บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 หยาดน้ำตาที่ไม่อนุญาตให้รินไหล

เพล้ง!!

เสียงแก้วน้ำที่หล่นกระแทกพื้นแตกกระจายดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของณัฐ แต่มันกลับดูเงียบงันเมื่อเทียบกับเสียงหัวใจของเธอที่กำลังแตกสลาย เศษแก้วที่กระเด็นไปทั่วพื้นห้อง ไม่ต่างอะไรกับความเชื่อใจตลอดสิบปีที่ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดในวินาทีเดียว

เวลาในโถงทางเดินชั้นหนึ่งของอพาร์ตเมนต์หรูหราดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

ดลยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง ใบหน้าที่เคยมั่นใจและเต็มไปด้วยความสุขฉาบฉวย บัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับคนตาย ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริกอ้าๆ หุบๆ พยายามจะเค้นเสียงออกมา แต่ลำคอกลับแห้งผาก หน้าอกเปลือยเปล่าที่สะท้อนแสงไฟและกางเกงยีนส์ที่ยังไม่ได้รูดซิป คือหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุด

เมย์... หญิงสาวในชุดผ้าขนหนูผืนเดียวที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดเมื่อเห็นอาการของชายหนุ่มในห้อง เธอหันกลับมามองผู้หญิงวัยสามสิบในชุดทำงานเรียบๆ และเด็กผู้ชายที่ยืนจับมือกันอยู่หน้าห้องอีกครั้ง สายตาของเด็กสาววัยยี่สิบสองเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและรำคาญใจ

"ตกลงมาหาใครคะ? ป้ามาเคาะผิดห้องแล้วมั้ง ไม่เห็นหรือไงว่าคนเขากำลัง..."

เมย์ตั้งใจจะพูดจายั่วโมโห แต่เสียงของเธอก็ต้องขาดห้วงไป เมื่อดลตะโกนแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเทา

"ณัฐ...! ข้าวปั้น...!"

ชื่อที่หลุดออกจากปากของดล ทำให้เมย์ชะงักงัน เธอหันขวับไปมองดล สลับกับมองหน้าณัฐ ดวงตาที่กรีดอายไลเนอร์เฉี่ยวคมเริ่มเบิกกว้างเมื่อตระหนักได้ว่า 'ป้า' ตรงหน้าคือใคร

ส่วนณัฐ... เธอไม่ได้ยินเสียงที่กำลังตื่นตระหนกในห้องอีกต่อไป สติของเธอถูกดึงกลับมาที่มือเล็กๆ ของข้าวปั้นที่กำลังกระตุกชายกระโปรงของเธอเบาๆ

"แม่..."

เสียงใสๆ ของเด็กเจ็ดขวบดังขึ้นท่ามกลางความเงียบอันน่าอึดอัด ข้าวปั้นเงยหน้ามองณัฐด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน ไร้เดียงสา มืออีกข้างยังคงกำกระดาษวาดรูปครอบครัวเอาไว้แน่น

"ผู้หญิงคนนั้นคือใคร..."

คำถามของลูกชายเปรียบเสมือนมีดกรีดลงกลางใจ ณัฐรู้สึกถึงก้อนสะอื้นที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ความร้อนผ่าวแล่นมารวมกันที่กระบอกตา ทว่าในฐานะคนเป็นแม่ เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพังทลาย เธอไม่อยากให้ภาพความทรงจำที่เลวร้ายนี้ประทับลงในสมองของลูก ไม่อยากให้ลูกต้องมารับรู้ความโสมมของผู้เป็นพ่อตั้งแต่อายุเท่านี้

ณัฐสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต เธอพยายามบังคับตัวเองให้ยืนหยัดอย่างมั่นคง แต่สัญชาตญาณความเจ็บปวดของมนุษย์ไม่อาจซ่อนเร้นได้มิด... 'มือของเธอสั่น' สั่นจนถุงผ้าที่ใส่ข้าวกล่องแกว่งไปมาอย่างควบคุมไม่ได้

ณัฐก้มหน้าลงมองลูกชาย เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง พยายามกลืนก้อนเลือดในคอลงไป ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ที่ฝืนที่สุดในชีวิตให้ลูก แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด

"เพื่อนของคุณพ่อค่ะลูก"

เมย์หน้าชาไปชั่วขณะกับสรรพนามนั้น ส่วนดลเหมือนถูกตบหน้าเรียกสติ เขาก้าวพรวดพราดเข้ามาหาประตูหมายจะคว้าตัวภรรยา แต่สะดุดขากางเกงตัวเองที่ยังไม่ได้รูดซิปจนเกือบหน้าคะมำ

"ณัฐ! เดี๋ยว! ฟังพี่ก่อน มันไม่ใช่อย่างที่ณัฐคิดนะ!"

