บทที่ 2 อดีตกาล
ม่อหลิงเฉินสะดุ้งตื่นเพราะความกระหายแสบคอ
ภายในตำหนักเงียบงันไร้เงาผู้ใด คาดว่าคงเป็นเพราะเสด็จพ่อทรงสั่งห้ามทุกคนเหยียบย่างเข้ามา
ยามลืมตาขึ้น รอบกายมีเพียงความมืดมิด เสียงปวดตึงที่แผ่นหลังพลันดึงสติให้หวนกลับ เขาจึงค่อยนึกได้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นบ้าง
รัตติกาลดำสนิทดุจน้ำหมึก ราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้หายไป
เขาเคยคิดว่าตนชาชินกับความเจ็บปวดแล้ว เพราะแต่ไหนแต่ไร เขาเป็นคนทนเจ็บอย่างเงียบงันเสมอ
ที่แท้ ต่อให้ทนเก่งเพียงใด ความเจ็บก็ยังคงเป็นความเจ็บอยู่ดี
ในความทรงจำของม่อหลิงเฉิน เสด็จพ่อของเขาเคร่งขรึมดุดันอยู่ตลอด เขาแทบไม่เคยเห็นเสด็จพ่อทรงแย้มสรวลให้ตนเลยสักครั้ง
เขาเป็นโอรสเพียงองค์เดียวของเสด็จพ่อ กล่าวได้ว่ารูปโฉมแทบถอดแบบม่อหมิงยวนออกมาทั้งดุ้น
ครั้งประสูติ อดีตฮองเฮาสวรรคตเพราะคลอดยาก คำว่ามารดาสำหรับม่อหลิงเฉินจึงช่างแปลกหน้าเกินไปนัก
ในความทรงจำของเขา มีเพียงบิดาเพียงคนเดียวเท่านั้น
บิดาของเขาเป็นชายรูปงามยิ่งนัก เขาชอบบิดามาก
ในสายตาเขา บิดาคือบุรุษที่หล่อเหลาดีที่สุดในใต้หล้า แม้เขาจะรู้ดีว่าบิดาเข้มงวดดุร้ายเพียงใดก็ตาม
ทว่าทุกครั้งที่มีผู้กล่าวว่าเขาหน้าเหมือนม่อหมิงยวนเพียงใด ภายในใจของเขาย่อมปรีดาสุดประมาณ
ม่อหลิงเฉินยึดมั่นดื้อดึงว่า ม่อหมิงยวนคือจักรพรรดิผู้ทรงปรีชาญาณแห่งแคว้นเซวียน
เขาคิดว่าบิดาเก่งกล้าอย่างหาที่เปรียบมิได้ ยามทรงนำทัพออกศึกก็ไม่เคยพ่ายแพ้
เขาชอบแอบปีนขึ้นไปบนยอดกำแพงเมืองสูงสุด ยามเสด็จพ่อทรงสวมเกราะเหล็กม้าศึกกลับมาอย่างผู้ชนะ
แม้ทุกคราวที่ถูกเสด็จพ่อจับได้ จะต้องถูกลงทัณฑ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม
แต่ชุดเกราะสีทองและฉลองพระองค์สีเหลืองแห่งเชื้อพระวงศ์นั้น กลับขับให้พระวรกายขององค์เหนือหัวสง่าดุจมังกรแห่งสวรรค์
ม่อหลิงเฉินในวัยเยาว์สามารถมองเห็นพระองค์แต่เพียงผู้เดียวท่ามกลางฝูงชนได้ในชั่วพริบตา เขาชอบบิดาเสียจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร
หากแต่ว่าบิดาของเขา ดูจากปฏิกิริยาตลอดมาแล้ว เหมือนจะไม่เคยชอบเขาเลย
เสด็จพ่อเข้มงวดกับเขายิ่งนัก ตั้งแต่เขาจำความได้ เพียงมีผิดพลาดแม้เล็กน้อย เสด็จพ่อก็จะทรงตำหนิอย่างรุนแรงทุกครั้ง
เขาห้ามร้องไห้ หากร้องเมื่อใด การลงทัณฑ์ยิ่งจะหนักหนายิ่งกว่าเดิม
เสด็จพ่อกล่าวว่า เขาเป็นรัชทายาท สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เขาสมควรได้รับ
นับแต่นั้นมา เขาจึงเรียนรู้ที่จะอดทน
ภายหลังเมื่อได้เสด็จออกนอกวัง ตามเสด็จพ่อไปทรงสอดส่องบ้านเมืองอย่างสามัญชน เขาได้เห็นครอบครัวของพ่อค้าแผงลอยอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างเบิกบาน
บิดาของพวกเขา หัวเราะกับลูก ๆ อย่างอ่อนโยน
ยามลูกล้มก็ยื่นมือไปประคอง บางครั้งถึงกับอุ้มขึ้นแนบอก
เขายืนอยู่ห่าง ๆ ราวกับขโมยน้อยที่เพ่งมองความสุขของผู้อื่น แอบมองอยู่เป็นเวลานานไม่ขยับเขยื้อน
แต่เมื่อหันกลับมา กลับเห็นเพียงสีพระพักตร์เย็นชาของเสด็จพ่อในแววตานั้น แฝงไว้ด้วยความรังเกียจที่มิได้ทรงปิดบังเลยแม้แต่น้อย
เขานึกว่าตัวเองยังดีไม่พอ จึงยิ่งหมกมุ่นขัดเกลาตนเอง ทั้งการฝึกกาย ฝึกกระบี่ และศึกษาราชการ ไม่เคยปล่อยตนให้เกียจคร้านแม้แต่วันเดียว
ผู้คนทั่วแคว้นต่างร่ำลือว่า รัชทายาทแห่งแคว้นเซวียนทั้งเชี่ยวชาญยุทธศาสตร์และปรีชาด้านการปกครอง เป็นยอดปัญญาชาญฉลาดของบ้านเมือง นับเป็นวาสนาของชาติ
แต่เขารู้ดี ว่าเหตุผลแท้จริงมีเพียงหนึ่งเดียว——
เขาเพียงอยากให้เสด็จพ่อมองเห็นเขาเท่านั้นเอง
เขาเคยคิดว่าม่อหมิงยวนเป็นเช่นนี้เพราะนิสัยเดิมก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
หรือบางที ก็เพราะบิดาของเขาคือองค์จักรพรรดิ ดวงพระเนตรจึงไม่เคยหยุดอยู่บนร่างของเขาเลย
ภายหลัง เซียวจื่อเซวียนเข้าวัง ได้รับพระราชทานฐานันดรเป็นบุตรบุญธรรม และยังได้รับพระราชทานแซ่ของราชวงศ์ กลายเป็นม่อจื่อเซวียน
ม่อหลิงเฉินมองเด็กหนุ่มคนนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเปรียบด้านใด ก็ห่างชั้นจากตนอยู่มาก
ทว่าผู้นั้น กลับได้รับสิ่งที่ตนเองทุ่มเททั้งชีวิตยังไขว่คว้าไม่ถึง
ที่แท้ เสด็จพ่อเองก็ยิ้มได้ให้ผู้อื่นเหมือนกัน
ที่แท้ เสด็จพ่อก็สามารถประทานพระเมตตานั่งเสวยร่วมโต๊ะได้
ที่แท้ ยามอีกฝ่ายล้มป่วย เสด็จพ่อก็ทรงสามารถดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยพระองค์เองได้เช่นกัน
ต่อมาเขาจึงได้ยินข่าวลือว่า เด็กคนนั้น เป็นบุตรชายของสตรีผู้หนึ่งซึ่งเสด็จพ่อเคยมีใจผูกพันในยามยังมิได้เสด็จขึ้นครองราชย์
นางภายหลังออกเรือนไปกับชายสามัญชนคนหนึ่ง ไม่นานหลังให้กำเนิดบุตร ก็ล้มป่วยจากไป
เสด็จพ่อทรงตามหาข่าวคราวของนางมาโดยตลอด ครั้นทรงล่วงรู้ว่านางสิ้นชีพ จึงโปรดให้รับบุตรชายเพียงคนเดียวของนางกลับเข้าวังหลวง
ที่แท้ เสด็จพ่อ… เพียงแค่ไม่เคยชอบเขาเลยเท่านั้นเอง…
ม่อหลิงเฉินพยายามอย่างสุดกำลังที่จะทำหน้าที่รัชทายาทให้สมบูรณ์ เขาเพียรบ่มเพาะทั้งคุณธรรมและสติปัญญา ขยันขันแข็งในราชกิจ
จนชื่อเสียงในความเมตตาและความเที่ยงธรรมเลื่องลือไปทั่ว ไม่เพียงขุนนางทั้งราชสำนักเท่านั้น แม้แต่ราษฎรสามัญก็ล้วนยกย่องเชิดชูรัชทายาทหนุ่มวัยยี่สิบพระชันษาพระองค์นี้
แต่ม่อหลิงเฉินกลับไม่กล้าผ่อนคลายแม้เพียงก้าวเดียว
แท้จริงแล้ว สำหรับเขา ตำแหน่งรัชทายาทหาได้มีความหมายอันใดมากมายนัก
เขามิได้เป็นอย่างที่ม่อหมิงยวนตรัสหาว่า เขาคิดจะแย่งชิงรัศมีของม่อจื่อเซวียน หรือคิดจะรวบรวมใจผู้คนเพื่อช่วงชิงอำนาจแต่อย่างใด
ม่อหลิงเฉินไม่เพียงรูปโฉมเหมือนม่อหมิงยวนในวัยหนุ่มเท่านั้น แม้แต่สันดานนิสัยก็ยังละม้ายกันอย่างน่าแปลก
เขาไม่รู้จักเอ่ยคำหวานประจบเหมือนม่อจื่อเซวียน ไม่รู้จักกล่าวแก้ต่างชี้แจงอะไร
นิสัยก็ทั้งดื้อทั้งตรง หากยึดมั่นสิ่งใดแล้ว ย่อมไม่ยอมถอยจนกว่าจะตายลงกับมัน
สิ่งที่เขาปรารถนา ตั้งแต่ต้นจนจบ มีเพียงอย่างเดียว ก็แค่สายตาของม่อหมิงยวนสักครั้งเท่านั้น
แต่ม่อหมิงยวน… ไม่เคยใส่ใจเลย
ในดวงเนตรของพระองค์ มีแต่ม่อจื่อเซวียนเพียงผู้เดียว
ม่อจื่อเซวียนนั้น ใต้ใบหน้าดูไร้เดียงสากลับซ่อนกลอุบายล้ำลึก หาได้เป็นคนว่าง่ายปลอดภัยอย่างที่ม่อหมิงยวนทรงเห็นไม่
เพียงแต่ม่อหมิงยวนผู้เคยเฉียบคมรอบคอบมาโดยตลอด บางทีเพราะทรงรู้สึกผิดและโหยหาต่อนางในดวงใจที่ล่วงลับไปแล้ว
จึงหลับหูหลับตาไม่ทันสังเกตเห็นว่า การเสแสร้งของม่อจื่อเซวียนที่แท้แล้ว… หาได้แนบเนียนเลยแม้แต่น้อย
