#####บทที่ 4 มีชู้
ชายหนุ่มร่างบึกบึนที่นอนเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นความแน่นของกล้ามเนื้อที่เรียงรายกันอยู่บนผิวกายค่อย ๆ ยื่นใบหน้าเข้าหาคนข้างกายแล้วจุมพิตลงบนหัวไหล่ขาวเนียนก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำไปในโทนนุ่มนวลฟังแล้วรื่นหูอย่างที่ไม่เคยใช้กับเมียตามทะเบียนมานานโขแล้ว
"กลับก่อนนะคะคนดี"
อีกฝ่ายโต้ตอบด้วยการพยักหน้ารับเบา ๆ เป็นอันว่ารับรู้ แล้วก็พริ้มตาหลับต่อด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งคืน
ภูมินทร์ลุกขึ้นกระชับผ้าเช็ดตัวผืนสีขาวที่คาดเอวอยู่ให้แน่นแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระร่างกายอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวันราวกับไม่มีสิ่งใดผิดปกติหรือผิดแผกไปจากกิจวัตร
"อย่าลืมสัญญานะคะ" หญิงสวยเอ่ยท้วงคำสัญญาที่ 'แฟนหนุ่ม' เคยไว้ให้เมื่อครั้นได้เสียเป็นเมียผัวกันคราแรก และมักจะพูดย้ำทุกครั้งหลังจากร่วมเรียงเคียงหมอนกันเสร็จในรุ่งสางเพราะเกิดอาการหวงหึงอยากเป็นเจ้าของที่มีสิทธิ์ครอบครองเพียงผู้เดียว
ถึงแม้ตนจะมาทีหลัง เป็นแค่น้อยเขาก็ตาม...
"ไม่ลืมหรอกครับ" ภูมินทร์เดินเข้าไปโอบประคองเรือนร่างบอบบางที่เปลือยเปล่าไม่ได้ต่างกัน พร้อมทั้งโน้มหน้าลงจุมพิตหน้าผากมนเบา ๆ แล้วไล่ลงมาหอมไหล่มนทั้งสองฝั่ง ก่อนจะอำลากันอย่างอาลัยอาวรณ์คล้ายต้องแยกจากกันไปตาย!
"สวัสดีครับคุณภูมิ" เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำคอนโดสุดหรูย่านใจกลางเมืองหลวงเอ่ยทักทายภูมิอย่างคนคุ้นชิน
"ครับ" ก่อนเขาจะเลี่ยงตัวเดินไปยังรถสปอร์ตคันหรูราคาหลักล้านที่เพิ่งนำเข้าจากต่างประเทศขับออกกลับไปยัง 'เรือนหอ'
เรือนหอที่ไม่ได้น่านอนเหมือนก่อนแล้ว...
เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ชายหนุ่มก้าวขาลงจากรถแล้วเหม่อมองเข้าไปด้านในตัวบ้านด้วยสายตาเบื่อหน่ายเต็มที
เอือมระอาที่ต้องทนเห็นภาพเดิม ๆ แสนน่าเบื่อ จืดชืด เหมือนต้องทนกินข้าวต้มไก่ถ้วยเก่ารสชาติคล้ายน้ำเปล่าเป็นประจำทุกวัน
ทีแรกมันก็เอร็ดอร่อย กินได้ทุกมื้อไม่มีนึกเบื่ออยู่หรอก แต่พอนานวันเข้าจากข้าวต้มเปล่าธรรมดา ที่เคยเติมไก่ หมู กุ้ง ขิง พริกไทย น้ำปลา จนไม่มีอะไรให้เติมใหม่ ต้องทนกินรสชาติเดิมนาน ๆ ไอ้เขามันก็เบื่อหน่าย เอือมกลืนแทบไม่ลงคอ
"ภูมิ หายไปไหนทั้งคืนคะ" พลอยพัดชาเมื่อเห็นสามีเดินเข้าหาก็รีบวางมือจากถาดอบขนมคุกกี้รีบปรี่ก้าวเท้ายาว ๆ ไปทันที
"คุยงานน่ะ"
"เหรอคะ" เธอเลิกคิ้วถามอย่างนึกสงสัย "พลอยไม่ยักจะรู้เลยนะคะว่างานประมูลเครื่องเพชรเขามีคุยกันต่อนอกรอบด้วย"
ใจจริงของก็ถามไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้สงสัยใด ๆ ในตัวสามีทั้งสิ้น แต่ดูเหมือนอีกคนจะร้อนตัว ตีโพยไปก่อนไข้เสียเอง ด้วยเป็นคนที่มีชนักเล่มใหญ่ปักอยู่กลางหลัง
"ทำไม คิดว่าผมโกหกเหรอไง พลอยอยู่แต่บ้าน ออกไปงานสังคมครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ กี่ปีที่แล้ว อัปเดตบ้างโลกเขาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว" ภูมิร้อนรนกลัวว่าความลับที่ปกปิดเอาไว้จะถูกจับได้ไล่ทัน "ถ้าไม่เกิดรู้ ก็อยู่เงียบ ๆ ไม่มีใครเขาหาว่าพลอยเป็นใบ้หรอกนะ"
ทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บแสบ แล้วรีบก้าวยาว ๆ ขึ้นไปชั้นบนของบ้านเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หมายจะออกจากไอ้เรือนหอแสนน่าเบื่อแห่งนี้โดยเร็วที่สุด
“…” ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน แหงนหน้าขึ้นมองเพดานสะกดกลั้นความแสบร้อนในดวงตาเอาไว้ไม่ให้สำแดงฤทธิ์ออกมา
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ลอบปาดน้ำตาที่ปริ่ม ๆ อยู่ขอบดวงตาออกให้หมดสิ้น กลืนไอ้ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เศร้าโศกเสียใจ และความผิดหวังเอาไว้ขมวด ๆ ลงคอ ก่อนเดินตามสามีขึ้นไปชั้นบน
“ภูมิคะ…” เธอเอ่ยเรียกชื่อคนรักเสียงแผ่วเบา
“อะไรอีก จะมาหาเรื่องอะไรผมอีก" ชายหนุ่มฟาดผ้าเช็ดตัวที่ถืออยู่ในมือทิ้งลงบนเตียงนุ่มอย่างแรงด้วยความรู้สึกหงุดหงิด ไม่ว่าเมียจะทำอะไรถูกหรือผิดเขาก็ไม่เคยพึงพอใจทั้งนั้น!
"เปล่าค่ะ" พลอยหลบเสียง
"อย่ามาทำให้การเริ่มต้นวันใหม่ของผมหน้าหงุดหงิดได้ไหม ขอผมใช้ชีวิตสงบสุขได้ไหมพลอย! แค่ทำงานหาเลี้ยงพลอยผมก็เหนื่อยจะตายห่าอยู่แล้ว นี่พลอยอะไร ยังจะมาจับผิดหาว่าผมทำตัวเหลวไหล คิดว่าผมมีผู้หญิงคนอื่นว่างั้นเหอะ?" คำพูดที่ถูกตะคอกออกมาจากริมฝีปากที่เคยใช้บอกรักเอื้อนเอ่ยคำหวานเยินยอเธอในวันวานคล้ายมีคมหนามแหลมแฝงซ่อนอยู่เบื้องหลังพุ่งเข้าใส่เธอจนน่วม
"พะ...พลอย พลอย พลอยขอโทษค่ะ พลอยขอโทษ พลอยไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย" พลอยพัดชารีบเข้าไปสวมกอดร่างหนาจากทางด้านหลัง แนบพวงแก้มนุ่มนิ่มเข้าเอนซบแล้วถูไถขึ้นลงเพื่อเอาอกเอาใจประมาณว่ากำลังชดใช้ความผิดที่ตนเองเป็นต้นเหตุทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหงุดหงิดอารมณ์เสีย
"ฮื้อ!" ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่
"พลอยขอโทษนะคะภูมิ พลอยขอโทษ พลอยผิดไปแล้วค่ะ พลอยงี่เง่าเองที่พลอยถามคำถามโง่ ๆ แบบนั้นออกไป คราวหน้าพลอยจะคิดให้มากกว่านี้นะคะ"
เธอยอมหมดแล้วทุกสิ่ง ยอมเป็นฝ่ายเอื้อนเอ่ยคำขอโทษถึงแม้จะไม่ได้รู้ตัวว่าตนเองเผลอทำสิ่งใดผิดพลาดไป แต่หากมันทำให้ความสัมพันธ์ของเรายังคงสามารถประคับประคองไปต่อได้เรื่อย ๆ เธอก็พร้อมใจ
สำหรับพลอยพัดชาแล้ว การยอมให้ใครคนอื่นเข้ามามีอิทธิพลและมีผลต่อหัวใจขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องสมเพชอะไร แต่เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากกว่า....
ชั่วชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง...เมื่อได้ตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนดีแล้วว่าจะเลือกฝากอนาคต ฝากความสุขและฝากชีวิตทุกวินาทีที่เหลืออยู่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาให้กับผู้ชายคนหนึ่งก็ย่อมยกให้คนนั้นเป็นเจ้าของและเข้ามามีผลต่อหัวใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
ภูมิเป็นผู้ชายคนแรกและเป็นแฟนคนแรก คนเดียวในชีวิตของเธอ เราสองคนได้พบเจอทำความรู้จักจนกระทั่งพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นมาเป็นแฟน และเขาก็เป็นคนที่คุกเข่าขอแต่งงานให้คำสัญญากับเธอกับพ่อแม่ ญาติโกโหติกาของเธอว่าจะดูแลแก้วตาดวงใจของพวกท่านตราบเท่าชีวิตของลูกผู้ชายคนหนึ่ง
นับตั้งแต่วันนั้น "ชีวิตของเธอถือว่าเป็นของภูมิ" ต่อให้จะดีจะร้ายหรือจะทุกข์สักเพียงใด เธอก็ยินดีจะจับมือแล้วเผชิญหน้ากับมันพร้อมก้าวผ่านข้ามขวากหนามไปด้วยกัน
เธอเชื่อว่าคนที่อยู่ด้วยกันมายาวนานมันก็อาจมีบ้างที่จะทะเลาะเบาะแว้งหรือเกิดความไม่เข้าใจกัน เธอจะพยายามทำใจที่จะยอมรับกับคนที่ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นด้วยการปรับเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เราสามารถเดินไปต่อข้างหน้าได้
"ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกก็แล้วกัน ผมไม่ชอบให้พลอยมาจู้จี้จุกจิก เข้าใจไหม" ภูมินทร์เมื่อเห็นว่าภรรยายอมอ่อนให้และยอมสำนึกรู้ในสิ่งที่ตนทำผิดพลาดไปก็ไม่ได้สาวเรื่องสาวราวอะไรให้มากความ
"ค่ะ พลอยจะไม่ทำแบบนั้นอีกค่ะ" รีบตอบรับทันที "มาค่ะเดี๋ยวพลอยช่วยนะคะ" จากนั้นเธอก็เดินอ้อมไปยังด้านหน้าช่วยปลดกระดุมเสื้อให้ชายคนรัก ดูแลประหนึ่งเธอเป็นนางรับใช้ส่วนเขาเป็นคุณชายในละครหลังข่าว
พลอยพัดชามองตามแผ่นหลังหน้าของสามีที่เดินเข้าห้องน้ำตาละห้อย นึกถึงวันวานเหลือเกิน นานแค่ไหนแล้วที่ภูมิไม่เคยเอ่ยปากชวนเธอเข้าไปอาบน้ำด้วยกัน อ้อนวอนออเซาะหมายให้ช่วยถูหลังให้และท้ายสุดก็จบลงบนเตียง
ความทรงจำมันเลือนลางจางหายไปจนแทบจะจดจำภาพเหล่านั้นไม่ได้อีก
แต่ไม่เป็นไรเธอเข้าใจ เขาทำงานหนักก็เพื่อสร้างอนาคต สร้างครอบครัว และสร้างทุกอย่างไว้ให้ลูกของเราในวันข้างหน้า หน้าที่ของเธอตอนนี้นั่นก็คือทำตัวเป็นเมียที่ดีที่พร้อมจะเข้าใจไม่ใช่สร้างความรังควานใจไม่เลิกรา
