บทที่ 3 จะส่งยาไปไย เขาไม่ใช่รัชทายาทหรือ
รุ่งอรุณวันถัดมา ในท้องพระโรงว่าราชการ
ม่อหมิงยวนยังไม่เสด็จ ขุนนางทั้งหลายที่ยืนเรียงอยู่เบื้องล่างต่างก็เริ่มกระซิบกระซาบเสียงแผ่ว
“วันนี้เหตุใดองค์รัชทายาทจึงไม่เสด็จ?”
“ผู้ตรวจการหลี่ยังไม่ทราบหรือ องค์รัชทายาทเมื่อวาน…ถูกลงโทษอีกแล้ว”
เพียงคำว่าอีกคำเดียว ก็เพียงพอให้ทุกคนเข้าใจแจ่มชัด
ท้องพระโรงเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ต่างคนต่างก็ได้แต่ทอดถอนในใจ
“องค์รัชทายาททรงเปี่ยมด้วยเมตตาและคุณธรรม เพียงแต่…เฮ้อ……”
คำที่เหลือไม่ทันเปล่งออกมา ทุกผู้คนก็ล้วนเดาอยู่แก่ใจ
เหตุใดกันเล่า จึงต้องกลั่นแกล้งพระองค์สารพัดเพียงนี้
ทั่วทั้งราชสำนักล้วนรู้ดีว่า ฝ่าบาทมิทรงโปรดปรานรัชทายาทองค์ปัจจุบัน
กลับกันกลับทรงเอ็นดูบุตรบุญธรรมที่ไม่รู้ทรงไปตามตัวมาจากที่ใดเสียยิ่งกว่า
“ฝ่าบาทเสด็จ–!”
“ถวายพระพร ฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”
สิ้นเสียงประกาศ ขุนนางทั้งหลายก็ถอยแยกออกสองข้าง คุกเข่าลงกับพื้นทีละคน
“ลุกขึ้นเถิด” ม่อหมิงยวนทอดพระเนตรมองเหล่าขุนนางเบื้องล่าง
ที่นั่งแถวหน้าสุดว่างเปล่า ทำให้ในพระทัยของม่อหมิงยวนรู้สึกอึดอัดอย่างไร้สาเหตุ
“ฝ่าบาท” ขุนนางผู้ตรวจการหลี่ที่อดกลั้นมานานในที่สุดก็ทนไม่ไหว ก้าวออกมาข้างหน้าไม่กี่ก้าว
“กระหม่อมบังอาจใคร่ทูลถาม เหตุใดวันนี้องค์รัชทายาทจึงมิได้เสด็จพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่างไร?” ม่อหมิงยวนแค่นพระโอษฐ์เย็น ๆ
ในพระทัยย่อมทรงเข้าใจความคิดของคนเหล่านี้ถ่องแท้อยู่แล้ว
“ข้าอบรมสั่งสอนบุตรของตนเอง พวกเจ้ายังจะมายุ่งเกี่ยวด้วยหรือ?”
“องค์รัชทายาทคือรัชทายาทของทั่วทั้งแผ่นดิน เรื่องในวังของฝ่าบาทก็คือราชกิจของแคว้นเซวียนพ่ะย่ะค่ะ”อัครมหาอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายคุกเข่าลงกับพื้น
ม่อหลิงเฉินนั้นเขาเลี้ยงดูมาตั้งแต่เยาว์วัย สิ่งใดล้วนดีพร้อม มีเพียงดื้อรั้นเสียจนแทบเอาไม่อยู่
หากรู้จักพูดคำหวานเอาใจเป็นบ้าง เหตุใดเล่าจะต้องถูกโบยอยู่วันเว้นวันเช่นนี้
“องค์รัชทายาทรวบรวมพรรคพวก แสวงหาประโยชน์ส่วนตน ข้าลงโทษเขาไม่สมควรรึ?”
“ฝ่าบาท” เสนาบดีกรมกลาโหมได้ฟังดังนั้น ก็รีบคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม
“การงานที่องค์รัชทายาททรงจัดการมาแต่ไหนแต่ไร ล้วนรอบคอบรัดกุม คำนึงถึงภาพรวมเป็นหลัก เหตุใดฝ่าบาทจึงตรัสเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่างไร?” แววพระเนตรของม่อหมิงยวนเย็นเยียบดุจอสรพิษ กวาดมองไปทั่วทั้งท้องพระโรง
“องค์รัชทายาททำผิด พวกเจ้ายังจะพากันออกหน้าขอความเมตตาให้เขาทีละคนเช่นนี้หรือ?”
“ฝ่าบาท……” อัครมหาอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายคุกเข่าคืบเข้าไปอีกไม่กี่ช่วง อดกลั้นไม่ได้อีก ก็เอ่ยสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมา
“แม้อวี้อ๋องจะทรงเฉลียวฉลาด ทว่าก็หาเคยนำทัพออกศึกไม่ แม้แต่ตำราพิชัยสงครามเกรงว่าก็ยังไม่เข้าใจ จะออกศึกได้อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ การที่องค์รัชทายาททรงขัดขวาง ก็เพราะทรงคิดถึงแผ่นดิน หาได้ผิดอันใดไม่”
ม่อจื่อเซวียนนั้นเอง คืออวี้อ๋องที่ม่อหมิงยวนทรงพระราชทานฐานันดรให้
“บังอาจ!”
ม่อหมิงยวนกริ้วจัดทันทีที่ได้ฟัง คำพูดในท้องพระโรงพลันเงียบกริบ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้นโดยพร้อมเพรียง
“กระหม่อมจำต้องอหังการพ่ะย่ะค่ะ” อัครมหาอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นคนซื่อตรงมาแต่เดิม เมื่อถึงคราวเช่นนี้จึงไม่อาจใส่ใจผลลัพธ์ภายหลังได้อีก
“หนึ่ง อวี้อ๋องมิทรงชำนาญยุทธ์
สอง ไม่เคยปะทะทัพแคว้นหรงมาก่อน
สาม ไม่เข้าใจศาสตร์แห่งยุทธการ
หากอาศัยเพียงเลือดร้อนและใจกล้าออกนำทัพเข้าสู่สนามรบ ทัพข้าย่อมพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย หากฝ่าบาทยังฝืนพระทัยดึงดันให้อวี้อ๋องออกศึก ก็เท่ากับทรงหมายจะทำลายรากฐานห้าร้อยปีของแคว้นเซวียนให้พังพินาศในคราวเดียวพ่ะย่ะค่ะ!”
เอ่ยจบ อัครมหาอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายก็โขกศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง
เขาตั้งใจถวายคำทัดทานด้วยชีวิต หลับตาลงรอคอยพระราชอาชญาจากม่อหมิงยวน
ทันทีที่วาจานั้นหลุดออกมา อุณหภูมิในท้องพระโรงก็พลันเย็นยะเยือกลงถนัดตา
ม่อหมิงยวนประทับอยู่บนที่สูง แววพระเนตรอึมครึมกราดเกรี้ยว แทบกลั่นออกมาเป็นความโหดเหี้ยมได้
ท่านขบพระทนต์เอ่ยถ้อยคำออกมาทีละคำ
“ดี… ดีมาก”
“คนมา!” ม่อหมิงยวนกริ้วจนหัวร่อเย็น ทำให้ผู้คนทั้งท้องพระโรงอดตัวสั่นไม่ได้
“อัครมหาอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายบังอาจล่วงเกินผู้เหนือหัว ลากตัวออกไป ลงโทษโบยสิบไม้!”
เมื่อตรัสว่าราชการเสร็จ ม่อหมิงยวนเสด็จกลับยังพระที่นั่งว่าราชการส่วนพระองค์
ทรงกวาดแขนทีเดียว ฎีกาบนโต๊ะล้วนปลิวตกกระจัดกระจายเต็มพื้น
ในพระเนตรยังแฝงไว้ด้วยความอึมครึมหนักหน่วง ราวจะระเบิดออกมาในพริบตา
เหล่านางกำนัลและขันทีที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกต่างสั่นเทาไม่กล้าหายใจแรง
กลัวนักหนาว่าจะไปสะกิดพระอารมณ์ดำของม่อหมิงยวนเข้า
“หลี่โย่ว”
“บ่าวอยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
เพลิงโทสะในพระทัยม่อหมิงยวนยังไม่จางหาย
เผอิญในห้วงคำนึงพลันนึกถึงที่นั่งว่างเปล่าในท้องพระโรงยามเช้าเมื่อครู่นั้นขึ้นมา ก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองอย่างบอกไม่ถูก
“สั่งคนไปแจ้งเจ้าลูกอกตัญญูนั่น บอกให้เขาเข้าร่วมว่าราชการยามเช้าในวันพรุ่งนี้ จะได้ไม่ต้องให้พวกนั้นเอะอะวุ่นวายจนข้ารำคาญหู”
“รับพระบัญชา” หลี่โย่วรับคำสั่งแล้ว กลับยังมิได้รีบออกไปทันที
ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ฝ่าบาท… จะให้ส่งยาบำรุงไปถวายองค์รัชทายาทบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“ส่งยาอะไร?” ม่อหมิงยวนแค่นพระโอษฐ์เย็นยะเยือก
“เขาไม่ใช่รัชทายาทหรืออย่างไร? ความทุกข์ลำบากเพียงเท่านี้ยังทนไม่ไหว วันหน้าเขาจะรับภาระใหญ่ของแผ่นดินได้อย่างไรเล่า”
“พะ…พ่ะย่ะค่ะ” หลี่โย่วไม่กล้าทูลอะไรต่ออีก
ครั้นกำลังจะก้าวพ้นธรณีประตูออกไป ก็ได้ยินสุรเสียงต่ำแผ่วของม่อหมิงยวนดังตามหลังมา แฝงไว้ด้วยความขัดเขินที่ยากไขความ
“ให้ปล่อยคนที่คอยรับใช้เขากลับไปเสีย”
หลี่โย่วที่ในใจยังเป็นห่วงม่อหลิงเฉินอยู่มาก รีบคุกเข่ากล่าวขอบพระทัย
มิทันได้คิดตริตรองให้ถี่ถ้วนก็เร่งรุดออกไปอย่างรวดเร็ว
อิ่งอีนั้นจงรักภักดี ฝีมือยุทธ์ก็นับเป็นหนึ่งในใต้หล้า มีเพียงแต่นิสัยที่ซื่อตรงเกินไปอยู่บ้างเท่านั้นเอง
