บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 แม่หม้ายบนทางอพยพ

บทที่ 1

แม่หม้ายบนทางอพยพ

เสียงกรีดร้องโหวกเหวกปะปนกับเสียงฝีเท้าอลหม่านที่ดังขึ้นรอบกาย ทำให้ ‘เยว่ไฉหนิง’ สะดุ้งเฮือก ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก

ทันใดนั้น ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บเข้าสู่ขมับราวกับสมองจะปริแตก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ที่ปลายจมูก ร่างของนางหนักอึ้งเหมือนถูกก้อนหินหลายตันกดทับไว้

ก่อนที่สายตาจะปรับโฟกัสสภาพแวดล้อมรอบๆ ได้ ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวอย่างบ้าคลั่ง!

ร่างนี้มีชื่อว่าเยว่ไฉหนิง หญิงชาวบ้านธรรมดาที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากท่ามกลางความอดอยากและภัยพิบัติไม่รู้จบ

สามีของนางคือ ‘ฉินต้าเสวี่ย’ บุตรชายคนโตของตระกูลฉิน ในบรรดาพี่น้องทั้งสาม เขาเป็นคนซื่อสัตย์และขยันที่สุด ต่อให้ถูกใช้งานหนักจนตายก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว

หลังสามีเสียชีวิต ภาระทุกอย่างก็ตกอยู่บนบ่าของเยว่ไฉหนิง นางต้องเลี้ยงลูกชายฝาแฝด ทำงานบ้าน ดูแลทุกคนในตระกูลฉิน และยังต้องลงนาทำงานแทนสามีที่เสียชีวิต

ทว่า...เนื่องจากหลายเมืองทางใต้ประสบภัยแล้งมานานถึงสองปี ข้าวสารในหม้อของแต่ละบ้านก็เริ่มร่อยหรอ บ่อน้ำของหมู่บ้านแห้งขอดลงทุกวัน

ในที่สุด ผู้ใหญ่บ้านก็ตัดสินใจพาชาวบ้านทั้งหมดอพยพมุ่งหน้าไปตั้งรกรากที่อื่น

จนถึงบัดนี้ หมู่บ้านเฟิงโฮ่วอพยพมาเกือบสี่เดือนแล้ว ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายนับครั้งไม่ถ้วน และตามการคาดการณ์ของผู้ใหญ่บ้าน หากไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน อีกไม่เกินหนึ่งเดือนก็น่าจะถึงเมืองเจิ้งหยาง

ระหว่างการเดินทางอันยากลำบาก เยว่ไฉหนิงกับลูกชายฝาแฝดได้รับเพียงแป้งหยาบสองแผ่น และน้ำไม่กี่อึกต่อวัน ทั้งแม่ทั้งลูกผอมแห้งหนังติดกระดูก สภาพเหมือนจะหมดลมหายใจลงได้ทุกเมื่อ

ในขณะที่บ้านตระกูลฉินกินอิ่มกันทุกมื้อ

แม่เฒ่าฉินเห็นว่าเลี้ยงดูตัวไร้ประโยชน์ทั้งสามไปก็มีแต่จะสิ้นเปลืองเสบียงเปล่า ไม่สู้ขายทั้งแม่ทั้งลูกให้ขบวนเดินทางจากหมู่บ้านอื่น เอาเงินและอาหารมาตุนไว้ยังจะดีกว่า

คิดได้เช่นนั้น แม่เฒ่าฉินก็ลงมือทันที

แม่เฒ่าฉินสั่งให้ลูกชายคนรอง ‘ฉินเอ้อหลาง’ ฉุดลากสามแม่ลูกไปส่งให้ชายฉกรรจ์ที่กำลังรับซื้อคน

ระหว่างที่เยว่ไฉหนิงพยายามยื้อยุดฉุดกระชากกับฉินเอ้อหลาง นางพลาดล้ม ศีรษะกระแทกหินก้อนใหญ่

เยว่ไฉหนิงเจ้าของร่างเดิมสิ้นใจตั้งแต่ตอนนั้น คนที่ลืมตาขึ้นมาแทน คือเยว่ไฉหนิงจากยุคสิ้นโลก

สาเหตุที่นางมาอยู่ในร่างนี้ เพราะสถานีวิจัยเกิดการระเบิด ร่างของนางถูกแรงอัดฉีกกระชากจนแหลกเละ ตายโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว...

“นังแพศยา! แกล้งตายไปก็ไม่มีประโยชน์ ลุกขึ้นมา!”

เสียงแหลมสูงตวาดลั่น ตามมาด้วยแรงกระแทกหนักหน่วงที่ซัดเข้าชายโครงอย่างไม่ปรานี

อึก!

ความเจ็บปวดทำให้เยว่ไฉหนิงตื่นเต็มตา ภาพตรงหน้าแจ่มชัดขึ้น

หญิงชราหน้าตาเหี้ยมเกรียมที่กำลังกระชากแขนเด็กน้อยทั้งสองไปหาชายฉกรรจ์อย่างไร้ความปรานีก็คือ ‘แม่เฒ่าฉิน’ แม่สามีใจยักษ์ของร่างเดิม

เด็กชายฝาแฝดตัวผอมแห้งที่อ้าปากกรีดร้องจนแทบหายใจไม่ทันคู่นั้นก็คือ ‘ต้าเป่า’ กับ ‘เสี่ยวเป่า’ แม้พวกเขาจะอายุห้าขวบ แต่เพราะความอดอยาก ร่างกายจึงเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก

“ฮื่อๆ ท่านแม่...”

“ท่านแม่ช่วยพวกเราด้วย!”

เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยทั้งสองบาดลึกถึงหัวใจของทุกคน ทว่าชาวบ้านที่ยืนดูอยู่รอบๆ กลับทำได้เพียงกุมหน้าอก มองเด็กๆ ด้วยแววตาเวทนา

ก่อนหน้านี้จ้าวซื่อ...ภรรยาของเถี่ยเจ๋อเคยเข้าไปช่วยห้ามปรามแล้ว แต่กลับถูกแม่เฒ่าฉินชี้หน้าด่ากลับอย่างเจ็บแสบว่า เป็นเรื่องของตระกูลฉิน คนนอกไม่มีสิทธิ์ยุ่ง! จึงทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรกแซงเรื่องในบ้านตระกูลฉินอีก

อีกอย่าง การอพยพลี้ภัย ภาพเด็กและสตรีถูกขายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทุกวัน

เยว่ไฉหนิงกัดฟันแน่น ความโกรธเดือดพล่านจนเผาไหม้สติของนาง

แม้ดวงวิญญาณจะเป็นคนละดวง แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่กลับปะทุขึ้นมาจุกกลางอก

“ปล่อย...” เสียงแหบพร่าถูกเค้นออกมาจากลำคอ “ปล่อยมือของแกซะ!”

แม่เฒ่าฉินเบะปากมองสะใภ้ใหญ่อย่างสมเพช ก่อนหันไปเอ่ยกับชายฉกรรจ์อย่างไม่สนใจว่า “ตามที่ตกลงกันไว้นั่นแหละ หมั่นโถวห้าลูก แลกกับเด็กอัปมงคลสองคนนี้ ส่วนนางนี่ทำงานได้ทุกอย่าง บำรุงนางดีๆ ก็ยังคลอดลูกได้อีก ข้าขายให้ห้าตำลึง”

ชาวบ้านรอบข้างได้แต่มองภาพนั้นด้วยความเวทนา

ชายคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ทำท่าจะเอ่ยปากห้าม ทว่าเขากลับถูกภรรยาดึงชายเสื้อไว้ พร้อมกับส่ายหน้าเตือน เขาจึงได้แต่ถอนหายใจและถอยกลับไปยืนที่เดิมอย่างเงียบๆ

ชายคนนั้นคือจ้วงหู่ เป็นสหายของฉินต้าเสวี่ย

ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ในสภาพเช่นนี้ คนที่จะออกหน้าปกป้องสามแม่ลูก ไม่เพียงต้องมีความกล้า หากยังต้องมีเงินและเสบียงมากพอจะไถ่ตัวพวกนาง

แม่เฒ่าฉินรับเงินกับเสบียงไปแล้ว ย่อมไม่มีทางนำกลับมาคืนเป็นอันขาด

“ลูกสะใภ้กับหลานข้า ข้ามีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ ใครมีปัญหา?”

ไม่เพียงพูดจาอย่างหน้าด้าน อ้างความชอบธรรม แม่เฒ่าฉินยังเบะปากใส่ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบข้าง

ชาวบ้านต่างพากันหลบสายตา บางคนกำหมัดแน่นด้วยความอัดอั้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าออกหน้า

ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นจ้าวซื่อถูกแม่เฒ่าฉินหักหน้าเป็นตัวอย่างมาแล้ว ใครเล่าจะกล้าสอดมือเข้าไปยุ่งอีก

“ข้านี่แหละ!”

เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ

เมื่อทุกคนมองตามเสียงนั้น พลันเห็นเยว่ไฉหนิงยันกายลุกขึ้นช้าๆ แม้ร่างของนางจะอ่อนแอจนแทบยืนไม่ไหว ทว่าแววตาของนางกลับเปี่ยมไปด้วยความเย็นเยียบและแน่วแน่ ทำเอาชาวบ้านต่างก็ต้องกลั้นหายใจด้วยความประหลาดใจ

ในพริบตาเดียว ร่างผอมแห้งก็พุ่งเข้าหาแม่เฒ่าฉินรวดเร็วราวกับเสือดาวตะครุบเหยื่อ มือเรียวคว้าหมับที่ข้อมือเหี่ยวๆ ของหญิงชรา ก่อนจะบิดสุดแรง!

แกร๊ก!

“อ๊ากกกกกก! มือข้า! มือข้าหักแล้ว!”

แม่เฒ่าฉินกรีดร้องเสียงหลง ก่อนทรุดฮวบลงไปดิ้นบนพื้น

เยว่ไฉหนิงไม่แม้แต่จะเหลียวมองแม่สามีที่ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น นางดึงลูกชายฝาแฝดให้มาหลบอยู่ด้านหลัง

ชายฉกรรจ์จากหมู่บ้านอื่นกับฉินเอ้อหลางก้าวอาดๆ เข้ามา ทำท่าจะฉุดกระชากสามแม่ลูกแยกจากกัน

เยว่ไฉหนิงมีหรือจะยอม

นางยกเท้าถีบเข้าที่ยอดอกของทั้งสองไปคนละที ร่างใหญ่ทั้งสองกลิ้งคลุกฝุ่นไปคนละทิศละทาง

อั่ก! อั่ก!

“นังตัวซวย! แกเสียสติไปแล้วหรือ!” แม่เฒ่าฉินตะโกนด่า

“กล้าดีนักนะ มาทำร้ายสามีข้า!” ตู้ซื่อภรรยาของฉินเอ้อหลางพุ่งเข้าใส่เยว่ไฉหนิง หมายจะข่วนหน้านางให้เสียโฉม

เยว่ไฉหนิงยืนตระหง่าน ไม่ไหวติง

เข้ามาหนึ่ง นางก็เตะกลับไปหนึ่ง

เข้ามาสอง นางก็เตะกระเด็นไปทั้งคู่

‘ฉินเจียวเจียว’ ลูกสาวคนเล็กของตระกูลฉินเป็นคนขี้ขลาด ได้แต่หลบอยู่ด้านหลังของชาวบ้าน ไม่กล้าโผล่หัวออกมา

ไม่นานนัก คนสารเลวตระกูลฉินทั้งหมดก็ถูกเยว่ไฉหนิงจัดการจนนอนหมอบราบอยู่กับพื้น ไม่เว้นแม้แต่ชายฉกรรจ์จากหมู่บ้านอื่น

นางเชิดหน้าขึ้น ตะเบ็งเสียงดัง

“ยังมีใครกล้าแตะต้องข้ากับลูกอีกไหม!”

ความเงียบงันปกคลุมลงในพริบตา

แม้แต่ชายฉกรรจ์จากหมู่บ้านเฟิงโฮ่วที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ ยังอดถอยกรูดไปหลายก้าวด้วยความหวาดหวั่นไม่ได้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel