บทที่ 2 เพื่ออนาคต
วันหยุดสุดสัปดาห์ควรเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวได้ใช้ร่วมกัน แต่สำหรับบ้านของณัฐ มันมักจะเป็นเพียงวันพักฟื้นจากอาการเมาค้างของหัวหน้าครอบครัว
เช้าวันอาทิตย์ เวลาสิบโมงกว่าแล้ว แต่ผ้าม่านในห้องนอนใหญ่ยังคงปิดทึบ เสียงกรนเป็นจังหวะของดลดังลอดออกมาให้ได้ยินเป็นระยะ ณัฐกำลังง่วนอยู่กับการตากผ้ากองโตอยู่ที่หลังบ้าน เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามกรอบหน้า ในขณะที่สมองก็ยังคงคิดคำนวณถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะในสัปดาห์หน้าที่จะมาถึง
"แม่ณัฐครับ..."
เสียงใสๆ ของข้าวปั้นดังขึ้นพร้อมกับแรงกระตุกเบาๆ ที่ชายเสื้อ เด็กชายอยู่ในชุดหล่อเต็มยศ เสื้อยืดลายการ์ตูนตัวเก่งกับกางเกงยีนส์ขาสั้น ในมือถือกระปุกออมสินรูปหมูที่เต็มไปด้วยเหรียญ
"เมื่อไหร่พ่อดลจะตื่นครับ พ่อบอกว่าวันนี้จะพาไปดูหุ่นยนต์ที่ห้าง"
แววตาเปี่ยมความหวังของลูกชายทำเอาณัฐจุกในอก เธอจำได้ดีว่าเมื่อคืนวันศุกร์ ดลรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะพาข้าวปั้นไปซื้อของเล่นชิ้นใหม่เพื่อเป็นรางวัลที่สอบได้คะแนนเต็มวิชาคณิตศาสตร์ แต่เมื่อคืนวันเสาร์ เขากลับไปดื่มสังสรรค์กับลูกน้องจนกลับมาถึงบ้านตอนตีสี่
ณัฐย่อตัวลงลูบหัวลูกชายเบาๆ ส่งยิ้มที่พยายามฝืนให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
"พ่อทำงานหนักมาทั้งอาทิตย์เลยครับลูก ตอนนี้พ่อคงเหนื่อยมาก ปั้นให้พ่อนอนพักอีกหน่อยดีไหมลูก เดี๋ยวตอนบ่ายๆ แม่พาไปกินไอศกรีมรอพ่อตื่นนะ"
"แต่พ่อสัญญาแล้วนี่นา..."
ข้าวปั้นก้มหน้ามองพื้น เสียงเริ่มสั่น
"พ่อสัญญาแบบนี้มาสามอาทิตย์แล้ว พ่อไม่เคยตื่นเลย"
คำพูดซื่อๆ ของเด็กเจ็ดขวบเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงใจคนเป็นแม่ ณัฐดึงลูกเข้ามากอดแน่น เธอไม่มีคำแก้ตัวใดๆ ให้สามีอีกแล้ว ความถี่ของการ 'ผิดสัญญา' เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ดลมักจะอ้างว่างานยุ่ง เครียด ต้องเข้าสังคม แต่เวลาที่เขาอยู่ที่บ้าน เขากลับเอาแต่หมกตัวอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ไถดูโซเชียลมีเดีย หรือไม่ก็แชทคุยกับกลุ่มเพื่อน โดยปล่อยให้ณัฐรับบทเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน
บ่ายวันนั้น กว่าดลจะงัวเงียตื่นขึ้นมาก็ปาเข้าไปบ่ายสามโมง เขาเดินหัวเสียลงมาจากชั้นบน บ่นอุบอิบเรื่องเสียงทีวีที่ข้าวปั้นเปิดดูการ์ตูนว่าดังหนวกหู แทนที่จะเอ่ยคำขอโทษลูกที่ผิดสัญญา เขากลับเดินไปหยิบกุญแจรถแล้วหันมาบอกณัฐหน้าตาเฉย
"ณัฐ เดี๋ยวพี่ออกไปเตะบอลกับพวกไอ้ชิตหน่อยนะ นัดกันไว้สี่โมงเย็น"
"พี่ดล! แล้วที่สัญญากับลูกไว้ล่ะคะ ข้าวปั้นแต่งตัวรอพี่ตั้งแต่เช้าแล้วนะ"
ณัฐหมดความอดทน เสียงของเธอแข็งขึ้นมาทันที
ดลชะงัก ชำเลืองมองลูกชายที่นั่งหน้าจ๋อยอยู่หน้าทีวี ก่อนจะทำหน้าหงุดหงิดเหมือนถูกบังคับ
"โธ่เอ๊ย... ก็พี่เพิ่งตื่น แฮงก์ก็แฮงก์ จะให้ขับรถไปห้างตอนนี้ได้ไงเล่า รถก็ติด เอาไว้อาทิตย์หน้าแล้วกันนะปั้นนะ เข้าใจพ่อหน่อยสิ พ่อทำงานหาเงินมาเหนื่อยๆ วันหยุดก็อยากไปออกกำลังกายผ่อนคลายบ้าง ทำไมชอบทำตัวงอแงให้พ่อเครียดนักนะ"
เขาโยนความผิดให้เด็กเจ็ดขวบอย่างหน้าไม่อาย ก่อนจะคว้ากระเป๋ากีฬาเดินออกจากบ้านไป ทิ้งให้ณัฐนั่งนิ่งมองแผ่นหลังของสามีด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ช่องว่างระหว่างเธอกับเขามันไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่มันค่อยๆ ถ่างกว้างออกทีละนิด จากความละเลย จากข้ออ้าง และจากความเห็นแก่ตัวของเขาเอง
จนกระทั่งกลางเดือน ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ
เย็นวันหนึ่ง ดลกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายวาววับราวกับคนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เขาเดินตรงดิ่งเข้ามาสวมกอดณัฐที่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวจนเธอลอบสะดุ้ง
"ณัฐ! ข่าวดีสุดๆ เลย วันนี้เฮียเจ้าของบริษัทเรียกพี่เข้าไปคุย เขาจะให้พี่เป็นหัวหน้าคุมโปรเจกต์สร้างรีสอร์ตหรูที่ต่างจังหวัด!"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ณัฐปิดเตาแก๊ส หันมามองหน้าสามีด้วยความประหลาดใจระคนกังวล
"ต่างจังหวัด? ที่ไหนคะ แล้วต้องไปนานแค่ไหน?"
"ที่ชลบุรี! โปรเจกต์ใหญ่มาก คาดว่าน่าจะกินเวลาสักสามถึงสี่เดือน"
ดลอธิบายฉอดๆ มือไม้เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา
"แต่ที่สำคัญคือ เฮียแกบอกว่าถ้างานนี้เสร็จทันกำหนด จะมีโบนัสก้อนโตให้พี่ แถมมีค่าเบี้ยเลี้ยงรายวันให้อีกต่างหาก คราวนี้แหละณัฐ หนี้บัตรเครดิตที่เรามี หรือหนี้ที่พี่ไปค้ำประกันไอ้ชิตไว้ พี่จะเคลียร์ให้เกลี้ยงเลย เราจะได้ลืมตาอ้าปากกันสักที!"
คำว่า 'เคลียร์หนี้' เป็นเหมือนมนต์สะกดที่ทำให้ณัฐนิ่งอึ้งไป เธอรู้ดีว่าสถานะการเงินของบ้านตอนนี้เข้าขั้นวิกฤต ถ้าได้เงินก้อนมาโปะหนี้จริงๆ มันคงต่อลมหายใจให้ครอบครัวได้มาก แต่ลึกๆ ในใจ สัญชาตญาณบางอย่างของเธอกลับร้องเตือน การปล่อยให้ผู้ชายรักสนุกอย่างดลไปอยู่ไกลหูไกลตาเป็นเวลาหลายเดือน มันเหมือนการปล่อยเสือเข้าป่า
"สามสี่เดือนเลยเหรอคะพี่ดล... แล้วข้าวปั้นล่ะ ลูกติดพี่มากนะ ถ้าพี่ไม่อยู่บ้านนานขนาดนั้น..."
"โธ่ณัฐ..."
ดลจับไหล่ภรรยาทั้งสองข้าง บีบเบาๆ พร้อมส่งสายตาจริงจังที่เขาถนัด
"พี่ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นนะ พี่ไปทำงาน ไปสร้างอนาคตให้ครอบครัวเรา สมัยนี้มีวิดีโอคอล คุยกันเห็นหน้าได้ทุกวันแหละน่า พี่สัญญาว่าจะโทรหาปั้นทุกคืนก่อนนอนเลย ณัฐก็อดทนหน่อยนะ ถือว่าช่วยๆ กัน เพื่อความสบายของเราในวันข้างหน้าไง"
เขาใช้คำว่า 'ครอบครัว' และ 'อนาคต' มาเป็นเกราะกำบังอีกครั้ง และเหมือนทุกครั้ง... ณัฐจำต้องพยักหน้ารับเงียบๆ เพราะเมื่อเอาตัวเลขหนี้สินมากางดู เธอไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้เลย
ช่วงเวลาเตรียมตัวก่อนเดินทางของดลเป็นไปอย่างคึกคักอย่างน่าประหลาด แทนที่จะเตรียมอุปกรณ์ทำงานหรือเสื้อผ้าเก่าๆ สำหรับลุยไซต์งาน เขากลับแวะห้างสรรพสินค้า ซื้อเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมตัวใหม่ น้ำหอมขวดใหม่ และรองเท้าผ้าใบราคาแพง
"พี่ต้องเอาไว้ใส่ไปคุยงานกับผู้ใหญ่ที่นู่นไง ต้องดูภูมิฐานหน่อย"
เขาแก้ตัวเมื่อเห็นณัฐมองดูถุงชอปปิงด้วยสายตาตั้งคำถาม ณัฐไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่ช่วยเขาจัดกระเป๋าอย่างเงียบเชียบ พับเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ด้วยหัวใจที่โหวงเหวง
วันเดินทางมาถึง ดลกอดหอมข้าวปั้นชุดใหญ่ สัญญานักหนาว่าจะซื้อของเล่นชิ้นใหญ่ที่สุดมาฝาก เขาดึงณัฐเข้าไปกอดและหอมแก้ม
"ดูแลตัวเองกับลูกดีๆ นะ พี่ไปสร้างเนื้อสร้างตัวก่อน แล้วจะรีบกลับมา"
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ฟังดูสวยหรู ก่อนที่รถกระบะของเขาจะแล่นออกไปจากหมู่บ้าน ทิ้งให้ณัฐและข้าวปั้นยืนมองจนลับสายตา
สองสัปดาห์แรก ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามที่ดลสัญญา เขาโทรหาวิดีโอคอลมาหาข้าวปั้นทุกคืน เล่าถึงความก้าวหน้าของงาน และบ่นเรื่องความเหนื่อยล้าให้ณัฐฟัง
แต่พอเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม... ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป
“ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด... ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่คุณเรียก...”
เสียงระบบอัตโนมัติดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนวันศุกร์ ข้าวปั้นนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟา มองหน้าจอโทรศัพท์ของแม่ด้วยดวงตาที่เริ่มมีน้ำใสๆ คลอเบ้า
"ทำไมพ่อไม่รับสายปั้นเลยครับแม่ณัฐ วันนี้ปั้นวาดรูประบายสีได้ดาวตั้งสามดวง อยากอวดพ่อดล"
ณัฐลูบหลังลูกชายด้วยความสงสาร ซ่อนความร้อนรนไว้ในใจ
"สงสัยพ่อคงเหนื่อยจนหลับไปแล้วมั้งครับลูก หรือไม่ก็ไปกินข้าวกับลูกค้า วันนี้วันศุกร์ด้วยสิ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าแม่ให้พ่อโทรหานะ"
แต่เช้าวันเสาร์ ดลก็ไม่ได้โทรมา เมื่อณัฐทักไลน์ไปหา ข้อความก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ข้ามวัน กว่าเขาจะตอบกลับมาก็เป็นช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ด้วยข้อความสั้นๆ ห้วนๆ ว่า
‘โทษที งานยุ่งมาก เมื่อคืนเผลอหลับไปเลย ฝากหอมปั้นด้วย’
ข้อความสั้นๆ ที่ไม่มีแม้แต่คำถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ไม่มีวิดีโอคอลมาขอดูหน้าลูกเหมือนเคย ความถี่ในการติดต่อลดลงจากทุกวัน กลายเป็นสามวันครั้ง และกลายเป็นสัปดาห์ละครั้งในที่สุด
ทุกครั้งที่รับสาย เสียงแวดล้อมฝั่งดลมักจะมีเสียงอึกทึก เสียงดนตรี หรือเสียงแก้วกระทบกัน เขามักจะอ้างว่า 'เลี้ยงรับรองลูกค้า' 'ประชุมเครียด' 'กินข้าวกับลูกน้อง' ก่อนจะรีบตัดสายทิ้งด้วยความรำคาญเมื่อณัฐถามเซ้าซี้เรื่องเงินค่าใช้จ่ายในบ้านที่เขาไม่ได้โอนมาให้ตามที่ตกลงกันไว้
ความเหนื่อยล้าจากการทำงานประจำบวกกับการเลี้ยงลูกคนเดียว ทำให้ณัฐแทบไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่าน แต่สัญชาตญาณความเป็นภรรยากำลังกรีดร้องบอกเธอว่า มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ดลไม่เคยห่างเหินขนาดนี้ แม้เขาจะเป็นคนเจ้าสำราญ แต่เขาไม่เคยเพิกเฉยต่อข้าวปั้นถึงขั้นไม่ยอมรับสายเป็นสัปดาห์ๆ
คืนหนึ่ง หลังจากกล่อมลูกชายที่ร้องไห้คิดถึงพ่อจนหลับไป ณัฐเดินมาหยุดที่หน้าปฏิทินแบบตั้งโต๊ะ เธอหยิบปากกาวงกลมสีแดงลงบนวันที่ของวันศุกร์ที่จะถึงนี้ มันเป็นวันหยุดยาวติดต่อกันสามวันของโรงเรียนข้าวปั้น
ด้วยความเป็นห่วง และคิดถึงสามี ณัฐตัดสินใจจะไปเซอร์ไพรส์เขาที่ชลบุรี
เธอเริ่มจัดกระเป๋าใบเล็กอย่างเงียบเชียบ เตรียมเสื้อผ้าของเธอและลูก พร้อมกับคิดเมนูอาหารโปรดของดลที่ตั้งใจจะทำใส่กล่องไปเซอร์ไพรส์
