บทที่ 1 อด และ ทน
เสียงเข็มนาฬิกาแขวนผนังเดินดังเป็นจังหวะในความเงียบสงัดของเวลาตีสอง มันเป็นเสียงเดียวที่แข่งกับเสียงสะท้อนจากแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊กบนโต๊ะกินข้าวขนาดกะทัดรัดกลางบ้านทาวน์โฮมสองชั้น
ณัฐชา หรือ 'ณัฐ' หญิงสาววัยสามสิบปีในชุดนอนผ้าฝ้ายสีซีด นั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าหน้าจอที่สว่างวาบ แสงสีฟ้าสะท้อนแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ใต้ตาของเธอคล้ำช้ำจากการพักผ่อนไม่พอ แต่ถึงอย่างนั้น นิ้วเรียวก็ยังคงขยับพิมพ์ตัวเลขลงในตารางเอ็กเซลอย่างแม่นยำและรวดเร็ว อาชีพ พนักงานบัญชีไม่ได้เป็นแค่หน้าที่การงานในเวลากลางวัน แต่มันหล่อหลอมให้เธอเป็นคนมีระเบียบ รักความถูกต้อง และเชื่อมั่นในตัวเลขมากกว่าคำพูดของมนุษย์
โดยเฉพาะคำพูดของ... สามีตัวเอง
สายตาของณัฐไล่มองตัวเลขสีแดงในช่อง ‘รายจ่าย’ ของเดือนนี้ บิลบัตรเครดิตสามใบวางแผ่หราอยู่ข้างโน้ตบุ๊ก ยอดรวมของมันมากพอที่จะจ่ายค่าเทอมล่วงหน้าให้ ‘ข้าวปั้น’ ลูกชายวัยเจ็ดขวบของเธอได้ถึงสองเทอมเต็ม
‘ค่าเปลี่ยนล้อแม็กรถกระบะ 25,000 บาท’ ‘ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ร้านคาราโอเกะ V.I.P 8,500 บาท’ ‘ค่าเหล้าต่างประเทศ (งานเลี้ยงปิดไซต์งาน) 12,000 บาท’
ณัฐถอนหายใจยาวจนไหล่ลู่ เธอหยิบปากกาเน้นข้อความสีเหลืองขีดทับรายการพวกนั้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยอดเงินติดลบของครอบครัวมาจากรสนิยม ‘หน้าใหญ่ใจโต’ ของ ดล สามีวัยสี่สิบปีของเธอ ดลเป็นหัวหน้าคุมงานก่อสร้างที่ดูแลโปรเจกต์หมู่บ้านจัดสรรในตัวจังหวัด เขามีลูกน้องใต้บังคับบัญชาหลายสิบคน เป็นคนกว้างขวาง เป็นที่รักของเพื่อนฝูง และเป็น ‘ป๋า’ ของทุกคน ยกเว้นกับครอบครัวตัวเอง
"เดือนนี้ก็ช็อตอีกแล้วสินะ"
เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ มือยกขึ้นนวดขมับที่เริ่มเต้นตุบๆ
เงินเดือนพนักงานบัญชีของเธอไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็มั่นคงพอที่จะดูแลค่าใช้จ่ายพื้นฐานในบ้านได้ ทว่าเมื่อต้องมาแบกรับ ‘หนี้สังคม’ ของสามี มันก็ทำให้สถานะการเงินของบ้านตึงเครียดจนสายป่านแทบจะขาด ณัฐต้องรับจ้างทำบัญชีอิสระหลังเลิกงานเพื่อหาเงินมาอุดรอยรั่วพวกนี้ โดยที่ดลไม่เคยรับรู้
เสียงเครื่องยนต์รถกระบะสี่ประตูคันใหญ่ดังแว่วมาจากหน้าบ้าน ตามด้วยเสียงเปิดประตูรั้วเหล็กที่ดังครืดคราด ณัฐรีบพับหน้าจอโน้ตบุ๊กลงและกวาดบิลบัตรเครดิตใส่แฟ้มอย่างรวดเร็ว เธอไม่อยากทะเลาะกับเขาในเวลานี้ พรุ่งนี้เธอต้องตื่นเช้าไปส่งลูกและไปทำงาน
ประตูบ้านถูกผลักเข้ามาพร้อมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกผสมกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์ที่ลอยมาเตะจมูก ดลเดินโซเซเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยทำให้ณัฐตกหลุมรักเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้แดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตที่เขาชอบใส่ทำงานถูกปลดกระดุมออกสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกและสร้อยทองเส้นโตที่เขาภูมิใจนักหนา
"อ้าว... เมียจ๋า ทำไมยังไม่นอนอีก รอพี่เหรอ"
ดลส่งยิ้มหวานหยดย้อย แววตาพราวระยับแบบที่เขามักใช้เอาตัวรอดเสมอเวลาทำผิด
"ณัฐเคลียร์บัญชีรับจ้างอยู่ค่ะ เพิ่งเสร็จ"
ณัฐตอบเสียงเรียบ พยายามรักษาระดับอารมณ์ให้ปกติที่สุด
"พี่ดลไปไหนมาคะ บอกณัฐว่าจะเลิกงานตั้งแต่ทุ่มนึง นี่มันตีสองแล้ว"
ดลเดินเข้ามาสวมกอดภรรยาจากด้านหลัง คางสากๆ ที่มีรอยหนวดเคราถูไถไปตามลาดไหล่ของเธอ ณัฐเบี่ยงตัวหนีเล็กน้อยเพราะทนกลิ่นเหล้าไม่ไหว แต่เขาก็ยังกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น
"โธ่... ก็วันนี้ทางเจ้าของโครงการเขาลงมาดูหน้างาน พี่ในฐานะหัวหน้าก็ต้องพาเขาไปเลี้ยงรับรองสิณัฐ งานสังคมน่ะ เข้าใจไหม คอนเนคชันมันสำคัญนะ ถ้าโปรเจกต์นี้ผ่านฉลุย โบนัสสิ้นปีพี่ออก พี่จะเอามาให้ณัฐหมดเลย เอ้า!"
คำสัญญาที่ได้ยินมาเป็นร้อยครั้ง แต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ณัฐหลับตาลงข่มความรู้สึก
"งานสังคมที่พี่ว่า มันต้องรูดบัตรเครดิตจ่ายค่าเหล้าขวดละหลายพันทุกอาทิตย์เลยเหรอคะพี่ดล เดือนนี้ยอดบัตรปาไปเกือบห้าหมื่นแล้ว ณัฐหมุนเงินไม่ทันแล้วนะ"
น้ำเสียงของณัฐเริ่มสั่น ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะเหนื่อยล้าเต็มที
ดลชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจและปล่อยแขนออกจากตัวเธอ เขาเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่ามาดื่มอึกใหญ่ แล้วหันมามองภรรยาด้วยสายตาที่เปลี่ยนเป็นหงุดหงิดเล็กน้อย
"อะไรกันนักหนาณัฐ พี่ออกไปทำงานหาเงินเข้าบ้าน เหนื่อยแทบตาย กลับมาเมียก็มานั่งบ่นเรื่องเงินอีก พี่เป็นหัวหน้าคนนะ จะให้กินข้าวแกงข้างทาง เลี้ยงโซดาลูกน้อง มันจะไปมีบารมีอะไร เดี๋ยวสิ้นเดือนพี่เบิกเบี้ยเลี้ยงล่วงหน้ามาโปะให้ก่อนก็ได้ พอใจไหม?"
"เบี้ยเลี้ยงล่วงหน้าพี่ก็เอาไปจ่ายค่าแต่งรถหมดแล้วไม่ใช่เหรอคะ"
ณัฐสวนกลับทันควัน ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในหัวของเธออย่างแม่นยำ
"พี่ดล ณัฐไม่ได้อยากบ่น แต่เรามีลูกนะ ข้าวปั้นกำลังจะขึ้น ป.2 ค่าเทอมก็ต้องจ่าย ค่าเรียนพิเศษอีก ณัฐอยากให้เราประหยัดลงบ้าง"
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นตึงเครียดขึ้นมาทันที ดลมองหน้าณัฐนิ่ง ก่อนจะปรับสีหน้ากลับมาเป็นผู้ชายใจดีคนเดิม เขาเดินเข้าไปจับมือณัฐ บีบเบาๆ แล้วส่งยิ้มอ่อนโยน
"พี่รู้ว่าณัฐเหนื่อย พี่ขอโทษนะที่ช่วงนี้ใช้เงินเยอะไปหน่อย แต่เชื่อพี่เถอะ ทุกอย่างที่พี่ทำ พี่ทำเพื่อครอบครัวเรา ทำเพื่อณัฐ ทำเพื่อข้าวปั้น อนาคตเราต้องสบายแน่ๆ... นะคนดี อย่าโกรธพี่เลย พรุ่งนี้พี่สัญญาว่าจะเลิกงานตรงเวลา แล้วเราพาลูกไปกินชาบูกัน พี่เลี้ยงเอง!"
ดลพูดจบก็หอมแก้มณัฐฟอดใหญ่ ก่อนจะเดินผิวปากอารมณ์ดีขึ้นบันไดไปอาบน้ำ ทิ้งให้ณัฐนั่งนิ่งอยู่กับที่ เธอรู้ดีว่า ‘พี่เลี้ยงเอง’ ของเขา สุดท้ายก็คือการยื่นบัตรเครดิตให้เธอไปจ่ายหนี้ในเดือนถัดไปอยู่ดี
ณัฐก้มมองมือตัวเองที่ถูกสามีบีบเมื่อครู่ ความอบอุ่นที่เคยมีมันจางหายไปนานแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกว่างเปล่า เธอตระหนักดีว่าสามีของเธอเป็นคนประเภท ‘น้ำเต็มแก้ว’ เขารักความสนุก รักหน้าตาทางสังคม และมักจะมีข้ออ้างที่ฟังดูดีเพื่อกลบเกลื่อนความไร้ความรับผิดชอบของตัวเองเสมอ เขาหลอกล่อให้คนอื่นตายใจด้วยคำพูดหวานหู... แต่ตัวเลขในบัญชีไม่เคยโกหกใคร
เช้าวันรุ่งขึ้น ณัฐตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง แม้จะได้นอนไปแค่สามชั่วโมง แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่ก็ปลุกให้เธอลุกขึ้นมาจัดการชีวิตประจำวัน เธอลงมาเตรียมข้าวกล่องให้ลูกชาย รีดชุดนักเรียน และเตรียมอาหารเช้าง่ายๆ อย่างไข่ดาวหมูแฮมไว้บนโต๊ะ
"ข้าวปั้น ตื่นได้แล้วครับลูก เดี๋ยวสายนะ"
ณัฐเดินเข้าไปในห้องนอนเล็ก ดึงผ้าห่มลายการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ออกเบาๆ
เด็กชายวัยเจ็ดขวบงัวเงียตื่นขึ้นมา ขยี้ตาปอยๆ ข้าวปั้นเป็นเด็กหน้าตาจิ้มลิ้ม ได้เค้าโครงหน้าหล่อเหลามาจากพ่อ แต่มีดวงตากลมโตและนิสัยช่างสังเกตเหมือนแม่
"แม่ณัฐครับ วันนี้พ่อดลไปส่งปั้นไหม"
เสียงเล็กๆ ถามขึ้นขณะเดินเตาะแตะไปเข้าห้องน้ำ
ณัฐชะงักไปนิดหนึ่ง เธอรู้ว่าดลเพิ่งได้นอนตอนตีสาม และคงไม่มีทางตื่นทันไปส่งลูกแน่นอน
"วันนี้พ่อทำงานหนักมากครับลูก ปล่อยให้พ่อนอนพักนะ เดี๋ยวแม่ขับรถไปส่งปั้นเอง วันนี้มีวิชาศิลปะที่ปั้นชอบด้วยนี่นา ไปอาบน้ำเร็ว"
