อนหน้านี้ที่ออกหน้าปกป้องเยว่ไฉหนิง ก็เพราะรู้สึกว่าตนกับอีกฝ่ายหัวอกเดียวกัน
หากไม่ใช่เพราะระหว่างการเดินทาง หมู่บ้านเฟิงโฮ่วปะทะกับกลุ่มอพยพที่คอยดักปล้นเสบียงอยู่หลายครั้ง แม่สามีของจ้าวซื่อถูกลูกหลงจนเสียชีวิตไปก่อน นางก็คงไม่พ้นชะตาเดียวกับเยว่ไฉหนิง ถูกขายเพื่อแลกอาหารเช่นกัน
เหล่าสะใภ้ที่เคยถูกแม่สามีรังแก ต่างพร้อมใจกันเอ่ยปากสนับสนุนเยว่ไฉหนิง
“ใช่ๆ ตัดขาดเถอะ”
“ข้าก็ทนเห็นนางถูกทารุณไม่ไหวแล้วเหมือนกัน”
โบราณว่า กระต่ายจนตรอกยังลุกขึ้นมากัดคน...เยว่ไฉหนิงคงถูกบีบคั้นจนถึงที่สุดแล้วจริงๆ ถึงได้กล้าลุกขึ้นมาสู้ยิบตาเช่นนี้...ช่างน่าสงสาร
แม่เฒ่าฉินถูกชาวบ้านบีบบังคับด้วยคำพูด ก็ได้แต่กัดฟันบอกผู้ใหญ่บ้านว่า “ได้…ตัดขาดก็ตัดขาดสิ!”
ผู้ใหญ่บ้านรีบหาเศษกระดาษมาเขียนหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ ก่อนจะให้ทั้งสองประทับนิ้วมือลงไป
เยว่ไฉหนิงเก็บกระดาษตัดขาดสัมพันธ์บ้านสามีใส่อกเสื้อ
ในจังหวะนั้นเอง ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นจากอกเข้าสู่ฝ่ามือ ก่อนกระดาษตัดความสัมพันธ์จะหายไป
ความรู้สึกนี้
หรือว่า…
มิติลับ!
