บทที่ 6 เจ้าองค์อกตัญญูผู้นี้
รุ่งอรุณวันถัดมา ว่าราชการเช้าในท้องพระโรง
“ถวายคำนับองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
หมู่ขุนนางพากันยกมือคำนับต่อหน้ารัชทายาท ม่อหลิงเฉินเพียงผงกพระพักตร์รับเบา ๆ
ม่อหลิงเฉินล้วนเป็นเช่นนี้ทุกครา ไม่ว่ากาลใด ฤดูใด มารยาทราชสำนักย่อมไม่เคยผิดเพี้ยนไปแม้ปลายเส้นผม
วันนี้เขาทรงฉลองพระองค์ยาวสีดำสนิท พระพักตร์สงบเยือกเย็นไม่ต่างไปจากทุกเมื่อ
ทั้งราศีรอบองค์เย็นชาเหินห่าง แฝงไว้ด้วยความสูงส่งและอำนาจที่ประหนึ่งติดตัวมาแต่กำเนิด
หากมิใช่ว่าพระพักตร์ยังซีดขาวไร้เลือดฝาด เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดดูออกเลยว่า เขาเพิ่งผ่านการลงทัณฑ์อย่างหนักมาเมื่อวานนี้เอง
“ฝ่าบาทรัชทายาท……”
หมู่ขุนนางล้อมม่อหลิงเฉินไว้ตรงกลาง กลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากก่อน
จะถามถึงเรื่องเมื่อวานก็ไม่กล้าออกเสียง
ว่ากันตามจริง ฝ่าบาทไม่ทรงโปรดรัชทายาทนั้น เป็นเรื่องที่ทั้งขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนักต่างรู้ดีอยู่เต็มอก
เพียงเรื่องเล็กน้อย ก็อาจถูกพระองค์ลงพระอาชญาตีด่าเอาได้ทุกเมื่อ
“ท่านทั้งหลายไม่จำต้องคิดมากนัก”
ม่อหลิงเฉินทรงเฉลียวฉลาด จะไม่รู้เล่าหรือว่าทุกคนกำลังคิดสิ่งใดอยู่
เมื่อเห็นแววห่วงใยปะปนอยู่ในสายตาของเหล่าขุนนาง ในพระทัยของม่อหลิงเฉินก็พลันอบอุ่นขึ้นวูบหนึ่ง
“ก็แค่บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้นเอง เป็นข้าเองที่ทำผิด กระตุ้นให้เสด็จพ่อกริ้วขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใดดอก”
บาดแผลเล็กน้อยหรือ?
หากมิใช่กลิ่นคาวเลือดที่แม้กระทั่งยาทาแผลยังกลบไม่มิดโชยแตะจมูกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เกรงว่าพวกเขาคงเชื่อคำโกหกของเขาไปแล้วจริง ๆ
“เพียงแต่บัดนี้ ข้าออกนอกพระนครหลวงมิได้ หากท่านทั้งหลายมีเวลาว่าง ก็ขอรบกวนแวะไปเยี่ยมท่านอัครมหาอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายแทนข้าบ้างเถิด”
ถ้อยคำยังไม่ทันจบ ขุนนางทั้งหลายในที่นั้นต่างก็พร้อมใจกันรับคำทันที
ม่อหมิงยวนเสด็จเข้ามาในท้องพระโรงพอดี
ก็ได้เห็นฉากที่ม่อหลิงเฉินกำลังถูกขุนนางหลายคนล้อมวงสนทนาอยู่ตรงกลาง
เจ้าลูกอกตัญญูนี่ เมื่อวานเพิ่งจะรับโทษเฆี่ยน วันนี้ก็รีบมาเกลือกกลั้วรวบพรรคพวกอีกแล้ว ดูท่า วันก่อนคงลงไม้ลงมือเบาไปจริง ๆ…
“แค่ก ๆ……”
ม่อหมิงยวนจงใจแกล้งกระแอมไอขึ้นสองสามครั้ง
เหล่าขุนนางจึงรีบสลายวง แยกย้ายกลับไปยืนประจำตำแหน่งของตนโดยพร้อมเพรียง
สีพระพักตร์ของม่อหลิงเฉินยังคงนอบน้อมสงบเยือกเย็นเช่นทุกวัน
ยามอยู่ในท้องพระโรง ถ้อยคำกิริยาทุกประการของเขาล้วนไร้ที่ติ หาเรื่องตำหนิไม่ได้แม้แต่น้อย
“ฮึ เจ้าลูกอกตัญญู”
“เดิมทีข้ายังคิดว่าเขาคงบาดเจ็บหนักถึงเพียงไหน บัดนี้ดูเถิด มิใช่ยังยืนดี ๆ อยู่ตรงนี้ดอกหรือ”
ม่อหมิงยวนคิดเช่นนั้น ทว่าความคิดกลับเผลอวกไปถึงจานขนมเมื่อวานนี้อย่างห้ามไม่อยู่
เขามองข้ามริมฝีปากของม่อหลิงเฉินที่กำลังสั่นระริกเพราะความอ่อนแรง
ว่าราชการเช้าวันนี้จบลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อขุนนางทั้งหลายทยอยกันออกจากท้องพระโรงแล้ว
ม่อหมิงยวนก็เอ่ยเรียกม่อหลิงเฉิน ผู้กำลังจะถอยออกไป ให้หยุดอยู่ด้านหน้า
ม่อหลิงเฉินหาได้ล่วงรู้ถึงเหตุผล เพียงแต่ทำแบบเช่นเดียวกับทุกวัน
เมื่อม่อหมิงยวนเสด็จเข้าใกล้ เขาก็สะบัดชายฉลองพระองค์เล็กน้อย คุกเข่าลงกับพื้นอย่างนอบน้อม
เมื่อนึกถึงขนมเมื่อวานในใจ
ม่อหมิงยวนก็พลันมีความรู้สึกต่อม่อหลิงเฉินเพิ่มขึ้นมาอีกเสี้ยวหนึ่ง นอกเหนือไปจากความชิงชังที่มีอยู่แต่ก่อน
“งานเลี้ยงในวังอีกไม่กี่วันข้างหน้า จัดเตรียมไปถึงไหนแล้ว?”
“กราบทูลเสด็จพ่อ” ม่อหลิงเฉินหลุบพระเนตรลง “ทุกอย่างเตรียมพร้อมเรียบร้อยดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ม่อหมิงยวนทอดพระเนตรดูท่าทีของม่อหลิงเฉิน
ทั้งนอบน้อมเชื่อฟัง ทว่าในทีกลับเว้นช่องว่างระยะห่างจากพระองค์อย่างแนบเนียน ในพระทัยก็อดขุ่นเคืองเล็กน้อยไม่ได้
พระหัตถ์สะบัดเบา ๆ
“พอเถอะ เจ้าไปได้แล้ว”
หลี่โย่วรับใช้ม่อหมิงยวนมาตั้งแต่เยาว์วัย
จะดูไม่ออกเล่าหรือว่าพระองค์ทรงคิดสิ่งใดอยู่ในใจ
พ่อลูกคู่นี้ นิสัยดื้อด้านดื้อรั้นไม่ยอมอ่อนให้กันทั้งคู่
ไม่มีผู้ใดสามารถเอ่ยความในใจออกมาตรง ๆ ได้เลย
วันคืนค่อย ๆ ล่วงผ่านไปทีละวัน
ม่อหลิงเฉินดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับแต่ก่อน
เข้าเฝ้าถวายบังคมยามเช้า เข้าท้องพระโรง ปฏิบัติหน้าที่ตรวจฎีกา
ทุกเรื่องที่ม่อหมิงยวนมอบหมาย
เขาล้วนสามารถจัดแจงได้ทั้งรวดเร็วและรัดกุมไร้ที่ติ
ต่อให้ม่อหมิงยวนจะไม่โปรดปรานม่อหลิงเฉินเพียงใด
ก็ยังจำต้องยอมรับอย่างฝืนพระทัยว่า
พรสวรรค์ด้านการปกครองบ้านเมืองของม่อหลิงเฉินนั้น เหนือกว่าพระองค์เองอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ไม่รู้เหตุใด ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ม่อหมิงยวนจึงมักจะคิดถึงม่อหลิงเฉินอยู่บ่อยครั้ง
หรืออาจเพราะขนมบำรุงกระเพาะที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทุกวัน
มักทำให้ม่อหมิงยวนนึกถึงโอรสที่ตนเองเหมือนจะไม่เคยใส่พระทัยมาก่อนผู้นั้นอย่างไม่รู้ตัว
น่าแปลกนัก ทั้งที่ม่อหมิงยวนไม่เคยเอ่ยบอกม่อหลิงเฉินเลยแม้สักประโยคว่าพระองค์โปรดอะไร
แต่ขนมที่ม่อหลิงเฉินสั่งให้คนจัดส่งมาถวายทุกวัน
กลับถูกพระโอษฐ์ ถูกพระกระเพาะไปเสียทุกชนิด ราวกับรู้ใจพระองค์ยิ่งนัก
ยามระลึกถึงใบหน้าคมคายสง่างามของม่อหลิงเฉิน
บางครั้งม่อหมิงยวนก็เผลอเหม่อมองออกไปในอากาศ
ผู้คนล้วนพูดกันว่า ไม่ว่าจะเรื่องนิสัยหรือรูปโฉม ม่อหลิงเฉินเหมือนม่อหมิงยวนในวัยหนุ่มราวส่องกระจก
แต่สำหรับม่อหมิงยวนแล้ว กลับรู้สึกว่า เด็กคนนี้มีส่วนหล่อเหลากว่าตัวเขาในวันวานอยู่หลายส่วน
คิ้วดั่งคมดาบ ดวงตาดุจดวงดาว เป็นรูปโฉมที่ทรงอำนาจและกดดันผู้คนอยู่ในที
ม่อหมิงยวนเองก็รู้ดี ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับม่อจื่อเซวียน
เหมือนบิดากับลูกมากกว่าด้วยซ้ำ
ส่วนม่อหลิงเฉินนั้น ความสัมพันธ์ของเขากับม่อหมิงยวน
ดูราวกับเป็นเพียงเจ้านายกับข้าราชบริพารเท่านั้นเอง
ม่อจื่อเซวียนเก่งในเรื่องทำให้คนเอ็นดูรักใคร่ ไม่เหมือนม่อหลิงเฉิน ม่อหมิงยวนรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ต่อให้จะเฆี่ยนเขาจนตายต่อหน้า เขาก็คงไม่ยอมเอ่ยคำขอความเมตตานิ่ม ๆ ให้พระองค์สบายพระทัยสักคำเดียว
