บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 หลังประตู

เวลาหนึ่งเดือนเต็มผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับนาฬิกาในบ้านทาวน์โฮมหลังเล็กถูกใครบางคนดึงเข็มถ่วงเอาไว้

สำหรับณัฐ ภาระหน้าที่ที่หนักอึ้งไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันกลับเพิ่มทวีคูณขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อดลขาดการติดต่อไปแทบจะสิ้นเชิง เงินเดือนในส่วนของเขาที่เคยตกลงกันว่าจะโอนมาเป็นค่าผ่อนบ้านและค่าเทอมของข้าวปั้น ก็เงียบหายไปราวกับถูกกลืนลงทะเล ณัฐต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อประคองเรือลำนี้ไม่ให้จม เธอรับจ็อบพิเศษทำบัญชีและยื่นภาษีให้บริษัทรายย่อยเพิ่มขึ้นอีกสามเจ้า จนเวลาพักผ่อนในแต่ละวันเหลือเพียงไม่ถึงสี่ชั่วโมง

ดวงตาที่เคยสดใสของหญิงวัยสามสิบ บัดนี้ลึกโหลและมีรอยคล้ำจางๆ ใต้ตา ผิวพรรณที่เคยดูแลอย่างดีเริ่มซีดเซียวจากการโหมงานหนัก แต่ถึงกระนั้น ณัฐก็ไม่เคยปริปากบ่นให้ลูกชายตัวน้อยได้ยินเลยสักครั้ง

"แม่ณัฐครับ... วันนี้พ่อดลจะโทรมาไหม"

เสียงเล็กๆ ของข้าวปั้นดังขึ้นในคืนวันพฤหัสบดี ขณะที่ณัฐกำลังนั่งสางผมให้ลูกชายหลังอาบน้ำเสร็จ เด็กน้อยถือกรอบรูปครอบครัวที่ถ่ายเมื่อปีที่แล้วเอาไว้ในมือ นิ้วป้อมๆ ลูบไปที่ใบหน้าของคนเป็นพ่อในรูปซ้ำไปซ้ำมา

ณัฐรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอ เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูหน้าจอแชทแอปพลิเคชันไลน์... ข้อความล่าสุดที่เธอส่งไปถามไถ่เมื่อสามวันก่อน ยังคงขึ้นสถานะว่า 'ยังไม่อ่าน'

"สงสัยวันนี้พ่อคงทำงานดึกอีกแล้วมั้งครับลูก..."

ณัฐพยายามปรับน้ำเสียงให้ดูร่าเริงที่สุด แม้ในใจจะร้อนรุ่มไปด้วยความกังวล

"พ่อดลเก่งจะตาย คงกำลังคุมช่างก่อสร้างอยู่แน่ๆ เลย ปั้นเข้านอนก่อนนะลูก เดี๋ยวถ้าพ่อโทรมา แม่จะรีบปลุกปั้นเลยตกลงไหม"

"แต่ปั้นคิดถึงพ่อนี่นา... พ่อไม่เห็นหน้าปั้นมาตั้งหลายสิบวันแล้ว พ่อจะลืมหน้าปั้นไหมครับ"

เด็กเจ็ดขวบถามด้วยความซื่อบริสุทธิ์ น้ำใสๆ เริ่มเอ่อคลอในดวงตากลมโต

"ไม่ลืมหรอกครับ พ่อรักปั้นที่สุดในโลกเลยนะ"

ณัฐดึงร่างเล็กเข้ามากอดแน่น ลูบหลังปลอบโยนจนกระทั่งเสียงสะอื้นของลูกชายค่อยๆ เงียบไปและหลับคาอกของเธอ

เมื่อพาลูกเข้านอนเรียบร้อย ณัฐเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อีกครั้ง เธอถอนหายใจยาว พยายามปัดเป่าความเหนื่อยล้าออกไปจากสมอง ความโกรธเคืองที่สามีไม่ส่งเงินมาให้ เริ่มถูกแทนที่ด้วย 'ความกังวล' ในฐานะคู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาสิบปี

ณัฐไม่ใช่คนขี้หึง เธอเชื่อใจดลมาตลอด เธอรู้ว่าเขารักสนุกและชอบกินดื่มตามประสาผู้ชาย แต่ลึกๆ แล้วเธอเชื่อมั่นว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายที่จะทิ้งลูกทิ้งเมียได้ลงคอ การที่เขาเงียบหายไปแบบนี้ มันผิดปกติเกินไป

‘หรือว่าพี่ดลจะไม่สบาย? หรือเกิดอุบัติเหตุที่หน้างานแล้วไม่มีใครบอกเรา?’ ความคิดในแง่ร้ายเริ่มผุดขึ้นมาในหัวของณัฐ อุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้างไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ถ้าเหล็กหล่นใส่ หรือนั่งร้านถล่มล่ะ? ถ้าเขาป่วยหนักจนไม่มีแรงลุกมารับโทรศัพท์ล่ะ? ยิ่งคิด หัวใจของคนเป็นภรรยาก็ยิ่งบีบรัดด้วยความห่วงใย เธอจินตนาการไปสารพัดว่าสามีกำลังตกระกำลำบาก กินข้าวกับน้ำปลา หรือนอนหนาวอยู่ในแคมป์คนงานซอมซ่อโดยไม่มีใครดูแล

"ไม่ได้การแล้ว..."

ณัฐพึมพำกับตัวเองด้วยความเด็ดเดี่ยว

"พรุ่งนี้วันศุกร์ แล้วโรงเรียนลูกหยุดยาวด้วย เราจะไปหาพี่ดลที่ชลบุรี"

เมื่อตัดสินใจได้ ณัฐก็ลุกขึ้นเดินเข้าครัวในเวลาเที่ยงคืน เธอเปิดตู้เย็นเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำ 'หมูกรอบคั่วพริกเกลือ' และ 'ต้มยำทะเลน้ำใส' ซึ่งเป็นเมนูโปรดที่ดลชอบกินบ่นว่าหาอร่อยๆ กินที่ไซต์งานไม่ได้ เธอตั้งใจจะทำใส่กล่องถนอมอาหารเก็บความร้อนอย่างดีเพื่อเอาไปเซอร์ไพรส์เขาให้ถึงที่

‘ถ้าพี่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน ณัฐนี่แหละจะไปดูแลพี่เอง’ เธอคิดในใจพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ความเหนื่อยล้าจากการทำงานจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวังที่จะได้เห็นหน้าสามี และได้เห็นรอยยิ้มของลูกชายที่ได้กอดพ่ออีกครั้ง

บ่ายวันศุกร์...

แสงแดดร้อนระอุของดวงอาทิตย์ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของณัฐลดน้อยลงเลย รถเก๋งอีโคคาร์คันเล็กของเธอแล่นฉิวไปตามมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าสู่จังหวัดชลบุรี ที่เบาะหลังมีกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กสำหรับค้างคืนหนึ่งคืน และที่เบาะข้างคนขับมีกระติกเก็บความร้อนที่บรรจุอาหารฝีมือเธอส่งกลิ่นหอมกรุ่นออกมาจางๆ

"แม่ครับ! วันนี้เราจะไปหาพ่อจริงๆ ใช่ไหม ปั้นไม่ได้ฝันไปใช่ไหม"

ข้าวปั้นที่นั่งรัดเข็มขัดนิรภัยอยู่ด้านหลังถามเจื้อยแจ้วมาตลอดทาง ในมือของเด็กน้อยกำกระดาษวาดเขียนที่ระบายสีเป็นรูปครอบครัวสามคน พ่อ แม่ ลูก ยืนจับมือกันหน้าบ้านหลังใหญ่ เป็นของขวัญที่เขาตั้งใจจะเอาไปให้พ่อ

"จริงสิครับลูก เดี๋ยวพอไปถึงนะ เราจะแอบย่องไปข้างหลังพ่อ แล้วปั้นก็กระโดดกอดพ่อให้แน่นๆ เลยนะ เอาให้พ่อตกใจหงายหลังไปเลย ดีไหม!"

ณัฐหัวเราะร่วน มองลูกชายผ่านกระจกมองหลังด้วยแววตาเปี่ยมสุข

"ดีครับ! ปั้นจะกอดให้แน่นๆ เลย!"

การเดินทางใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง รถเก๋งของณัฐค่อยๆ เลี้ยวเข้าสู่ถนนดินลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นคลุ้ง สองข้างทางเป็นป่าหญ้าสลับกับเพิงพักคนงานชั่วคราว ณัฐขับรถตามจีพีเอสที่ดลเคยส่งโลเคชันมาให้เมื่อเดือนก่อน จนกระทั่งมองเห็นโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ของโครงการรีสอร์ตหรูตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

นาฬิกาหน้ารถบอกเวลาห้าโมงครึ่งพอดี เป็นเวลาเลิกงานของช่างก่อสร้าง คนงานหลายสิบคนเริ่มทยอยเดินออกมาจากไซต์งาน บางคนซ้อนมอเตอร์ไซค์ บางคนเดินเท้ากลับแคมป์ที่พักซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก

ณัฐจอดรถหลบมุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามโครงการ เธอไม่อยากขับเข้าไปเอิกเกริก เพราะกลัวจะรบกวนเวลาทำงานของเขา เธอสอดส่ายสายตามองหารถกระบะสี่ประตูสีดำคุ้นตาของสามี

"นั่นไงรถพ่อ!"

ข้าวปั้นชี้มือไปที่ประตูทางออกของไซต์งาน

รถกระบะคันเก่งของดลขับเคลื่อนออกมาอย่างช้าๆ กระจกฝั่งคนขับถูกลดระดับลงมาครึ่งหนึ่ง ทำให้ณัฐมองเห็นเสี้ยวหน้าของดลได้อย่างชัดเจน เขาดูไม่ได้ซูบผอมหรือป่วยไข้อย่างที่เธอกังวล ในทางกลับกัน เขากำลังยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหู ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มกว้างขวาง ดูมีความสุขและมีชีวิตชีวาผิดปกติ

ณัฐรู้สึกโล่งอกที่สามีปลอดภัยดี เธอเตรียมจะบีบแตรเรียก แต่จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว

‘ตามไปเซอร์ไพรส์ที่ห้องพักดีกว่า พี่ดลคงเหนื่อยและอยากอาบน้ำ ถ้าเจอกันที่ห้องจะได้กินข้าวเย็นด้วยกันแบบส่วนตัว’

คิดได้ดังนั้น ณัฐจึงเข้าเกียร์แล้วค่อยๆ ขับรถตามรถกระบะของสามีไปห่างๆ เธอคิดว่าเขาคงกำลังขับกลับไปที่แคมป์พักคนงานของบริษัทที่อยู่ท้ายซอย แต่เปล่าเลย... รถของดลกลับเลี้ยวออกสู่ถนนสายหลัก ขับมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองชลบุรีที่เต็มไปด้วยแสงสีและร้านค้า

ณัฐขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ แต่ก็ยังพยายามหาเหตุผลมารองรับพฤติกรรมของเขา

‘พี่ดลคงไม่ได้อยู่แคมป์คนงานแล้วล่ะมั้ง... ก็เขาบ่นว่ามันร้อนและยุงเยอะนี่นา แกคงเอาเงินเบี้ยเลี้ยงไปเช่าหอพักถูกๆ แถวนี้อยู่ล่ะมั้ง ไม่เป็นไรหรอก เขาเป็นหัวหน้าคนนี่ จะให้ไปนอนรวมกับลูกน้องได้ยังไง ให้แกนอนสบายๆ หน่อยก็ดีแล้ว จะได้มีแรงทำงาน’

ณัฐปลอบใจตัวเองด้วยความมองโลกในแง่ดีสุดหัวใจ เธอพร้อมจะเข้าใจและหาข้อแก้ตัวให้สามีเสมอ รถเก๋งคันเล็กขับตามรถกระบะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรถของดลเลี้ยวเข้าไปในซอยส่วนบุคคลซอยหนึ่ง และขับผ่านซุ้มประตูเข้าไปจอดที่ลานจอดรถของอาคารแห่งหนึ่ง

ณัฐค่อยๆ ขับตามเข้าไปจอดเยื้องกันห่างๆ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองอาคารตรงหน้า ดวงตาคู่สวยก็ต้องเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

มันไม่ใช่อพาร์ตเมนต์ราคาถูกๆ อย่างที่เธอคิด แต่มันเป็นคอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ระดับหรูที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างดี มีกล้องวงจรปิดรอบทิศทาง ตัวอาคารทาสีขาวสะอาดตา สภาพดูใหม่เอี่ยม หน้าต่างทุกบานเป็นกระจกบานใหญ่ มีระเบียงกว้างขวาง ค่าเช่าที่นี่มองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละเจ็ดแปดพันบาทแน่นอน ซึ่งมันขัดแย้งกับยอดเงินในบัญชีที่ติดลบของครอบครัวเธออย่างสิ้นเชิง

ณัฐเห็นดลลงจากรถ เขาสะพายกระเป๋าเป้ใบเล็ก เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีเข้าไปในตัวอาคารโดยใช้คีย์การ์ดแตะที่ประตูทางเข้าอย่างคุ้นเคย

ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในช่องท้องของณัฐ แต่มันก็ถูกความรักและความเชื่อใจปัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว

‘บางทีเถ้าแก่บริษัทอาจจะเช่าที่นี่ไว้ให้ระดับหัวหน้าพักก็ได้... อย่าคิดมากสิณัฐ พี่ดลมาทำงานนะ ไม่ได้มาเที่ยว’ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจกลับคืนมา

"แม่ครับ พ่อเดินขึ้นไปแล้ว เราตามไปกันเลยไหม!"