ระหว่างที่ณัฐกำลังแต่งตัวให้ลูก ประตูห้องนอนใหญ่ก็เปิดออก ดลเดินงัวเงียออกมาในสภาพใส่กางเกงขาสั้นตัวเดียว เขาขยี้หัวฟูๆ เดินตรงดิ่งมาหาลูกชาย
"ไง ซูเปอร์ฮีโร่ของพ่อ ตื่นเช้าจังเลย"
ดลย่อตัวลงอุ้มข้าวปั้นขึ้นมาหอมแก้มซ้ายขวาจนเด็กชายหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
"พ่อดลหนวดทิ่มปั้น! ฮ่าๆๆ"
"ก็ใครสั่งให้ลูกชายพ่อแก้มหอมขนาดนี้ล่ะ หืม? วันนี้ตั้งใจเรียนนะลูก เป็นเด็กดีของแม่ณัฐเขานะ เข้าใจไหม"
"เข้าใจครับ! พ่อดลสู้ๆ นะครับ ทำงานหาเงินเยอะๆ มาซื้อหุ่นยนต์ให้ปั้นนะ"
ข้าวปั้นกอดคอพ่อแน่น
ภาพตรงหน้าทำให้ความโกรธเคืองที่สะสมมาเมื่อคืนของณัฐบรรเทาลงบ้าง แม้ดลจะเป็นสามีที่ไม่ได้เรื่องในสายตาของเธอ เป็นคนสร้างหนี้สินและโยนภาระให้เธอแบกรับ แต่ในสายตาของข้าวปั้น ดลคือ ‘ฮีโร่’ คือพ่อที่ตลก ใจดี และเป็นโลกทั้งใบของเขา ดลรู้วิธีเอาใจเด็ก พอๆ กับที่เขารู้วิธีเอาใจคนทั้งโลก
นี่คือเหตุผลเดียว... เหตุผลเดียวจริงๆ ที่ทำให้ผู้หญิงฉลาดๆ อย่างณัฐ ยอมหลับตาข้างหนึ่ง ยอมทนแบกหนี้สินและพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของสามีมาตลอดสิบปี เพราะเธอมาจากครอบครัวที่แตกแยก เธอรู้ดีว่าความรู้สึกของการเป็นเด็กขาดพ่อนั้นเจ็บปวดแค่ไหน เธอจึงตั้งปณิธานไว้ว่า จะทำทุกอย่างเพื่อให้ข้าวปั้นมี ‘ครอบครัวที่สมบูรณ์’
"พี่ดลไปนอนต่อเถอะค่ะ เดี๋ยวณัฐไปส่งลูกเอง เมื่อคืนดื่มหนัก"
ณัฐพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
"จ้ะ เมียจ๋า..."
ดลวางลูกลง ก่อนจะเดินมาสวมกอดณัฐจากด้านหลังอีกครั้ง คราวนี้เขาพูดเสียงกระซิบข้างหู
"ณัฐ... เมื่อคืนพี่รูดบัตรเลี้ยงแขกไปเยอะ พี่ไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย ขอแบงก์พันสักสองใบสิ เดี๋ยวเอาไว้เติมน้ำมันด้วย"
ณัฐถอนหายใจเฮือกใหญ่ หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาดึงแบงก์พันสองใบสุดท้ายที่กะจะไว้เป็นค่ากับข้าวอาทิตย์นี้ ยัดใส่มือสามี
"ใช้ประหยัดๆ นะคะพี่ดล ณัฐไม่มีให้แล้วนะ"
"จ้าาา รักเมียที่สุดในโลกเลย!"
ดลยิ้มกว้าง หอมแก้มณัฐเร็วๆ หนึ่งที แล้วเดินกลับเข้าห้องนอนไปอย่างสบายใจ
ณัฐมองแผ่นหลังของสามีที่หายลับไปหลังบานประตู เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้ม ก่อนจะหันมาจูงมือลูกชาย
"ไปกันครับคนเก่ง วันนี้แม่จะเปิดเพลงโปรดของปั้นในรถด้วยนะ"
รถเก๋งคันเล็กของณัฐค่อยๆ ขับเคลื่อนออกจากหมู่บ้าน เธอเหลือบมองกระจกหลัง เห็นรอยยิ้มสดใสของข้าวปั้น แล้วเธอก็บอกตัวเองซ้ำๆ ว่า ‘ทนไว้ณัฐ เพื่อลูก แค่เขายังรักลูก ยังกลับบ้าน มันก็พอแล้ว’
