บทที่ 1 รับโทษ
ทั่วทั้งแคว้นเซวียนต่างรู้กันดีว่า ฮ่องเต้แห่งแคว้นเซวียนทรงโปรดปรานองค์บุตรบุญธรรมยิ่งนัก
สองพ่อลูกเมตตากรุณา–กตัญญูต่อกัน อยู่ร่วมกันอย่างเปี่ยมสุข
ทว่า ข้ามิใช่บุตรบุญธรรมผู้นั้น หากแต่เป็นรัชทายาทที่เขาเห็นเป็นตราบาป ผู้คนล้วนรู้ดีว่าข้าเป็นรัชทายาทผู้ไม่ได้รับความโปรดปราน
ครั้งหนึ่งข้าเคยถามท่านอาจารย์ ว่าจะจบสิ้นบ่วงกรรมพ่อลูกระหว่างข้าสองคนเช่นนี้ได้อย่างไร
ท่านอาจารย์กล่าวว่า จนกว่าจะตายจึงจักสิ้นได้
ดังนั้นเมื่อกองทัพศัตรูบีบให้เขาต้องเลือกระหว่างข้ากับบุตรบุญธรรม ข้าจึงเลือกกระโจนลงจากกำแพงเมืองต่อหน้าพระเนตรของเขาอย่างเด็ดเดี่ยว…
01
“เจ้าช่างเลวสิ้นดี! เจ้าเป็นรัชทายาทเช่นนี้หรือ?”
ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนแท่นสูง เส้นโลหิตที่ขมับปูดโปนด้วยโทสะ ทรงคว้าเอาฎีกาที่ข้างพระหัตถ์กวาดปาใส่ร่างผู้คุกเข่าอยู่เบื้องล่างไม่ยั้ง
ผู้คุกเข่านั้นหลุบตาต่ำ สายตาเหม่อมองพื้นไม่ไกล คุกเข่าตัวตรงดุจท่อนฟืน
มุมฎีกาฉบับหนึ่งกระแทกเข้าหน้าผากเขาอย่างแรง เลือดพลันซึมไหลออกมา เด่นชัดบนใบหน้าคมสันยิ่งนัก
“เสด็จพ่อโปรดทรงระงับพระพิโรธ”
ม่อหลิงเฉินก้มศีรษะต่ำ กราบกระทบพื้นเป็นจังหวะ เสียงดังสะท้อนในท้องพระโรง
“เจ้าก็ยังรู้ว่าข้าคือเสด็จพ่อของเจ้าหรือ”
ม่อหมิงยวนคว้าถ้วยชาที่ข้างพระหัตถ์ปาลงกับพื้นแตกกระจาย เศษถ้วยกระเด็นเกือบเฉียดโดนนางกำนัลที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“ลองดูสิ เจ้าทำอะไรไว้บ้าง!”
ม่อหลิงเฉินค่อยยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ทว่าก็ยังคุกเข่าตัวตรงไม่เอนเอียง
“หากเสด็จพ่อจะประทานโทษทัณฑ์ ลูกย่อมสมควรรับไว้ เพียงแต่ลูกหามิทราบจริง ๆ ว่าตนผิดอันใด”
“ยังปากแข็งอีก”
ม่อหมิงยวนทำพระพักตร์ดำมืด แววพระเนตรราวกับเคลือบยาพิษ
“ดี… ดีเหลือเกิน”
ม่อหมิงยวนทรงโกรธจนหัวร่อเย็น
“กระดูกของรัชทายาทแข็งนัก เช่นนั้นข้าจะช่วยคลายให้เอง”
ม่อหลิงเฉินได้ฟัง ก็เพียงก้มศีรษะ ถอดฉลองพระองค์ชั้นนอกกับเสื้อชั้นในสีขาวออกอย่างคุ้นมือ
แผงอกเปลือยเปล่าผอมเพรียว บนผิวนั้นยังมีรอยแผลจากโทษทัณฑ์คราวก่อนที่ยังไม่ทันสมานดี บางแห่งเพิ่งตกสะเก็ด ผิวหนังที่ยังคงเรียบเนียนเพียงเล็กน้อยกลับมีเนื้อใหม่สีชมพูอ่อนผุดขึ้นมาแทรก
“เจ้ากลับว่องไวดีนี่”
ม่อหมิงยวนแค่นพระโอษฐ์ ลุกขึ้นเสด็จมาหยุดยืนตรงหน้า ชี้นิ้วใส่เขาจนฟันกรอด
“เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่?”
เพียงทอดพระเนตรร่างที่คุกเข่าเบื้องหน้า ม่อหมิงยวนก็ยิ่งทรงเดือดดาล
“แคว้นหรงกำลังยกทัพมาท้าทาย เซวียนเอ๋อร์สมัครใจนำพลทหารออกศึกแต่เจ้ากลับขัดขวางสารพัดต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก เจ้าคิดสิ่งใดอยู่กันแน่?”
ม่อหลิงเฉินหลุบตาลงเล็กน้อย ขนตายาวสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว
จริงอย่างที่คาด ก็เรื่องนี้เอง
“เซวียนเอ๋อร์ก็เพียงอยากสนองกตัญญูต่อข้า แบ่งเบาพระราชภาระให้ข้า เจ้ากลับขัดขวางทุกวิถีทาง หรือว่าข้าเมตตาเจ้าเกินไป จนเจ้าลืมฐานะของตนเสียแล้ว?”
“ลูกไม่กล้า”
“ไม่กล้า?”
ม่อหมิงยวนทอดพระเนตรท่าทางนอบน้อมของม่อหลิงเฉิน ยิ่งทรงโกรธจัด
“เจ้ามีสิ่งใดบ้างที่ไม่กล้า? หากมิใช่พระราชโองการลายพระหัตถ์ของอดีตฮ่องเต้ เจ้าคิดหรือว่าจะได้เป็นรัชทายาท?”
ม่อหลิงเฉินก้มศีรษะต่ำ คุกเข่าอยู่อย่างเงียบงัน
“ดี… ดีเหลือเกิน”
ม่อหมิงยวนขบพระทนต์แน่น
“คนมา! นำไม้เฆี่ยนมา จงรับใช้รัชทายาทของพวกเจ้าให้สมกันทีเดียว”
ม่อหลิงเฉินคุกเข่าอยู่กึ่งกลางท้องพระโรง ใบหน้าปราศจากแววใด ราวกับคุ้นชินกับเรื่องทำนองนี้มานาน
“เพียะ เพียะ เพียะ”
องค์เหนือหัวประทับอยู่บนแท่นสูง แม้พวกข้ารับใช้จะอยากลงมือเบาเพียงใดก็หามีทางไม่ ได้แต่จำใจฟาดลงเต็มแรง
เสียงกระดานไม้กระแทกเนื้อหนังดังทุ้มต่ำ หากเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ยังได้ยินลมหายใจแผ่วหนักของม่อหลิงเฉินปะปนอยู่
“ฮึ”
ม่อหมิงยวนทอดพระเนตรสภาพของม่อหลิงเฉินเช่นนั้น ไฟโทสะในพระทัยยิ่งโหมแรง
“เจ้าช่างดื้อดึงนัก ข้าอยากจะดูเหลือเกินว่า กระดูกเจ้าจะแข็งเพียงใดกัน”
ม่อหลิงเฉินขบฟันแน่น มิให้ตนเองส่งเสียงครางออกมาสักแอะ
ห่างจากครั้งก่อนที่ต้องรับโทษยังมิครบสิบวัน เพียงไม้เฆี่ยนแรกหวดลง บาดแผลทั่วร่างก็แตกฉีกขึ้นอีกครั้ง
ทุกไม้ที่ฟาดลง ล้วนพาเอาเนื้อและเลือดหลุดติดขึ้นมาชั้นหนึ่ง
ไม่นาน แผ่นหลังของม่อหลิงเฉินก็กลายเป็นก้อนเลือดเนื้อเลอะเลือน
“พอ”
เมื่อกลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งไปทั่ว ม่อหมิงยวนจึงโบกพระหัตถ์ให้หยุดลง
ม่อหลิงเฉินยังคงคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้น แผ่นหลังเป็นผืนสีแดงฉานน่าสะทกสะท้าน บางแห่งลึกจนแลเห็นกระดูก มิอาจมองเห็นผิวเนื้อดี ๆ สักหย่อมเดียว
“อย่างไรเล่า ครานี้รู้จักหวาดกลัวแล้วหรือ? เมื่อตอนเจ้าขัดขืนข้าบนท้องพระโรง เหตุใดจึงไม่คิดถึงผลลัพธ์เช่นนี้บ้าง?”
ม่อหมิงยวนหัวเราะเย็น มองร่างที่ถูกโบยจนยับเยินของม่อหลิงเฉิน ในพระทัยไร้ซึ่งความเมตตาสงสารแม้เพียงน้อยนิด
ม่อหลิงเฉินสัมผัสถึงลมหายใจของผู้เบื้องหน้า จึงสูดลมกลั้นใจ ตั้งสติให้มั่น ดึงกำลังภายในขึ้นค้ำยันให้ตนฝืนลุกตั้งกายขึ้นมาได้
“กลัวแล้วหรือ?”
สีพระพักตร์ของม่อหมิงยวนเย็นเยียบ สายพระเนตรเลื่อนต่ำลง
“เจ้าเป็นถึงรัชทายาท มิคิดอ่านศึกษาคัมภีร์ของเหล่ามหาบุรุษ กลับมัวแต่เรียนรู้เล่ห์กลอันสกปรกเช่นนี้งั้นหรือ?”
ม่อหลิงเฉินนิ่งเงียบ ไม่กล่าวถ้อยคำใด เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนอาจเรียกได้ว่าชินชาไปแล้ว
แต่ก่อนเขายังเคยพยายามอธิบาย บัดนี้กลับยอมถูกโบยดีกว่าเอ่ยคำใดออกมาอีก
อธิบายแล้ว จะมีประโยชน์อันใดเล่า?
อย่างไรเสด็จพ่อก็ไม่มีวันเชื่อ ยังจะสำคัญตนว่ามีแต่ความริษยาอิจฉาริษยาในใจอยู่ดี
มีแต่จะก่อให้พระองค์ทรงรังเกียจยิ่งขึ้นเท่านั้น
ช่วงเวลารับโทษคราวนี้กับคราวก่อนห่างกันไม่กี่วัน หากม่อหมิงยวนมิรับสั่ง ข้ารับใช้ทั้งหลายก็ไม่กล้าผ่อนแรงแม้แต่น้อย
ต่อให้กำลังภายในของม่อหลิงเฉินลึกซึ้งเพียงใด ครั้นรับไม้เฆี่ยนนับสิบ ๆ ไม้จนจบ ก็ยังยากจักฝืนทนไหว
ภาพเบื้องหน้าของม่อหลิงเฉินค่อย ๆ พร่ามัว ก่อนร่างจะทรุดฮวบลงกับพื้นดัง “ปุถุ๊ง”
“ฝ่าบาท!”
ข้ารับใช้หลายคนเริ่มลนลาน
“องค์รัชทายาททรงหมดสติแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ฮึ”
ม่อหมิงยวนเพียงปรายพระเนตรเย็นชามองร่างที่ไร้สติล้มอยู่กับพื้น
“หามตัวเขากลับไปยังตำหนักตะวันออก ห้ามผู้ใดไปเยี่ยมเยียน”
“หมอหลวงก็ไม่ต้องเรียก เขาไม่ตายหรอก”
เหล่าข้ารับใช้ต่างอกสั่นขวัญแขวน ทว่ามิกล้าขัดพระบัญชา ได้แต่จำใจปฏิบัติตาม
ม่อหมิงยวนทอดพระเนตรร่างของม่อหลิงเฉินถูกหามออกไป ไฟโทสะในพระทัยจึงค่อยทุเลาลงเล็กน้อย
“ลูกอกตัญญูผู้นี้ ช่างยิ่งวันยิ่งเหลวไหล”
ม่อหมิงยวนทรงลูบพระนลาฏด้วยความเมื่อยล้า แล้วประทับกลับยังบัลลังก์มังกร
ข้ารับใช้ก็รีบเก็บฎีกาทั้งหลายขึ้น จัดวางคืนบนโต๊ะทรงงานแต่ละฉบับอย่างเรียบร้อย
ม่อหมิงยวนทรงเปิดฎีกาฉบับหนึ่งขึ้นอย่างลวก ๆ ทว่าแววพระเนตรกลับสบเข้ากับจุดเลือดที่กระเซ็นติดอยู่บนมุมกระดาษ
ม่อหมิงยวนฮึดฮัดในลำคอเบา ๆ แต่กลับอ่านต่อไม่ได้แม้เพียงตัวอักษรเดียว
“เจ้าลูกอกตัญญู…”