ข้าวปั้นกระโดดเหยงๆ อยู่ที่เบาะหลังด้วยความตื่นเต้น

"ไปครับลูก ถือรูปวาดไว้ดีๆ นะ เดี๋ยวแม่ถือกับข้าวเอง"

ณัฐเปิดประตูรถ หยิบถุงผ้าที่ใส่กล่องอาหารและกระเป๋าเสื้อผ้าออกมา เธอจูงมือลูกชายเดินตรงไปที่ป้อมยามด้านหน้า โชคดีที่รปภ. เพิ่งเดินไปตรวจตราด้านหลังตึก และมีลูกบ้านคนหนึ่งกำลังเปิดประตูคีย์การ์ดออกมาพอดี ณัฐจึงอาศัยจังหวะนั้นจูงมือข้าวปั้นเดินสวนเข้าไปด้านในตัวอาคารได้อย่างง่ายดาย

เธอจำได้ว่าเมื่อครู่ดลเดินเลี้ยวไปทางปีกซ้ายของชั้นหนึ่ง เธอจึงเดินตามโถงทางเดินที่ปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้เงาวับไปอย่างเงียบเชียบ แสงไฟสีวอร์มไลท์ตามทางเดินให้ความรู้สึกหรูหราจนณัฐแอบคิดในใจว่า ถ้าดลได้พักที่สบายแบบนี้ เธอก็หมดห่วง

"ห้องไหนน้า..."

ณัฐพึมพำ ขณะกวาดสายตามองไปตามประตูห้องต่างๆ

และแล้ว สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับประตูห้องหมายเลข '110' ที่ตั้งอยู่เกือบสุดทางเดิน สิ่งที่ทำให้ณัฐมั่นใจว่านี่คือห้องของสามี ไม่ใช่เพราะมีชื่อเขาติดอยู่ แต่เป็นเพราะ 'รองเท้าหัวเหล็กแบบเซฟตี้' สีน้ำตาลเข้มเปื้อนคราบฝุ่นปูนที่เธอเป็นคนซื้อให้เขาเองกับมือ วางถอดทิ้งไว้บนพรมเช็ดเท้าหน้าห้อง

"เย้! เจอห้องพ่อดลแล้ว!" ข้าวปั้นทำท่าจะร้องตะโกน แต่ณัฐรีบยกมือขึ้นแตะที่ริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบ

"ชู่ว... เบาๆ ครับลูก เดี๋ยวพ่อรู้ตัวก่อน"

ณัฐยิ้มให้ลูกชาย แต่ขณะที่เธอกำลังก้าวเข้าไปใกล้ประตูห้องนั้นเอง สายตาของเธอกลับไปสะดุดเข้ากับสิ่งของบางอย่างที่วางอยู่ข้างๆ รองเท้าเซฟตี้ของสามี

มันคือ 'รองเท้าแตะสตรีสีชมพูพาสเทล' ประดับด้วยโบว์ลูกไม้เล็กๆ น่ารัก ไซส์ของมันน่าจะประมาณเบอร์ 37 ซึ่งเล็กกว่าเท้าของณัฐ รองเท้าคู่นั้นถูกถอดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเคียงคู่กับรองเท้าคู่ใหญ่ของดล ราวกับเป็นเจ้าของห้องร่วมกัน

หัวใจของณัฐกระตุกวูบ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหายไป ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นปราดตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงกลางหลัง มือที่ถือถุงกับข้าวเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย

‘รองเท้าใคร...? ของแม่บ้านเหรอ? หรือของภรรยาเพื่อนร่วมงานที่แวะมาหา?’

ณัฐพยายามหลอกตัวเอง พยายามค้นหาเหตุผลนับร้อยนับพันข้อมาลบล้างภาพที่เห็นตรงหน้า เธอไม่อยากเป็นผู้หญิงขี้หึงที่ตีโพยตีพายไปเอง เธอไม่อยากทำลายความเซอร์ไพรส์ที่เตรียมมาอย่างดี เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ บอกตัวเองว่า 'ทุกอย่างต้องมีคำอธิบาย'

"แม่ณัฐ เคาะเลยสิครับ ปั้นอยากเจอพ่อแล้ว"

ข้าวปั้นกระตุกชายเสื้อแม่ เบิกตากว้างด้วยความรอคอย

ณัฐก้มลงมองใบหน้าไร้เดียงสาของลูกชาย รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เธอยกมือขวาขึ้น กำหมัดหลวมๆ แล้วเคาะลงบนบานประตูไม้สีโอ๊ค

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...

ความเงียบโรยตัวปกคลุมโถงทางเดิน มีเพียงเสียงแอร์คอนดิชันเนอร์ที่ครางกระหึ่มเบาๆ ณัฐกลั้นหายใจ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก

เวลาผ่านไปราวสิบวินาที แต่สำหรับณัฐมันยาวนานเหมือนเป็นชั่วโมง ก่อนที่เสียงปลดล็อกกลอนประตูจากด้านในจะดังขึ้น

'กริ๊ก...'

ลูกบิดประตูถูกหมุน บานประตูค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ

สิ่งที่ณัฐคาดหวังคือใบหน้าตกตะลึงระคนดีใจของสามี แต่ภาพที่ปรากฏอยู่หลังบานประตู กลับกลายเป็นสิ่งที่กระชากวิญญาณของเธอให้หลุดออกจากร่าง

ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ไม่ใช่ดล... แต่เป็น หญิงสาวแปลกหน้า รูปร่างบอบบาง ผิวพรรณขาวจัด ใบหน้าสวยเฉี่ยวอ่อนเยาว์ราวกับเด็กมหาวิทยาลัยเพิ่งแตกเนื้อสาว เส้นผมยาวสลวยของเธอยังคงเปียกชื้นจากการสระผม และสิ่งที่ทำให้ณัฐแทบจะหยุดหายใจคือ... หญิงสาวคนนี้มีเพียง 'ผ้าขนหนูสีขาวผืนเดียว' พันรอบหน้าอก อวดเรียวขาขาวเนียนและไหล่มนอย่างไม่ปิดบัง กลิ่นสบู่เหลวและน้ำหอมกลิ่นฟรุตตี้ราคาถูกลอยมากระทบจมูกของณัฐอย่างจัง

หญิงสาวแปลกหน้าเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นผู้หญิงวัยสามสิบยืนจูงมือเด็กผู้ชายอยู่หน้าห้อง เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ สไตล์คนไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ

"มาหาใครคะ? ผิดห้องหรือเปล่า?"

เสียงนั้นเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางแสกหน้าของณัฐ สมองของเธอขาวโพลน ริมฝีปากสั่นระริกจนไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้

และก่อนที่ณัฐจะได้ตอบอะไร สายตาของเธอก็มองข้ามไหล่บอบบางของหญิงสาวคนนั้น ทะลุเข้าไปภายในห้องที่สว่างไสว แอร์เย็นฉ่ำพัดโชยออกมา เตียงนอนขนาดคิงไซส์ยับยู่ยี่ และที่หน้าทีวีจอแบนขนาดใหญ่กลางห้อง...

ดล... สามีของเธอ พ่อของลูกเธอ... กำลังยืนหันหลังให้ประตู มือถือแก้วน้ำเปล่ากำลังยกขึ้นดื่ม เขาสวมเพียงกางเกงยีนส์ขายาวตัวเดียวที่ยังไม่ได้รูดซิปให้เรียบร้อย ท่อนบนเปลือยเปล่าอวดแผงอกและรอยสักที่ณัฐคุ้นเคยดีกว่าใคร

"ใครมาอะเมย์... ไอ้ยามมันมาเก็บค่าส่วนกลางอีกแล้วเหรอ พี่เพิ่งจ่ายไปเมื่อวานเองนะ..."

ดลพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ ก่อนจะค่อยๆ หันหน้ากลับมามองที่ประตู

วินาทีที่ดวงตาของชายวัยสี่สิบสบเข้ากับดวงตาที่เบิกกว้างของณัฐ... และสบเข้ากับใบหน้าเปื้อนยิ้มของ 'ข้าวปั้น' ที่กำลังถือรูปวาดครอบครัวค้างไว้ในมือ...

แก้วน้ำในมือของดลก็ร่วงหล่นลงกระแทกพื้นกระเบื้อง

เพล้ง!!

เสียงเศษแก้วแตกกระจายดังก้องกังวานไปทั่วห้อง... แต่มันคงไม่ดังเท่าเสียง 'ปราสาททราย' แห่งความเชื่อใจของณัฐ ที่เพิ่งจะพังครืนลงมาแหลกสลายไม่มีชิ้นดี...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel