ตอนที่ 8 ท่านเป็นญาติกับฮ่องเต้หรือ
หยางจื้อซีเดินไปด้านข้างและโบกมือให้กองทัพต้าเซี่ยที่ยังไม่ได้ปีนออกมาจากกรงขังส่งสัญญาณให้ทุกคนถอยออกไปให้ห่างจากตรงนั้น ม่อหลิงเจ๋อเข้าใจได้ทันทีและส่งสัญญาณมือให้ทุกคนถอยไปด้านหลัง
หยางจื้อซีเห็นทหารถอยไปจนชิดอีกด้านของกรงไม้ นางอยากบอกพวกเขาเหลือเกินว่าไม่จำเป็นต้องถอยไปมากขนาดนั้น ท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างลุ้นระทึกของเหล่าทหารต้าเซี่ย หยางจื้อซีเพียงแค่ยื่นมือออกไปดึงประตูกรงขังออกมาด้วยมือเพียงข้างเดียว
“เอาล่ะ พวกท่านออกมาได้แล้วเจ้าค่ะ”
ตู้หยวนที่เพิ่งปีนลงมาจากต้นไม้วิ่งเข้ามาหาหยางจื้อซี เขาทั้งร้องไห้และหัวเราะในเวลาเดียวกัน จากนั้นเขาก็วิ่งไปรอบ ๆ ตัวนาง ทั้งยังย้ำถามนางซ้ำไปซ้ำมาว่า “จื้อซีเจ้าไม่เป็นไรแน่นะ เจ้าสบายดีใช่หรือไม่”
หยางจื้อซีไม่ได้ตอบคำถามของเขา นางคว้าคอเสื้อทางด้านหลังของเขาแล้วดึงเขากลับมา จากนั้นก็พูดว่า “พวก ทหารฉีฉู่ถูกสังหารไปหมดแล้ว พวกเราสามารถช่วยทหารต้าเซี่ยได้แล้ว ตอนนี้ที่ตรงนี้ไม่มีอันใดที่พวกเราต้องทำ เช่นนั้นพวกเราก็ไปล่าสัตว์กันเถอะ”
ตู้หยวนรีบดิ้นเพื่อให้ตัวเองหลุดออกจากมือของหยางจื้อซีที่กำลังจะเดินออกไปจากตรงนี้ เขาถามขึ้นว่า “เจ้าจะบอกว่าทหารพวกนั้นเจ้าฆ่าไปหมดแล้ว ตอนนี้เจ้ายังมีแก่ใจไปล่าสัตว์อีก ข้าอิจฉาพลังใจพลังกายของเจ้าจริง ๆ เช่นนั้นพวกเราจะไปล่าสัตว์ที่ไหนกันดี ?”
แต่เมื่อตู้หยวนนึกขึ้นมาได้ว่าหยางจื้อซีนั้นสูญเสียความทรงจำเขาก็พูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “โอ้ ดูข้าสิ ข้าลืมไปได้เยี่ยงไร เจ้าตกเขาแล้วเจ้าก็จำอันใดไม่ได้ สมองของเจ้าได้รับการกระทบกระเทือน ตอนนี้เจ้าจำอันใดไม่ได้”
“ข้าจำไม่ได้แล้วอย่างไร หรือว่าเจ้าเองก็จำไม่ได้ด้วย พวกเรายังต้องกินต้องใช้ ท่านแม่ของข้ายังต้องการยามารักษาอาการเจ็บป่วย แล้วเจ้าดูทหารฉีฉู่พวกนี้กินได้เรอะ เช่นนั้นก็รีบ ๆ นำทางข้าไป”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า จื้อซี เป็นเรื่องจริงที่ทหารฉีฉู่นั้นกินไม่ได้ แต่พวกเราสามารถนำไปแลกเงินได้ มีประกาศติดไว้ที่ประตูที่ว่าการอำเภอ ทางการจะจ่ายค่าหัวของทหารแคว้นฉีฉู่หนึ่งคนต่อเงินสิบตำลึงสำหรับคนที่สามารถฆ่าทหารของแคว้นฉีฉู่ ที่แอบเข้าไปในแคว้นต้าเซี่ย เจ้าฆ่าทหารฉีฉู่ไปมากมายในหุบเขานี้ เจ้าลองคิดดูว่าเจ้าฆ่าไปทั้งหมดกี่คน หนึ่งคนต่อสิบตำลึงแล้วทำไมเจ้าถึงต้องไปล่าสัตว์ล่ะ ?”
“นี่เป็นเรื่องจริงรึ” หยางจื้อซีอ้าปากค้างตาโตเมื่อนางได้ยินสิ่งนี้ เพื่อความแน่ใจนางจึงหันกลับไปถามม่อหลิงเจ๋อ ว่า “เป็นความจริงหรือไม่ว่าทหารฉีฉู่พวกนี้ข้าสามารถนำไปแลกรางวัลได้”
ม่อหลิงเจ๋อพยักหน้า จากนั้นเขาก็กล่าวขอบคุณหยางจื้อซีที่ช่วยชีวิต “ม่อหลิงเจ๋อขอบคุณคุณหนูที่ช่วยชีวิต”
ทหารของแคว้นต้าเซี่ยทุกคนก็ประสานหมัดและโค้งคำนับให้หยางจื้อซี “พวกเราขอขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจของคุณหนู หากว่าในอนาคตต้องการความช่วยเหลือพวกเรายินดีช่วยเหลือคุณหนูแน่นอน ต่อให้จะต้องบุกน้ำลุยไฟพวกเราจะทำมันโดยไม่ลังเล”
“เรื่องในอนาคตค่อยว่ากันเถอะ แต่ตอนนี้พวกท่านช่วยข้ามัดพวกเจ้าคนถ่อยเหล่านี้เข้าด้วยกัน และช่วยข้าจัดการเรื่องต่าง ๆ ก็พอแล้ว พวกท่านคงไม่คิดที่จะให้ข้าออกหน้าไปรับเงินรางวัลเองใช่หรือไม่ ใครจะไปเชื่อว่าข้าที่เป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จะสามารถทำการใหญ่เช่นนี้ได้กันล่ะ”
เมื่อเหล่าทหารของต้าเซี่ยได้ฟังก็รู้ว่านางกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก ม่อหลิงเจ๋อพยักหน้าให้กับทหารใต้บัญชาช่วยกันรวบรวมศพของทหารแคว้นฉีฉู่และมัดรวมกันอย่างที่หยางจื้อซีต้องการ หยางจื้อซีมองไปที่ม่อหลิงเจ๋อที่ใจดีและอ่อนโยนแล้วถามขึ้นมาว่า “ท่านเป็นผู้นำของพวกเขาหรือเจ้าคะ”
จู่ ๆ ตู้หยวนที่เงียบอยู่นานก็เดินเข้ามาแล้วพูดว่า “ข้าจำได้ว่าแซ่ม่อเป็นเป็นแซ่ที่มีแต่ราชวงศ์เท่านั้นที่ใช้ ท่านบอกว่าท่านชื่อม่อหลิงเจ๋อ ท่านเป็นคนในราชวงศ์ใช่หรือไม่ หรือว่าท่านเป็นโอรสของฮ่องเต้”
หยางจื้อซีสงสัยในตัวม่อหลิงเจ๋อ นางจึงได้ถามเขาว่า “ท่านเป็นญาติกับฮ่องเต้หรือเจ้าคะ ท่านเป็นพระโอรสหรือว่าเป็นพระนัดดาของฮ่องเต้กัน”
ตู้หยวนอธิบายว่า “ฮ่องเต้ของแคว้นต้าเซี่ยเพิ่งจะมีพระชนมายุสี่สิบชันษาเท่านั้น แล้วจะมีหลานชายที่อายุมากขนาดนี้ได้ที่ไหนกัน”
“เจ้าผายลมให้มันน้อย ๆ หน่อยตู้หยวน” หยางจื้อซีมองดูตู้หยวนด้วยหางตาจากนั้นก็หันมาถาม “สรุปท่านมีฐานะเช่นไรกันแน่เจ้าคะ”
“ถูกต้อง ข้าเป็นโอรสองค์โตของฮ่องเต้แห่งต้าเซี่ย”
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ ศพพวกนี้ข้ามอบให้ท่านแล้วท่านจ่ายเงินรางวัลให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าไม่อยากต้องเข้าไปที่ตัวอำเภอในตอนนี้”
“แน่นอนว่าได้” ม่อหลิงเจ๋อตอบ
“เช่นนั้นท่านก็จ่ายเงินให้ข้าเถอะเจ้าค่ะ”
ม่อหลิงเจ๋อมองมือเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาข้างหน้าเขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ขอโทษนะคุณหนู วันนี้ข้าไม่ได้พกเงินมาเลย เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ รอให้พวกเราเดินทางออกจากที่นี่แล้วกลับถึงค่ายตงเป่ย แล้วข้าจะให้คนนำเงินมาให้ไม่เกินห้าวัน”
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าหวังว่าท่านจะรักษาสัญญา”
“ข้าย่อมรักษาสัญญาอยู่แล้ว สำหรับการช่วยเหลือในวันนี้พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณท่านแล้วคุณหนู”
“โอ๊ย พอเถอะ พอ ๆ อย่าได้เรียกข้าว่าคุณหนูเลย ข้าก็เป็นเพียงลูกชาวบ้านธรรมดา ข้าชื่อหยางจื้อซี ส่วนเจ้าโง่นี่ชื่อตู้หยวน พวกเราอยู่ที่หมู่บ้านป่าหมอก หากคนของท่านมาก็ให้ไปหาข้าที่บ้านก็แล้วกัน ไม่ต้องไปหาข้าที่บ้านจะดีกว่า เอาเป็นว่าพวกเรามาพบกันที่นี่ก็แล้วกัน”
“จื้อซีเจ้าโง่หรือเปล่า เหตุใดไม่ตามพวกเขาไปรับเงินรางวัลล่ะ ถ้าหากพวกเขาหลอกเจ้าล่ะ แล้วไม่จ่ายเงินแบบนี้ก็แย่น่ะสิ”
“ข้ารู้ว่าเขาไม่โกหกข้าหรอกน่า เจ้าอย่าทำตัวจุกจิกคิดมากจะได้หรือไม่”
“แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่า…”
ม่อหลิงเจ๋อที่มองดูเด็กทั้งสองโต้เถียงกันเขาก็พูดขึ้นก่อนที่ตู้หยวนจะได้พูดจบ เขาหันไปยิ้มให้ตู้หยวนด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนแล้วพูดว่า
“ข้าไม่กล้าโกหกแม่นางจื้อซีจริง ๆ จอมยุทธที่เก่งกล้าสามารถจนสังหารทหารของแคว้นฉีฉู่นับร้อยคนได้ด้วยตัวเอง เจ้าคิดว่าข้าจะหาเรื่องใส่ตัวด้วยการไม่จ่ายเงินค่าหัวอันเล็กน้อยนี่รึ ข้าไม่ได้แสวงหาความตายขนาดนั้น หากเป็นเจ้า เจ้าจะกล้าหรือไม่เล่า”
ตู้หยวนหันไปมองหน้าม่อหลิงเจ๋อ เขาอยากจะโต้แย้งแต่ทว่าหาเหตุผลมาหักล้างไม่ได้ เพราะความจริงที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้านั้นได้บ่งบอกเขาทุกอย่าง หยางจื้อซีเห็นว่าตู้หยวนยังคงกังวลเกี่ยวกับเงินรางวัลค่าหัว นางไม่มีทางเลือกนอกจากพูดว่า
“ข้าสามารถฆ่าพวกสารเลวทั้งหมดนี้่ได้ และพวกเขาก็ถูกจับโดยพวกสารเลวนั่น นั่นคือเหตุผลที่เขาจะไม่กล้าไม่จ่ายเงินข้า เจ้าเลิกกังวลได้แล้วน่า”
ตู้หยวนรอให้ม่อหลิงเจ๋อเดินออกไปแล้วกระซิบกับหยางจื้อซีว่า “จื้อซี เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าสังหารพวกคนถ่อยทั้งหมดกี่คน แล้วถ้าเขาไม่จ่ายเงินรางวัลค่าหัวให้เจ้าล่ะ เงินรางวัลพวกนี้ไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ”
หยางจื้อซีที่กำลังทอดสายตามองดูภูเขา เมื่อได้ยินสิ่งที่ตู้หยวนพูดออกมา นางก็พูดโต้กลับโดยไม่หันมามองตู้หยวนแม้แต่น้อย “เจ้าก็แค่รอดูจนกว่าจะถึงเวลา หากว่าพวกเขาเบี้ยวเงินข้า พวกเราก็แค่ตามไปทวงเงินถึงที่เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง มีอันใดน่าห่วงกัน เจ้าเองก็เลิกคิดเรื่องไร้สาระได้แล้ว”
“ตกลง ข้าเชื่อเจ้า”
หยางจื้อซีกำลังคิดว่าจะไปล่าสัตว์ที่ไหนดี ตอนนี้นางต้องการใช้เงินมากเพราะอาหารที่บ้านหมดลงแล้ว หากวันนี้ไม่มีเงินเท่ากับว่าท่านแม่กับน้อง ๆ ต้องอดมื้อกินมื้อรวมถึงตัวนางเองด้วย ก่อนอื่นต้องปรับปรุงอาหารในบ้านก่อน
ต่อไปนี้นางจะให้คนทั้งบ้านกินอาหารวันละสามมื้อแทนวันละสองมื้อ การเพิ่มมื้ออาหารสำหรับนางคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ อาการเจ็บป่วยของท่านแม่ต้องได้รับการรักษาที่ดีและเหมาะสม หลังจากคิดถึงเรื่องนี้แล้วนางก็หันหลังกลับและเดินไปที่กรงไม้ที่นางเพิ่งทำมันพังเพื่อช่วยพวกทหารที่ถูกขังออกมา
หลังจากเดินทางมายังโลกนี้อย่างกะทันหัน แนวคิดของนางยังไม่เปลี่ยนแปลง หยางจื้อซีรู้สึกเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางก่อนที่นางจะตายและมาที่โลกนี้ หยางจื้อซีหวังว่าเพื่อนในชาตินี้จะไม่ทรยศนางเช่นเดียวกับเพื่อนในชาติที่แล้วของนาง
โลกนี้ก็เหมือนกับโลกเมื่อหลายพันปีก่อน สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเติบโตขึ้นมาตามกฎของธรรมชาติ ร่างกายของพวกมันเปราะบางมากสำหรับนางที่ได้รับการปรับเปลี่ยนร่างกายจากองค์กรมืด และความสามารถเหล่านั้นได้ติดตามนางมาด้วยเมื่อมาเกิดใหม่ในโลกแห่งนี้
แม้ว่าจะเป็นเพียงหอกที่ทำจากไม้เล็ก ๆ ก็ตาม ตราบใดที่มีความแข็งแกร่งและมีความเร็วเพียงพอก็จะสามารถฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหยางจื้อซีนับว่าเป็นข้อได้เปรียบเพราะนางมีพละกำลังที่มากมายมหาศาล นี่เป็นสิ่งที่ติดตัวมาจากชาติที่แล้ว นางจะถือว่าเป็นของขวัญที่พระเจ้ามอบให้นางก็แล้วกัน
“โบร๋ววววววววววววววววววววว” เสียงหอนของหมาป่าบนภูเขาดังขึ้นทำให้ทุกคนที่กำลังยุ่งวุ่นวายกับการจัดการศพของทหารฉีฉู่ในตอนนี้ต้องตกใจ
สือเยว่ซึ่งกำลังสั่งให้ผู้คนเคลื่อนย้ายศพ ตะโกนบอกทุกคนที่อยู่รอบตัวเขาทันที “กลิ่นเลือดดึงดูดพวกหมาป่า ทุกคนโปรดระวังด้วย!”
สือซีซึ่งยืนอยู่หน้ากระโจมหลัก เขามัดศพรวมกันอย่างประหม่า ทหารอีกคนชูดาบสั้นในมือเดินเข้ามาและพูดเสียงดังว่า “พวกเราแบ่งกลุ่มกันเป็นกลุ่มละห้าคน ไม่ต้องกังวลเรื่องศพ ทุกคนหันหลังชนกันและปกป้องตัวเอง” แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าการอยู่กับหยางจื้อซีนั้นปลอดภัยที่สุด เมื่อคิดได้เช่นนั้นพวกเขาก็รีบวิ่งไปหาหยางจื้อซีทันที โดยตะโกนเรียกหยางจื้อซีขณะที่พวกเขาวิ่ง
“แม่นางจื้อซี หมาป่ากำลังมาแล้ว ช่วยพวกเราด้วย”