ดลละล่ำละลัก ร้องเรียกชื่อเธออย่างคนเสียสติ

ณัฐเงยหน้าขึ้นจากลูกชาย และหันไปมองหน้าสามี... ผู้ชายที่เธออุตส่าห์อดนอนเพื่อทำบัญชีหาเงินมาใช้หนี้ให้ ผู้ชายที่เธอเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ผู้ชายที่เพิ่งบอกกับลูกว่า 'รักที่สุดในโลก'

ดวงตาของณัฐแดงก่ำ น้ำตาแห่งความร้าวรานและความสมเพชคลอหน่วยอยู่เต็มเบ้าตา แต่นักบัญชีสาวผู้เด็ดเดี่ยวสั่งการสมองอย่างเฉียบขาด... 'เธอไม่อนุญาตให้น้ำตาแม้แต่หยดเดียว ไหลออกมาให้คนพวกนี้เห็น' เธอจะไม่ยอมให้เมียน้อยวัยกระเตาะและสามีมักง่าย ได้เห็นความอ่อนแอของเธอเด็ดขาด

ณัฐ "ไม่เอะอะ" ไม่โวยวาย ไม่กรีดร้อง ไม่พุ่งเข้าไปตบตีแย่งชิงผู้ชายที่ไม่มีค่าพอให้ลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว เธอเพียงแค่มองหน้าดลด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นเยียบที่สุด... สายตาที่มองทะลุตัวเขาไปราวกับว่าเขาเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไร้ตัวตน

เธอละสายตาจากสามี หันกลับมามองข้าวปั้น กระชับมือที่จับลูกชายไว้ให้แน่นขึ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นจนคนฟังขนลุก

"กลับบ้านกันเถอะลูก…พ่อเขาไม่สะดวก"

พูดจบ ณัฐก็หันหลังกลับทันที เธอจูงมือข้าวปั้นเดินไปตามโถงทางเดินอย่างสง่างามและมั่นคง ทิ้งกล่องอาหารที่ตั้งใจทำมาเซอร์ไพรส์ลงในถังขยะที่มุมทางเดินอย่างไม่ไยดี เสียงฝีเท้าของเธอสม่ำเสมอ ไม่มีอาการลังเลหรือหันหลังกลับไปมองอีกเลย

"ณัฐ!! เดี๋ยวก่อน! ณัฐ!!"

เสียงตะโกนเรียกของดลดังไล่หลังมา พร้อมกับเสียงตบตีและเสียงกรี๊ดร้องของเมย์ที่พยายามดึงรั้งตัวเขาไว้ไม่ให้วิ่งตามออกไปในสภาพเกือบเปลือย

ปัง!!

ประตูปิดลง ตัดขาดโลกอันเน่าเฟะใบนั้นออกจากสายตาของณัฐอย่างสมบูรณ์

ภายในรถเก๋งคันเล็กที่กำลังแล่นฝ่าความมืดของมอเตอร์เวย์กลับสู่กรุงเทพฯ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงแอร์

ข้าวปั้นนั่งนิ่งอยู่ที่เบาะหลัง เด็กน้อยรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากน้ำเสียงและมือที่เย็นเฉียบของแม่ เขาไม่กล้าถามอะไรต่อ ได้แต่ก้มมองรูปวาดครอบครัวในมือที่ตอนนี้ยับยู่ยี่จากการถูกบีบแน่น ก่อนที่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางจะทำให้เด็กน้อยเผลอหลับไปในที่สุด

เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของลูกชาย ณัฐที่นั่งจับพวงมาลัยรถอยู่ก็ไม่อาจกลั้นความรู้สึกได้อีกต่อไป

หยาดน้ำตาที่เธอสะกดกลั้นเอาไว้ พังทลายทะลักทลายลงมาอาบสองแก้ม เธอร้องไห้อย่างไร้เสียง กัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือดเพื่อไม่ให้สะอื้นจนลูกตื่น น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนหลังมือที่สั่นเทาที่จับพวงมาลัย

ภาพของดลที่เปลือยอก ภาพของเมย์ในชุดผ้าขนหนู กลิ่นน้ำหอม และรองเท้าแตะสีชมพูคู่นั้น มันฉายวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง สิบปีที่เธอทนแบกรับหนี้สิน ทนเป็นแม่บ้านที่แสนดี ทนรอคอยเศษเสี้ยวเวลาจากเขา ทุกอย่างมันคือเรื่องหลอกลวง เขานำเงินที่เธอหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อ ไปปรนเปรอผู้หญิงอื่นในอพาร์ตเมนต์หรูหรา ในขณะที่เธอกับลูกต้องประหยัดและจัดการกับหนี้บัตรเครดิตที่เขาสร้างขึ้น

"พี่ทำงานเหนื่อย เพื่ออนาคตของเรา..."

คำพูดของเขาดังก้องในหัว

"ตอแหล..."

ณัฐเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำตากลายเป็นความโกรธแค้นที่ลุกโชนอยู่ในอก

เมื่อความเสียใจพัดผ่านไปจนสุดขีด ทักษะของ 'พนักงานบัญชี' ในตัวณัฐก็เริ่มทำงาน สมองที่เคยเต็มไปด้วยความรักและความหวังดี ถูกแทนที่ด้วยตรรกะและเหตุผล เธอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว ตัวเลขที่ขาดหายไป สลิปบัตรเครดิตที่ยอดพุ่งกระฉูดในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา วันหยุดที่เขาหายตัวไป ทุกอย่างมันชัดเจนแล้วว่าดลไม่ได้เพิ่งพลาดพลั้ง แต่มันคือการวางแผนนอกใจอย่างเป็นระบบ

ณัฐปาดน้ำตาทิ้งด้วยหลังมืออย่างลวกๆ แววตาของเธอเปลี่ยนจากภรรยาที่น่าสงสาร กลายเป็นผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวและเยือกเย็น

‘เตรียมตัวรับผลกรรมที่ก่อไว้ได้เลย พี่ดล... ฉันจะไม่ยอมเป็นควายให้พี่หลอกสูบเลือดสูบเนื้ออีกต่อไป และพี่จะไม่มีวันได้แตะต้องลูกของฉันอีก!’

ณ ห้องหมายเลข 110 ในอพาร์ตเมนต์หรูที่ชลบุรี

สภาพภายในห้องราวกับเพิ่งผ่านพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ ดลผลักเมย์ออกห่างอย่างแรงจนเด็กสาวล้มลงไปกองกับเตียง เขาหน้าตาตื่นตระหนก มือสั่นเทาขณะพยายามควานหาเสื้อเชิ้ตที่ถูกโยนทิ้งไว้บนโซฟามาสวม รูดซิปกางเกงยีนส์อย่างลุกลี้ลุกลน ราวกับคนเสียสติ

"นี่มันเรื่องอะไรกันพี่ดล! อีนั่นเป็นใคร! แล้วเด็กนั่นล่ะ!"

เมย์ตวาดลั่นห้อง ลุกขึ้นมายืนตระหง่าน มือชี้หน้าดลด้วยความโกรธจัดที่ถูกหักหน้า

"ไหนพี่บอกว่าโสดไง! ไหนบอกว่าไม่มีเมียไง!"

ดลหันมามองเมย์ด้วยสายตาขุ่นมัว ความหลงใหลที่เคยมีปลิวหายไปในพริบตาเมื่อเผชิญกับหายนะของจริง

"หยุดโวยวายสักทีเมย์! ผู้หญิงคนนั้น... ผู้หญิงคนนั้นคือณัฐ เมียพี่เอง! ส่วนเด็กนั่นก็ลูกพี่!"

คำสารภาพที่หลุดออกมาทำเอาเมย์อ้าปากค้าง ความจริงตบหน้าเธออย่างจัง ชายหนุ่มสายเปย์ที่เธอคิดว่าจะฝากผีฝากไข้และรีดไถเงินได้ยาวๆ กลับกลายเป็นคนมีพันธะแถมเมียยังตามมาจับได้ถึงเตียง

"ไอ้เลว! พี่หลอกเมย์! พี่เอาเมย์มาเป็นเมียน้อยเหรอ!"

เมย์แผดเสียง ก้าวเข้าไปทุบอกดลอย่างแรง

"พี่ต้องรับผิดชอบเมย์นะ พี่จะทิ้งเมย์ไปแบบนี้ไม่ได้!"

"โอ๊ย! ปล่อยเว้ย! พี่ไม่มีเวลามารับผิดชอบอะไรตอนนี้ทั้งนั้น!"

ดลสะบัดแขนออกอย่างแรงจนเมย์เซถลา

"พี่ต้องตามณัฐไป! ถ้าณัฐโกรธจนขอหย่า พี่ฉิบหายแน่! หนี้สินที่พี่สร้างไว้ใครจะจ่าย!"

คำพูดที่เห็นแก่ตัวที่สุดหลุดออกจากปากดลโดยไม่รู้ตัว มันเผยให้เห็นสันดานดิบว่าที่เขากลัวเสียณัฐไป ไม่ใช่เพราะรักจนขาดไม่ได้ แต่เป็นเพราะเขากลัวขาด 'คนจ่ายหนี้' และ 'แม่บ้าน' ที่คอยดูแลชีวิตที่เละเทะของเขาต่างหาก

ดลคว้ากุญแจรถกระบะและกระเป๋าสตางค์วิ่งพรวดพราดออกจากห้องไป ทิ้งให้เมย์ยืนอึ้งอยู่ท่ามกลางความเงียบ เมย์มองตามหลังชายที่เพิ่งพร่ำบอกรักเธอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนด้วยสายตาเคียดแค้น

"คิดว่าจะสลัดฉันทิ้งง่ายๆ เหรอ... ฝันไปเถอะ!"

เด็กสาววัยยี่สิบสองกัดฟันกรอด แววตาร้ายกาจฉายชัดขึ้นมาแทนที่ความตกใจ เธอไม่ใช่เด็กสาวใสซื่อที่จะยอมถูกฟันแล้วทิ้งฟรีๆ แน่นอน

ดลเหยียบคันเร่งรถกระบะมิดไมล์ แซงซ้ายปาดขวาไปตามมอเตอร์เวย์ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับจังหวะกลองรบ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผากแม้แอร์ในรถจะเย็นเฉียบ

ในหัวของเขาตอนนี้กำลังตีรวนประมวลผลหา 'คำแก้ตัว' สารพัดวิธีที่จะทำให้ณัฐใจอ่อน

‘บอกว่าแค่เหงา... บอกว่าเมย์เป็นแค่เด็กไซด์ไลน์ที่เรียกมาครั้งเดียว... บอกว่าลูกน้องจ้างมาให้... ไม่สิ ณัฐฉลาดเกินไป หลอกแบบนั้นไม่ได้’

เขาพยายามโทรหาณัฐซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เสียงที่ตอบกลับมามีเพียงระบบฝากข้อความ ณัฐปิดเครื่องหนีเขาไปแล้ว ยิ่งติดต่อไม่ได้ ดลก็ยิ่งสติแตก เขาจำแววตาของณัฐหน้าห้องได้ดี มันไม่ใช่แววตาของความน้อยใจแบบที่เขาเคยง้อสำเร็จ แต่มันคือแววตาของคนที่ 'หมดความรู้สึก' ไปแล้ว

"โธ่เว้ยยยย!! ทำไมต้องมาวันนี้วะ!"

ดลทุบพวงมาลัยรถระบายอารมณ์ โทษโชคชะตา โทษความซวย โทษทุกอย่างบนโลกใบนี้ ยกเว้น... การกระทำอันโสมมและมักง่ายของตัวเอง

เขาปลอบใจตัวเองด้วยความเข้าข้างตัวเองอย่างถึงที่สุด ‘ไม่หรอก... ณัฐรักเราจะตาย ณัฐไม่มีทางทิ้งเราไปหรอก โดยเฉพาะข้าวปั้น ณัฐรักลูกมาก ณัฐไม่มีทางยอมให้ลูกขาดพ่อหรอก... ใช่ แค่เราคุกเข่าอ้อนวอน ขอโทษนิดหน่อย สัญญาว่าจะเลิกเด็ดขาด ณัฐก็ต้องยอมใจอ่อนเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ’

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel