บทที่ 5 ตายเสียไปจริงคงทำให้ข้าสบายใจ
“เหตุใดกลับมาสายถึงเพียงนี้?”
ม่อหมิงยวนยังทรงก้มพระพักตร์พิจารณาฎีกาอยู่ในพระหัตถ์ เหลือบพระเนตรมองหลี่โย่วที่เพิ่งกลับเข้ามาแวบหนึ่ง
“ว่าแต่…รัชทายาทเล่า เป็นอย่างไรบ้าง?”
ม่อหมิงยวนตรัสราวกับเอ่ยถามไปอย่างนั้นเอง
แต่ฎีกาใต้ปลายพู่กันกลับถูกหมึกซึมเลอะจนเป็นปื้น เพราะนานนักมิได้พลิกหน้า
“องค์รัชทายาท…”พอภาพบาดแผลน่าสยดสยองบนแผ่นหลังของม่อหลิงเฉินผุดขึ้นมาในหัว เสียงของหลี่โย่วก็พลันสั่นระรัวโดยไม่รู้ตัว
หลี่โย่วติดตามม่อหมิงยวนมากว่าสามสิบปี นับว่าก็เคยเห็นโลกมาพอสมควร
แต่บาดแผลถึงเพียงนั้น แม้เพียงมองก็ยังรู้สึกปวดแปลบแทน
ไม่รู้เลยว่าม่อหลิงเฉินทรงฝืนทนอย่างไร
หลี่โย่วขบกรามแน่น กำลังจะกัดฟันเสี่ยงทูลขอพระเมตตาแทนม่อหลิงเฉินสักสองสามคำ
ยังไม่ทันได้ทรุดตัวคุกเข่าลง ประตูก็ถูกผลักเปิดออกเสียก่อน
“เซวียนเอ๋อร์มาแล้วหรือ”
ม่อหมิงยวนทอดพระเนตรมองม่อจื่อเซวียนที่ก้าวเข้ามา
ทรงวางพู่กันลงบนที่วาง ปลายดวงเนตรพลันอาบย้อมด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
แล้วเหลือบพระเนตรมองหลี่โย่วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ โบกพระหัตถ์ใส่เขาอย่างไม่ค่อยอดทนเท่าใดนัก
“พอแล้ว ๆ เจ้าลูกอกตัญญูนั่น ตายเสียไปจริงคงทำให้ข้าสบายใจไม่น้อย เจ้าถอยออกไปก่อนเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่โย่วไม่กล้าทูลอะไรอีก
ขณะกำลังก้าวข้ามธรณีประตูออกไป ยังไม่ลืมหันกลับมาจ้องเขม็งใส่ม่อจื่อเซวียนอย่างดุดันทีหนึ่ง
เพียงแต่แน่นอนว่า ไม่ให้ผู้ใดสังเกตเห็น
ครั้นก้าวออกจากประตูวังแล้ว หลี่โย่วก็สั่งคนให้ไปลากตัวสองคนที่วันนั้นลงมือโบยม่อหลิงเฉินมา ดวงตายาวเรียวของเขาเย็นเฉียบ ดุจมีคมมีดซ่อนอยู่
เขาเพียงหาเหตุอันใดก็ได้มาสักข้อ ลงโทษส่งทั้งสองไปอยู่เรือนรับใช้หนักให้ตรากตรำทำงานใช้แรงไปเถิด
…ให้ลิ้มรสความลำบากเสียบ้าง
“มาเถิด เซวียนเอ๋อร์ ให้เสด็จพ่อดูเจ้าชัด ๆ หน่อย”
ม่อหมิงยวนเลื่อนฎีกาไปไว้ด้านข้าง หยิบขนมกองอยู่บนถาดมาตั้งตรงหน้าม่อจื่อเซวียน
ม่อจื่อเซวียนแม้รูปโฉมจะสู้ความสง่างามโดดเด่นของม่อหลิงเฉินมิได้
แต่กลับให้ความรู้สึกละมุนละไม ราวตุ๊กตาเคลือบเคลือบ ที่ชวนให้ผู้อื่นอยากปกป้อง
“เซวียนเอ๋อร์ ขนมชิ้นนี้…”
ม่อหมิงยวนกำลังจะถามว่าเขาชอบรสชาติหรือไม่
แต่เพียงเอ่ยได้ครึ่งประโยค กลับนึกถึงม่อหลิงเฉินขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ขนมเหล่านี้ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่ม่อหลิงเฉินสั่งให้คนจัดเตรียมไว้โดยเฉพาะ
ม่อหมิงยวนมีพระอาการปวดพระกระเพาะเป็นทุนเดิม
ยามทรงพิจารณาฎีกาก็มักลืมเสวยอยู่เสมอ
ม่อหลิงเฉินจึงแอบสั่งโรงครัวหลวงให้ทำขนมบำรุงกระเพาะไว้เป็นพิเศษ
ให้จัดวางเอาไว้ในพระที่นั่งแห่งนี้ตลอดเวลา
หากไม่ใช่เพราะวันหนึ่งหลี่โย่วเผลอพูดหลุดปากออกมา
เกรงว่าจนถึงบัดนี้ ม่อหมิงยวนก็คงยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นม่อหลิงเฉินที่จัดการทุกอย่างอยู่เงียบ ๆ
ตอนนั้น ม่อหมิงยวนกลับคิดเพียงว่าเขาทำแบบนี้แค่เพื่อผลประโยชน์ของตน
แม้วันถัดมายังไม่ลืมฮึดฮัดดุด่า ให้เขาเอาใจใส่แต่ราชกิจให้มาก
อย่ามัวแต่ใช้เล่ห์กลจิปาถะคิดแสวงหาความโปรดปรานจากพระองค์
บัดนี้ เมื่อทอดพระเนตรเห็นม่อจื่อเซวียนกำลังกินขนมเหล่านั้นอยู่ต่อหน้า
ในพระทัยกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดเจืออยู่บางส่วน
ม่อหมิงยวนไม่โปรดม่อหลิงเฉิน ไม่เคยเสวยร่วมโต๊ะกับเขา
ย่อมไม่รู้เลยว่ารสนิยมอาหารของเขาเป็นเช่นไร
“เสด็จพ่อ เป็นอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ม่อจื่อเซวียนเห็นม่อหมิงยวนเงียบไปชั่วครู่ มองขนมในมือราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด จึงอดสงสัยไม่ได้
“โอ้…ไม่มีอันใด”
ม่อหมิงยวนถูกเรียกสติกลับมา
เห็นท่าทางม่อจื่อเซวียนกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็เอื้อมพระหัตถ์ไปลูบแก้มเขาเบา ๆ ในดวงเนตรเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“เรื่องของพี่ชายรัชทายาทของเจ้า เจ้าคงได้ยินมาบ้างแล้วกระมัง?”
“พ่ะย่ะค่ะ” ม่อจื่อเซวียนวางขนมในมือลง หลุบดวงตาลงเล็กน้อย ดูน่าสงสารจับใจ
“เสด็จพ่อ…พี่รัชทายาทมีฐานันดรสูงส่ง ให้ต้องรับพระอาชญาเพราะลูก เช่นนี้จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ…”
“พูดเหลวไหล”
ม่อหมิงยวนเคาะปลายนิ้วลงเบา ๆ บนหัวของม่อจื่อเซวียน
“เจ้าคือโอรสที่ข้าโปรดปรานที่สุด ห้ามดูแคลนตนเองเช่นนี้”
มองเห็นสีหน้าเลอะเลือนทั้งเข้าใจทั้งไม่เข้าใจของม่อจื่อเซวียน ม่อหมิงยวนก็ถอนพระทัยเบา ๆ
“เจ้าหนอ ก็เพราะใจดีเกินไป พี่ชายรัชทายาทของเจ้าทำผิด ก็ต้องรับโทษเป็นธรรมดา”
“แต่พี่รัชทายาท ก็คงแค่หลงผิดชั่วครู่เท่านั้นเองกระมัง เสด็จพ่อตรัสให้โบยพระองค์มากมายถึงเพียงนั้น เกรงว่าชักจะเกินไปสักหน่อยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ…”
“เขาหลงผิดชั่วครู่หรือ?”
ม่อหมิงยวนแค่นพระโอษฐ์เย็นชา สีพระพักตร์เต็มไปด้วยความเย็นเยียบ น้ำเสียงแข็งกร้าว
“เขาชั่วร้ายในใจมาตั้งแต่เด็ก คอยช่วงชิงเด่นเหนือผู้อื่นทุกแห่งหน ข้าย่อมต้องลงโทษให้หนัก ให้เขาจำใส่กะโหลกเสียบ้าง”
……
หลังจากส่งตัวม่อจื่อเซวียนกลับไปแล้ว
ม่อหมิงยวนทอดพระเนตรฎีกากองโตอยู่ตรงหน้า พลางตกอยู่ในภวังค์
ศึกใหญ่กับแคว้นหรงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาย่อมรู้ดีว่า ไม่ว่ามองในทางใด ม่อจื่อเซวียนก็หาได้มีข้อได้เปรียบในฐานะแม่ทัพไม่เลยสักข้อ
แต่เพราะเห็นสีหน้าอ้อนวอนของเขาแล้วพลันนึกถึงมารดาของเขา ถ้อยคำปฏิเสธจึงติดอยู่ที่ปลายลิ้น เอ่ยออกมาไม่พ้น
เขาติดหนี้บุญคุณมารดาของม่อจื่อเซวียนมากเกินไป
“อยากไปก็ให้ไปเถิด” ม่อหมิงยวนคิดในใจ
ถึงเวลานั้นค่อยหาแม่ทัพฝีมือดีสักสองสามคนไปประกบคุมทัพด้วยกันก็คงพอ
อีกฝั่งหนึ่ง
บ่าวไพร่ที่รับใช้ม่อหลิงเฉินถูกปล่อยตัวกลับมาหมดแล้ว
อิ่งอีเพิ่งได้รับพระราชโองการยกเลิกคำสั่งห้ามออกจากตำหนัก ก็รีบรุดกลับมาแทบจะในทันที
อิ่งอีคือคนสนิทที่สุดของม่อหลิงเฉิน ฝีมือยุทธ์ลึกซึ้งจนคาดเดาไม่ถึง
เมื่อครั้งอดีต เขาเกือบจะหนาวตายกลางหิมะ
เป็นม่อหลิงเฉินที่เก็บเขากลับมา
ต่อมาถูกค้นพบว่ามีพรสวรรค์โดดเด่น เป็นดั่งหยกดิบที่เหมาะแก่การฝึกยุทธ์
จึงถูกส่งไปเข้าค่ายองครักษ์เงา
เมื่อออกจากค่ายแล้ว ก็รับใช้ติดตามม่อหลิงเฉินเรื่อยมาจนบัดนี้
ฝีมือของเขานับได้ว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ขององครักษ์เงา
ทัดเทียมกับหัวหน้ายองครักษ์ได้เลยทีเดียว
แค่การกักขังเท่านี้ อิ่งอีย่อมสามารถหนีออกมาได้อย่างง่ายดาย
เพียงแต่ม่อหลิงเฉินกำชับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าห้ามขัดพระบัญชาจักรพรรดิ
เขาจึงได้จำใจอดกลั้นเอาไว้
“ฝ่าบาทรัชทายาท”
ทันทีที่มาถึงข้างกายม่อหลิงเฉิน อิ่งอีก็รีบเข้าไปตรวจดูบาดแผล
เขาเป็นองครักษ์เงา จมูกชินกับกลิ่นคาวเลือดมากกว่าผู้อื่น
“ไม่เป็นไร” ม่อหลิงเฉินโบกพระหัตถ์เบา ๆ
แล้วใช้สายพระเนตรชี้ไปยังกล่องยาน้อย ๆ บนโต๊ะ
นั่นคือยารักษาบาดแผลชั้นเลิศจากดินแดนตะวันตก
เป็นของบรรณาการ หาได้มีมากมายนัก
กล่องนี้คือสิ่งที่ม่อหมิงยวนเคยพระราชทานให้เมื่อครั้งเสด็จออกศึกครั้งก่อน
ม่อหลิงเฉินก็ยังทรงหวงแหน ไม่เคยยอมใช้
“เจ้าพกไปส่งให้ถึงจวนอัครมหาอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ระวังอย่าให้ผู้ใดเห็นเข้า”
อัครมหาอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น
ถูกเฆี่ยนสิบไม้เข้าไป เกรงว่าสิบวันครึ่งเดือนก็คงยังลงจากเตียงไม่ได้
อิ่งอีมองกล่องยานั้นแล้วกลับไม่ขยับเขยื้อน
ฝ่าบาทของเขาบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ยังไม่ทรงใช้ กลับจะยกให้ผู้อื่นง่าย ๆ เสียอย่างนั้น
แต่ท้ายที่สุด อิ่งอีก็ยังขัดรับสั่งของม่อหลิงเฉินไม่สำเร็จ จำต้องจำใจรับไปด้วยความไม่เต็มใจนัก
ม่อหลิงเฉินทอดพระเนตรเงาร่างที่กะพริบวูบสองสามครั้งก็กลืนหายไปกับความมืดนอกหน้าต่าง ก็อดหัวเราะในลำคอเบา ๆ มิได้
