บทที่ 4 ชาติกำเนิดองค์รัชทายาท
ม่อหลิงเฉินคุกเข่าอยู่กับพื้น ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ฟังหลี่โย่วอ่านพระราชโองการของม่อหมิงยวนจนจบ
“ลูกขอรับพระราชโองการ ขอบพระราชทานพระเมตตา”
ศีรษะของม่อหลิงเฉินกระทบพื้นอย่างหนักหน่วง
หลี่โย่วอ่านพระราชโองการเสร็จ ก็รีบร้อนเข้าประคองม่อหลิงเฉินให้ลุกขึ้น
สีพระพักตร์ของม่อหลิงเฉินยังคงเรียบสงบ เอ่ยขอบใจหลี่โย่วด้วยท่าทีสำรวมสุภาพ
หากมิพิจารณาใบหน้าที่ซีดเผือดเกินปกติ และริมฝีปากที่สิ้นสีเลือดแล้ว ส่วนอื่นก็ดูไม่ต่างจากคนปกติเท่าใดนัก
หลี่โย่วติดตามม่อหลิงเฉินมาตั้งแต่เล็ก ม่อหลิงเฉินจึงนับว่าก็เติบโตขึ้นในสายตาของเขาเช่นกัน
“ฝ่าบาทรัชทายาท…”
สำหรับรัชทายาทพระองค์นี้ ไม่ว่าจะรูปโฉม กิริยา หรือสันดานใจ ล้วนละม้ายม่อหมิงยวนอย่างน่าแปลก
หลี่โย่วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดร้าวแทน
ฮองเฮาองค์ก่อนเดิมเป็นบุตรีตระกูลใหญ่ วันหนึ่งในยามที่ม่อหมิงยวนทรงกลับจากศึกด้วยชัยชนะ ก็ได้มีโอกาสพบพระองค์เข้าเพียงคราเดียว
ครานั้นม่อหมิงยวนวัยยังเยาว์ แต่ก็รุ่งโรจน์เกรียงไกรแต่หนุ่ม เป็นถึงรัชทายาทในขณะนั้น รูปโฉมก็หล่อเหลางดงาม นับเป็นบุรุษในฝันของบรรดาคุณหนูตระกูลขุนนางแห่งนครหลวงโดยแท้
มารดาของม่อหลิงเฉิน หลังได้พบพระองค์เพียงชั่วแวบตา ก็ลอบมอบใจให้
จึงมิได้หยุดพะวง คะยั้นคะยอให้บิดาทูลขอพระราชทานสมรสจากอดีตฮ่องเต้หลายครา
ทว่าในพระทัยของม่อหมิงยวนมีผู้อื่นอยู่ก่อนแล้ว ทรงยืนกรานปฏิเสธมิยอมรับ
นางก็พลั้งเผลอทำเรื่องโง่เขลา คิดอุบายผิดทาง
ฉวยโอกาสในงานเลี้ยงเมื่อม่อหมิงยวนเสด็จไปเข้าร่วม แอบลงยาในสุรา
แล้วฉวยทีเผลอเข้าไปยังห้องพัก ทำเรื่องชู้สาวกับพระองค์
เหตุการณ์กลับถูกผู้คนจับได้คาห้อง
อดีตฮ่องเต้กริ้วเป็นฟืนเป็นไฟ มิเพียงทรงประณามม่อหมิงยวนว่ามิรู้จักถนอมเกียรติยศ ตรากตรำศักดิ์ศรีสกุลหลวง
พรากความบริสุทธิ์ของพระธิดา
แต่เพื่อรักษาโฉมหน้าของราชวงศ์เอาไว้ ก็ทรงรีบพระราชทานสมรสให้ทั้งสองโดยพลัน
เดิมทีม่อหมิงยวนทรงมีสตรีในดวงใจอยู่แล้ว
แต่เพราะเหตุนี้ จึงจำต้องตัดใจละทิ้ง
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ม่อหมิงยวนก็บังเกิดความชิงชังฮองเฮาองค์ก่อนอย่างฝังลึกในพระทัย
หลังอภิเษก ม่อหมิงยวนไม่เคยแตะต้องฮองเฮาแม้เพียงปลายนิ้ว
หาได้คาดคิดไม่ว่า ความสำมะเลเทเมเลียงเพียงคืนเดียวในคืนนั้น
กลับทำให้มีชีวิตหนึ่งถือกำเนิด นั่นคือม่อหลิงเฉิน
ฮองเฮาองค์ก่อนในยามตั้งครรภ์กลับเต็มไปด้วยความคับข้องใจ มิอาจระบาย ท้ายที่สุดก็สิ้นพระชนม์เพราะคลอดบุตรยาก
ม่อหมิงยวนกระทั่งไม่เคยไปทอดพระเนตรดูทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกแม้แต่ครั้งเดียว
ในสายพระเนตรของพระองค์ ม่อหลิงเฉินคือตราบาปทั้งชีวิต
เป็นต้นเหตุให้ผู้คนตำหนินินทาในภายภาคหน้า
เพียงแต่ เด็กเล็กย่อมไร้ความผิด…
ม่อหลิงเฉินผิดอันใดกันเล่า
หลี่โย่วนึกทบทวนอยู่ในใจ พลางประคององค์รัชทายาทอย่างระมัดระวังไปจนถึงข้างแท่นบรรทม
“ฝ่าบาทรัชทายาท หากไม่ทรงรังเกียจ ปล่อยให้บ่าวแก่ผู้นี้ช่วยลงยาถวายเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
บาดแผลของม่อหลิงเฉินล้วนอยู่บนแผ่นหลัง พระองค์เองย่อมเอื้อมไม่ถึงแน่ชัด
แม้ฝ่าบาทจะทรงมีพระราชโองการให้ปล่อยคนรับใช้ในตำหนักกลับมาแล้ว
แต่ยังไม่โปรดให้หมอหลวงเข้าเฝ้า
หากปล่อยให้บ่าวไพร่ในตำหนักลงมือ หลี่โย่วก็กลัวเหลือเกินว่าพวกเขาจะมือไม้ทื่อทื่อ ไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา กลับยิ่งทำให้ม่อหลิงเฉินทรมานกว่าเดิม
“ได้” ม่อหลิงเฉินทรงรับเบา ๆ อย่างว่าง่าย แล้วจึงถอดฉลองพระองค์ออก
“ต้องขอรบกวนท่านกงกงแล้ว”
บาดแผลอันสยดสยองก็ฉายชัดอยู่ตรงหน้าหลี่โย่วโดยไม่ทันตั้งตัว
แม้เขาจะพยายามตั้งสติเตรียมใจก่อนมาแล้ว
ก็ยังคาดไม่ถึงว่าม่อหมิงยวนจะลงพระอาชญาอย่างหนักถึงเพียงนี้
ทั่วทั้งแผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยเฆี่ยน ร่องรอยไม้กระบอง
ยังไม่รวมรอยฉีกขาดที่เพิ่งแตกอ้าเพราะการเคลื่อนไหวเมื่อครู่นี้
เลือดกับเนื้อปนเปจนเลอะเลือนกลายเป็นผืนเดียวกัน
“ฝ่าบาทรัชทายาท บ่าวจำต้องล่วงเกินแล้วพ่ะย่ะค่ะ…”
……
มือของหลี่โย่วสั่นแทบไม่หยุด กว่าจะทายาลงบนบาดแผลจนทั่วก็แทบหมดเรี่ยวแรง
กระทั่งเมื่อเดินออกจากตำหนักตะวันออกไปแล้ว
มือของเขาก็ยังคงสั่นระริกไม่ยอมหยุดอยู่ดี
