ตอนที่ 9 หมาป่าและเสือ
“น้องชาย มานี่หน่อย” ทหารของกองทัพตงเป่ยที่อยู่ใกล้ ๆ เรียกตู้หยวน ทันทีที่ได้เขาได้ยินว่ามีคนเรียกตัวเองเขาก็รีบวิ่งไปทันที ความเร็วในการวิ่งของเขานั้นนับว่าเร็วกว่ากระต่ายเสียอีก เพราะเขาจำคำพูดของหยางจื้อซีได้เสมอ นางฆ่าทหารของแคว้นฉีฉู่ทั้งหมดและกองทัพตงเป่ยเหล่านี้ก็ถูกจับโดยกองทัพฉีฉู่ เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองฝ่าย แม้แต่คนโง่เช่นตู้หยวนก็รู้ว่าใครที่น่าเชื่อถือมากกว่ากัน
“เจ้าอย่าเสียงดังจะได้หรือไม่ ประเดี๋ยวหมาป่าก็ได้แห่มาทางนี้กันพอดี” หยางจื้อซีปีนลงมาจากต้นไม้อย่างช่วยไม่ได้ เมื่อตู้หยวนวิ่งไปที่ต้นไม้ที่นางอยู่ นางก็คว้าเข้าที่คอเสื้อด้านหลังของเขาแล้วจับเขาโยนขึ้นไปบนต้นไม้
ตู้หยวนใช้มือทั้งสองกอดลำต้นของต้นไม้ด้วยความตกใจ เขาไม่คิดว่าหยางจื้อซีจะจับเขาโยนขึ้นต้นไม้ ด้วยความโมโหปนตกใจเขาจึงตะโกนไปว่า “เจ้าไม่รู้หรือว่านั่นมันเสียงหมาป่า ที่สำคัญหมาป่าออกมาทั้งฝูง เจ้าเข้าใจหรือไม่ ทั้งฝูงไม่ใช่ตัวหนึ่งหรือสองตัว เจ้ายังไม่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของพวกมัน”
“ข้ารู้แล้วว่าหมาป่าน่ากลัว เพราะกลิ่นเลือดพวกนี้ถึงได้ดึงดูดพวกมันมาถึงที่นี่ ไม่ใช่แค่เพียงหมาป่าเท่านั้นอาจจะมีสัตว์ป่าดุร้ายตัวอื่นอีก เจ้าอยู่เงียบ ๆ บนต้นไม้จะดีที่สุด จะดีมากกว่านี้ถ้าเจ้ารู้จักหุบปากซะบ้าง ร้องตะโกนโวยวายยิ่งกว่าสตรี เจ้ามันตัวโง่งมขนานแท้ ข้าไม่น่าเกิดมามีสหายที่ลืมเอาสมองออกมาจากท้องแม่เช่นเจ้าเลย ให้ตายสิ”
“ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่เห็นจะต้องมาเหน็บแนมข้าเลย”
“ข้าด่าเจ้า ข้าไม่ได้เหน็บแนม เจ้าตัวไร้สมองนี่ หุบปากของเจ้าให้สนิท อย่าได้ส่งเสียงดังออกมาแม้แต่น้อยไม่เช่นนั้นข้าจะจับเจ้าโยนให้หมาป่ากิน”
หยางจื้อซีได้ยินเสียงฝูงหมาป่าที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ นางจึงตะโกนบอกให้ทหารที่กำลังจัดการกับศพอยู่ภายในหุบเขารีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่เหลือเพียงไม่กี่ต้นบริเวณนี้ เพราะพวกทหารฉีฉู่ลักลอบเข้ามาในต้าเซี่ยและตัดต้นไม้เหล่านี้นำมาก่อสร้างค่ายทหารชั่วคราว ซึ่งไม่รู้ว่าพวกมันเข้ามาต้าเซี่ยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ปกติชาวบ้านเองไม่ได้ขึ้นเขามาไกลถึงเพียงนี้ จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่ามีค่ายทหารอยู่ที่นี่ ตอนนี้เหลือต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้นเท่านั้น
“พวกท่านทั้งหลาย หมาป่าใกล้เข้ามาแล้ว รบกวนพวกท่านปีนขึ้นไปบนต้นไม้หรือที่สูงก่อนเจ้าค่ะ”
ม่อหลิงเจ๋อเห็นว่าหมาป่าใกล้เข้ามาแล้ว เขารีบเก็บกวาดข้าวของและสิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นของพวกทหารฉีฉู่ที่วางอยู่ในกระโจมที่พัก โดยเฉพาะกระโจมของแม่ทัพที่นำทัพมาตั้งค่ายในครั้งนี้ จากนั้นก็สะพายห่อผ้าแล้ววิ่งออกมาด้านนอกกระโจม ทันทีที่ได้ยินเสียงของหยางจื้อซีที่ตะโกนบอกให้พวกเขารีบปีนขึ้นต้นไม้เพื่อไปซ่อนตัว แม้ว่าพวกเขาจะสามารถต่อสู้กับหมาป่าได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสัตว์ป่าตัวอื่นมา ตอนนี้กลิ่นเลือดที่คละคลุ้งอยู่ภายในหุบเขาแห่งนี้กำลังดึงดูดสัตว์ป่าดุร้าย ม่อหลิงเจ๋อจึงได้ตะโกนสั่งทหารใต้บังคับบัญชาให้รีบปีนขึ้นไปอยู่บนที่สูงทันที
“รีบ ๆ ไปหาที่ซ่อนตัวเร็ว ๆ เข้า หมาป่าฝูงใหญ่กำลังมาทางนี้”
ตู้หยวนมองเห็นได้ชัดเจนจากตำแหน่งสูงของเขาบนต้นไม้ และตะโกนบอกทุกคนทันทีว่า “วิ่งไปทางนั้น ทางนั้นเร็ว ๆ เข้า ต้นไม้มีไม่มากพวกท่านปีนกลับเข้าไปอยู่ในกรงที่ถูกขังก่อนหน้านี้กันก่อนเร็ว ๆ เข้า”
คำว่า ‘กรง’ ฟังดูแล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก แต่ตอนนี้ทุกคนไม่มีเวลามานั่งสะเทือนใจหรือรู้สึกไม่ดีอะไรและไม่สนใจที่จะเอาความกับตู้หยวน ยกเว้นบางคนที่ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ ที่เหลือทั้งหมดก็วิ่งไปที่กรงขังที่พวกเขาเคยถูกขังเอาไว้ก่อนหน้านั้นอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าทันทีที่พวกเขาปีนเข้าไปในกรงได้สำเร็จ ฝูงหมาป่าคำรามใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก็มีเสียงเสือคำรามดังขึ้นอีกตัวหนึ่งอยู่ในระยะไกล
“โอ้ แย่แล้ว ตอนนี้มีเสือมาร่วมด้วย ไม่เพียงแค่หมาป่า แต่ตอนนี้แม้แต่เสือก็มาแล้ว ข้าจะทำเช่นไรดี” ตู้หยวนนั่งอยู่บนต้นไม้ มองดูทุกคนวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง หูของเขาได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายแว่วมาแต่ไกล และตอนนี้ตู้หยวนไม่รู้ว่าเขาควรจะกลัวหรือควรจะตื่นเต้น ความรู้สึกที่สับสนเช่นนี้เขาทำอันใดไม่ถูกเลยจริง ๆ ทำได้แค่เพียงกอดต้นไม้เอาไว้แน่น
แต่ไม่ใช่กับคนอย่างหยางจื้อซีที่สนใจเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือเสือ เพราะมันมีค่า นางคิดว่ามันจะต้องสามารถแลกเป็นเงินได้แน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะขายมันได้ในราคามากน้อยเท่าไหร่แค่นั้น นางจึงแหงนหน้าขึ้นไปถามตู้หยวนว่า “ตู้หยวน เสือขายได้ราคาดีหรือไม่ มีราคาแพงหรือเปล่า”
“แน่นอนว่าเสือสามารถนำไปขายได้ราคาดีและมันแพงมาก จื้อซีเจ้าคิดจะทำอันใดอีก” ตู้หยวนคิดว่าหยางจื้อซีจำอะไรไม่ได้จึงอธิบายต่อไปว่า “ถ้าเจ้าสามารถฆ่าเสือได้โดยที่ไม่ทำให้ขนของมันเสียหายรับรองได้เลยว่าแม่ของเจ้าจะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินค่ายาไปอีกถึงสิบปีข้างหน้าเลยล่ะ”
“ตู้หยวน เจ้าพูดเรื่องจริงหรือไม่ เจ้าไม่ได้โกหกข้าแน่นะ ขอบอกเอาไว้เลยแม้ว่าข้าจะจำอันใดไม่ได้ แต่ว่าข้าไม่ได้โง่นะ หากเจ้ากล้าโกหกข้าแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่าข้าจะต้องจัดการกับเจ้าแน่นอน” หยางจื้อซีชูกำปั้นขึ้น ทำเอาตู้หยวนถึงกับขนลุกขนชัน
“ข้าพูดความจริง ข้าหาได้โป้ปดเจ้า”
“เช่นนั้นก็ดี เจ้าซ่อนตัวให้ดี เรื่องที่เหลือข้าจัดการเอง”
“เจ้า…เจ้าจะทำอันใด จื้อซีเจ้าอย่าทำบ้า ๆ นะ เจ้าจะเอาชีวิตไปเสี่ยงโดยการหาเงินกับเสือ ข้าคิดว่ามันไม่คุ้มนะ นั่นมันคือเสือนะ เจ้าอย่าวู่วาม เจ้าคิดดี ๆ”
“เจ้าจะตะโกนเสียงดังอีกนานหรือไม่ เสียงของเจ้ามันจะดึงดูดเสือให้เข้ามาหาพวกเรา” เดิมทีหยางจื้อซีไม่อยากจะสนใจตู้หยวนอีก แต่เจ้าบ้าคนนี้กลับส่งเสียงดังจริง ๆ เมื่อเห็นม่อหลิงเจ๋อวิ่งมาทางที่นางอยู่ หยางจื้อซีก็โบกมือให้เขาแล้วพูดว่า
“มีสัตว์ป่าเริ่มลงมาจากภูเขาที่อยู่รอบ ๆ หุบเขานี้ พวกท่านทุกคนควรหาที่หลบซ่อนตัวให้ดีก่อน ข้าจะไปจัดการกับเสือแล้วข้าจะรีบกลับมา”
ตู้หยวนรู้สึกโมโหมากที่หยางจื้อซีไม่ฟังคำเตือนของเขาจึงได้ร้องตะโกนว่า “จื้อซี เจ้าคิดว่าฆ่าเสือมันง่ายนักรึ นั่นคือเสือ เสือคืออันใดเจ้ารู้หรือไม่ เสือคือสัตว์ป่าที่ดุร้าย เหตุใดเจ้าไม่ฟังคำพูดของข้าบ้าง เจ้ารีบ ๆ ขึ้นมาบนต้นไม้เดี๋ยวนี้”
“เลิกพูดมากสักทีเถอะน่า ข้ารู้ว่าข้ากำลังทำอันใดอยู่ เจ้าเองอย่าได้วิ่งตามข้าไปอีก อยู่ที่นี่รออย่างเงียบ ๆ เข้าใจหรือไม่” ทันทีที่พูดจบม่อหลิงเจ๋อก็เดินมาทางนี้พอดี หยางจื้อซีจึงได้ฝากให้เขาดูแลตู้หยวนในตอนที่นางไม่อยู่
“ข้าฝากท่านดูแลเขาด้วยนะเจ้าคะ อย่าปล่อยให้เจ้าโง่นี่ลงจากต้นไม้แล้วไปแสวงหาความตายข้างล่าง หากเกิดอันใดขึ้นกับเขา ข้าเกรงว่าท่านลุงตู้ไห่จะเสียใจ”
“ตกลง ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะดูแลเขาให้ดี”
“เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ” หยางจื้อซีพูดจบก็คว้าเข็มขัดของม่อหลิงเจ๋อจากนั้นก็จับเขาโยนขึ้นไปบนต้นไม้เช่นเดียวกับตู้หยวน จากนั้นนางก็วิ่งหนีไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองข้างหลังแม้แต่น้อย
ใบหน้าของม่อหลิงเจ๋อกลายเป็นสีแดงเหมือนตับหมู เขามองตามแผ่นหลังของหยางจื้อซีด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขาไม่สามารถบอกได้ว่าความรู้สึกตอนนี้มันคือความอับอายหรือว่าหงุดหงิดกันแน่ เขาเป็นบุรุษที่โตแล้ว กลับถูกเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จับโยนขึ้นไปบนต้นไม้ ช่างเป็นการกระทำที่อุกอาจจริง ๆ
ม่อหลิงเจ๋อเป็นองค์ชายที่ไม่เคยปล่อยให้สตรีคนใดเข้าใกล้เขา การที่เขาปล่อยให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ดึงเข็มขัดของเขาแล้วจับโยนขึ้นไปบนต้นไม้ ทหารใต้บังคับบัญชาของเขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่เล็กน้อย แต่พวกเขาไม่กล้ามองดูสีหน้าของม่อหลิงเจ๋อ ทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาปีนขึ้นต้นไม้เพื่อหลบภัย
หยางจื้อซีที่วิ่งออกไปก็กำลังยุ่งอยู่กับการวิ่งไล่ล่าเสือ นางไม่รู้ว่าการกระทำโดยไม่ได้ตั้งใจของนางจะทำให้ผู้ใดไม่พอใจหรือไม่ แต่เนื่องจากนางได้ยินเสียงว่ามีสัตว์ป่าจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาที่หุบเขา ก่อนที่จะได้ไปล่าเสือ นางจึงจงใจอ้อมไปหาฝูงหมาป่าเป็นอันดับแรก โดยอาวุธที่นางนำมาด้วยเป็นเพียงท่อนไม้ที่เหลาให้ปลายอีกด้านแหลมเท่านั้น
แม้ว่าอาวุธของหยางจื้อซีจะเป็นเพียงไม้ปลายแหลมท่อนหนึ่ง แต่ด้วยพละกำลังมหาศาลของนางและต่อให้เป็นไม้จิ้มฟันก็สามารถฆ่าสัตว์ป่าได้ แม้จะไม่ใช่หมาป่าหยางจื้อซีก็คิดว่ามันน่าจะใช้การได้เช่นเดียวกันกับสัตว์ป่าตัวอื่น เนื่องจากพลังในการขว้างของนางนั้นทรงพลังมากพอ
และไม้ที่ปลายแหลมคมนั้นน้ำหนักกำลังดีและเหมาะมือมาก จึงสามารถฆ่าหมาป่าได้ด้วยการแทงเข้าที่หัวของหมาป่าเพียงครั้งเดียวเท่านั้นหมาป่าก็ขาดใจตายทันที หลังจากใช้เวลาเพียงเล็กน้อยจัดการกับฝูงหมาป่า ในที่สุดหมาป่าทั้งฝูงก็ไม่มีตัวใดเหลือรอด เมื่อเห็นว่าหมาป่าตายหมดแล้ว เป้าหมายต่อไปของนางคือเสือ ตู้หยวนบอกว่าหากไม่ทำให้ขนเสือเสียหายจะขายได้ราคาดี นั่นคือสิ่งที่นางต้องการในตอนนี้
หยางจื้อซีวิ่งไปทางที่เสือคำราม เมื่อไปถึงก็พบว่าบนต้นไม้มีหวังซูเหวินน้องชายของหวังฉู่หราน หรือก็คือลูกชายของนางฉินซื่อที่นางพบในตอนเช้ามืด นางฉินซื่อผู้นี้ยังคิดจะแนะนำหลานชายทางบ้านแม่ของนางให้แต่งงานกับหยางจื้อซี
ภายใต้การจ้องมองของเสือหวังซูเหวินทำได้แค่เพียงกอดต้นไม้เอาไว้แน่นในขณะที่เสือพยายามปีนต้นไม้ขึ้นไป หยางจื้อซียืนมองอยู่นานสองนาน ในที่สุดหวังซูเหวินก็เห็นนาง เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเช้าที่นางใช้เพียงหมัดเดียวต่อยหินก้อนใหญ่แตกเป็นเสี่ยง ๆ จึงได้ตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่คำที่เขาพูดออกมาจากปากนั้นกลับไม่น่าฟังสักนิด
“หยางจื้อซี เจ้าจะใจดำยืนมองคนอื่นได้รับความเดือดร้อนแล้วไม่ช่วยเหลือรึ ถ้าหากข้าตายไป ต่อให้ข้าเป็นผีข้าก็ไม่ละเว้นเจ้า”
“ในเมื่อเจ้าจะตายเป็นผีอยู่แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ตายไปเสียสิ จะได้กลายเป็นผีสมใจเจ้า อ้อ ส่วนที่ว่าเจ้าจะเดือดร้อนไม่เดือดร้อนแล้วมันเกี่ยวอันใดกับข้า เจ้าไม่ได้มีความสำคัญกับข้าเสียหน่อย คนที่มีความคิดชั่วร้ายเช่นเจ้าตกเป็นอาหารของเสือมันก็สมควรแล้วนี่”
เดิมทีหวังซูเหวินไม่ได้มาคนเดียว ยังมีชาวบ้านมากับเขาอีกสองสามคนแต่ว่าพวกเขาวิ่งหนีลงเขาไปหมดแล้ว เป็นเพราะหวังซูเหวินยืนยันจะตามหาหยางจื้อซี สิ่งที่นางไม่รู้คือหวังซูเหวินต้องการตามหานางบนภูเขาเพื่อข่มเหงรังแกนาง จากนั้นก็ส่งนางให้ไปแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเขา แต่ถ้าหากนางรู้เหตุผลแล้วละก็รับรองได้เลยว่า นอกจากเสือแล้วคนที่ตายต่อไปคือหวังซูเหวิน
