ตอนที่ 7 ความวุ่นวายในหุบเขา
“อ๊า! จื้อซี พวกทหารฉีฉู่ตามมาแล้ว เร็วเข้าวิ่งเร็วเข้า พวกมันจะตามทันแล้ว จื้อซี พวกมันมาแล้ว” ตู้หยวนร้องโวยวายหลังจากหันไปเห็นว่าพวกเขาไล่ตามมาติด ๆ
“เจ้าจะแหกปากเสียงดังไปทำไม หุบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้” หยางจื้อซีไม่มีเวลาพูดอันใดกับเขาได้อีกต่อไป เมื่อเห็น ทหารของแคว้นฉีฉู่ล้อมรอบพวกเขาจากทุกด้าน นางมองไปทางซ้ายทีทางขวาที และในวินาทีต่อมานางก็คว้าตู้หยวนและลากเขาวิ่งมุ่งหน้าไปยังกรงขังที่ทหารแคว้นต้าเซี่ยถูกขังเอาไว้ จากนั้นก็โยนตู้หยวนเข้าไปในกรงขังเพราะเห็นว่าด้านบนของกรงขังนั้นเปิดเอาไว้ จากนั้นก็ตะโกนบอกให้ทหารต้าเซี่ยช่วยรับตู้หยวนด้วย
“พี่ชายทั้งหลายข้าฝากเขาด้วย”
ตู้หยวนยังไม่ทันได้รู้ตัวเขาก็ลอยข้ามเสาไม้ที่แหลมคม แล้วตกลงในกรงขังด้วยความตกใจ เขาได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยจากทหารของต้าเซี่ยที่อยู่ด้านในกรงขังนั้น
หยางจื้อซีจัดการกับทหารฉีฉู่ที่ใกล้ที่สุดทั้งสี่คนอย่างรวดเร็ว และไม่ลืมที่จะวิ่งไปหาตู้หยวนเพื่อบอกเขาว่า “เจ้ารอข้าที่นี่ นั่งนิ่ง ๆ แล้วอย่าเที่ยววิ่งไปทั่วเข้าใจหรือไม่”
ตู้หยวนรู้สึกหวาดกลัวเมื่อเขาเห็นทหารฉีฉู่จำนวนมากชูดาบในมือขึ้น แสงที่ตกลงมากระทบดาบทำให้หัวใจของตู้หยวนเย็นเยียบ เขารีบวิ่งไปรอบ ๆ กรงพร้อมกับมีดสั้นในมือและตะโกนบอกหยางจื้อซีให้รีบหนีไปด้วยความตื่นตระหนก
“จื้อซีพวกมันมาแล้ว เจ้ารีบหนีไป วิ่งให้เร็วที่สุด ปล่อยข้าเอาไว้ที่นี่ รีบวิ่งไปเร็วเข้า”
หยางจื้อซีกลอกตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเช่นกัน นางขี้เกียจที่จะสนใจเขาแล้วหันกลับมา แล้วก็เร่งความเร็วพุ่งเข้าใส่ทหารของแคว้นฉีฉู่ทันที ตอนนี้ทั่วทั้งหุบเขาแห่งนี้ก็วุ่นวายชุลมุนไปหมด ทหารที่ขังอยู่ในกรงไม้ได้แต่เงี่ยหูเพื่อฟังเสียงการต่อสู้ตรงนั้น เพราะด้านข้างมีกระโจมหลังใหญ่บดบังสายตาของพวกเขาทำให้ไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ ทุกคนหันไปมองม่อหลิงเจ๋อที่อยู่ด้านหลังพวกเขาและเอ่ยถามม่อหลิงเจ๋อด้วยเสียงต่ำ
“ท่านแม่ทัพ พวกเราจะทำอย่างไรกันดี”
ม่อหลิงเจ๋อตัดสินใจทันทีและพูดว่า “หน่วยที่หนึ่ง หน่วยที่สอง และหน่วยที่สาม สร้างกำแพงมนุษย์ และใช้ประโยชน์จากที่พวกฉีฉู่กำลังให้ความสนใจเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนั้น ให้หน่วยที่สี่และหน่วยที่ห้าปีนออกไปทางด้านหลัง”
ทหารต้าเซี่ยเริ่มเคลื่อนไหวทันที กำแพงมนุษย์และกลุ่มเล็ก ๆ อีกกลุ่มก็ถอยกลับไปทางด้านหลัง และพวกเขาก็ตัดยอดเสาที่แหลมคมทั้งหมดลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งความวุ่นวายในหุบเขากินเวลายาวนานเท่าไร นั่นย่อมหมายความว่า หยางจื้อซียังมีชีวิตอยู่ และนั่นหมายความว่าทหารของพวกเขาสามารถใช้โอกาสนี้ในการหลบหนีได้ ความหวังในการเอาชีวิตรอดทำให้ทหารทุกคนรู้สึกมีความหวังและรู้สึกถึงพละกำลังราวกับได้ฉีดเลือดไก่ก็มิปาน ในการไล่ล่าที่วุ่นวายของทหารฉีฉู่มีจำนวนมากขึ้นและรวมตัวกันอยู่รอบตัวพวกเขา ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าจำนวนของสมาชิกพวกเขาลดลงอย่างรวดเร็ว
“เด็กคนนั้นเป็นผู้ที่มีความสามารถมาก” ม่อหลิงเจ๋อพูดขึ้นแล้วเขาก็หันไปหาตู้หยวนและถามอย่างอ่อนโยนว่า
“น้องชาย เด็กผู้หญิงคนนั้นคือจื้อซี สหายของเจ้ารึ ? พวกเจ้าค้นพบสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร”
ตู้หยวนได้ยินม่อหลิงเจ๋อถามเขาก็เริ่มเล่าออกมาว่าเขาอยู่แถวนี้มาตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก และวิ่งเล่นในภูเขาไปทุกหนทุกแห่ง เขาเติบโตมากับภูเขาแห่งนี้ ที่สำคัญเขาชื่นชมกองทัพของต้าเซี่ยมาก ดังนั้นเมื่อม่อหลิงเจ๋อถามเขา ตู้หยวนก็บอกม่อหลิงเจ๋อทุกอย่างราวกับว่าเขากำลังเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่
หยางจื้อซีกลอกตาเมื่อได้ยินสิ่งที่ตู้หยวนเล่าให้พวกทหารต้าเซี่ยฟังในระยะไกล ถ้านางไม่ยุ่งอยู่กับการฆ่าผู้คนและไม่มีเวลาสนใจตู้หยวน นางคงจะเข้าไปทุบตีเขาแล้ว นางไม่เคยเห็นใครที่ไม่สามารถซ่อนสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ได้ ไม่ช้าก็เร็วคนเช่นตู้หยวนนี้ก็จะขายตัวเองแล้วยังช่วยคนอื่นนับเงินอีกด้วย
“พวกเจ้าอย่าเข้าใกล้นาง ถอยออกมา แล้วปล่อยให้นักธนูยิงนางจนตาย ข้าจะดูซิว่านางจะมีความสามารถแค่ไหนกัน” ชายวัยกลางคนร่างกำยำเดินออกมาจากกระโจมสีขาวขนาดใหญ่ในหุบเขา
หยางจื้อซีไม่เข้าใจสิ่งที่เขาตะโกนออกมา แต่นางก็เข้าใจในที่สุดเมื่อเห็นกลุ่มทหารบางส่วนถอยออกไปในระยะไกลและยกคันธนูเล็งมาที่นาง และทันใดนั้นลูกธนูก็พุ่งเข้าหานางทันที
“เหตุใดข้าถึงได้โง่งมเช่นนี้ ทำไมข้าคิดไม่รอบคอบขนาดนี้ ข้าคิดไม่ถึงจริง ๆ ข้าลืมไปได้อย่างไรว่าพวกเขามีธนู” หยางจื้อซีรู้สึกว่านางต้องติดเชื้อโง่หลังจากอยู่กับตู้หยวนมาเป็นเวลานาน ไม่เช่นนั้นนางจะโง่พอที่จะใช้มีดตัดฟืนแล้วสู้ตัวต่อตัวกับพวกฉีฉู่ได้อย่างไร ทหารพวกนี้ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี พวกเขาล้วนแต่กรำศึกอยู่ในสนามรบต่างจากชาวบ้านธรรมดาทั่วไปมาก
คลื่นลูกธนูลอยมาในอากาศ หยางจื้อซีรีบเก็บมีดตัดฟืนกลับเข้าไปที่ข้างเอว จากนั้นก็หลบไปข้างหลังทหารของแคว้นฉีฉู่ และคว้าดาบสั้นออกจากมือของเขาและใช้เขาเป็นโล่กำบังลูกธนูที่ลอยมา จากนั้นก็ลากร่างของทหารที่ตายแล้วถอยหลังเข้าไปหลบหลังต้นไม้
หยางจื้อซีดึงลูกธนูที่เสียบอยู่ที่ร่างของทหาร จากนั้นนางใช้มือเปล่าขว้างลูกธนูกลับไปที่พวกทหารฉีฉู่ที่กำลังยิงใส่นาง เมื่อหยางจื้อซีขว้างลูกธนูในมือสวนออกไป ลูกธนูที่ขว้างไปแต่ละดอกไม่พลาดเป้าเลยสักครั้ง จากนั้นพวกพลธนูของฉีฉู่ก็ล้มลงทีละคนสองคน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว นอกจากพวกทหารของฉีฉู่จะตกใจแล้วยังรู้สึกหวาดกลัวอีกด้วย พวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับคนหรือปีศาจกันแน่
แม่ทัพของแคว้นฉีฉู่โมโหอย่างมากและตะโกนออกไปว่า “พลธนูเร็วเข้า ยิงมันให้ตาย”
หยางจื้อซีมีความสุขมากที่ได้ค้นพบวิธีการฆ่าที่รวดเร็วและไร้กังวลเช่นนี้ เนื่องจากนางเคยฆ่าคนมามากพอแล้วในชาติที่แล้ว ตอนนี้พื้นดินจึงเต็มไปด้วยมีด คันธนู และลูกธนู หยางจื้อซีจึงใช้โอกาสนี้ซ่อนตัวจากมีดและลูกธนู และกลิ้งตัวไปที่จุดนั้นอีกครั้ง นางรีบเก็บเอาลูกธนูเข้ามาไว้ในมือเป็นจำนวนมาก
ตอนนี้ทหารของต้าเซี่ยกลุ่มหนึ่งพยายามช่วยตัวเองอย่างเงียบ ๆ หยางจื้อซีดึงลูกธนูออกมาจำนวนหนึ่งอย่างมีความสุข หลบลูกธนูหนึ่งลูก แล้วโยนพวกมันไปทางฝั่งตรงข้ามอีกสามลูก และผลที่ตามมาคือทหารฝ่ายตรงข้ามล้มลงอีกสามคน หยางจื้อซีคิดว่า ถ้าเจ้ายิงข้า ข้าก็จะยิงเจ้าด้วย ถ้าพวกเจ้ายิงลูกธนูใส่ข้า ข้าก็จะคืนลูกธนูให้เจ้าอย่างยุติธรรม
แม้ว่าหยางจื้อซีจะเตี้ยและมีมือที่เล็ก แต่โชคดีที่นางแข็งแกร่งมาก นางสามารถคว้าลูกธนูได้ห้าลูกด้วยมือเดียวแล้วขว้างมันด้วยกำลังทั้งหมดของนางด้วยความเร็วดุจสายฟ้า ลูกศรคำรามผ่านร่างที่ขวางเส้นทางของมันในทันที และในที่สุดก็พุ่งลึกเข้าไปในลำต้นของต้นไม้ในระยะไกลโดยไม่สูญเสียความแข็งแกร่งใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นทหารของแคว้นฉีฉู่ล้มลงทีละคน หยางจื้อซีมีรอยยิ้มเต็มหน้า และได้ลิ้มรสประโยชน์ของการฆ่าผู้คนด้วยความรวดเร็ว หลังจากที่ศัตรูมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว เท่ากับว่านางเผชิญหน้ากับศัตรูน้อยลง ดังนั้นหยางจื้อซีจึงหยิบคันธนูและลูกธนูอีกจำนวนหนึ่งปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ และเริ่มยิงอย่างแม่นยำจากตำแหน่งที่อยู่สูง
ในตอนนี้ทหารแคว้นฉีฉู่ก็ตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถฆ่าเด็กผู้หญิงบนต้นไม้ได้ แต่คนของพวกเขากลับล้มลงทีละคนทันทีที่มีความกลัวเกิดขึ้นในใจ ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนเริ่มกรีดร้อง และทุกคนก็เริ่มหันหลังวิ่งหนี แต่ก็มันสายเกินไปแล้วที่จะหนีไปตอนนี้
เมื่อหยางจื้อซีเห็นว่าคนเหล่านี้กำลังจะวิ่งหนี นางรีบยิงธนูด้วยความเร็วส่งผลให้ทหารที่กำลังวิ่งหนีล้มตายลงทีละคน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครในบริเวณนี้แล้ว หยางจื้อซีก็ลงมาจากต้นไม้
นางก็เอียงศีรษะและตั้งใจฟัง นอกจากนี้นางยังมองดูทหารฉีฉู่สองสามคนที่นอนอยู่บนพื้นโดยการทำเป็นแกล้งตาย หยางจื้อซียกยิ้มจากนั้นก้มลงหยิบดาบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วจ้วงแทงทหารสองสามคนที่แกล้งตายให้ได้ตายสมใจ
ทันทีที่เสียงต่อสู้ในหุบเขาเงียบลงตู้หยวนไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์อีกด้านหนึ่งของหุบเขาได้ เขาจึงปีนขึ้นไปบนต้นไม้ด้วยความกลัวและตะโกนว่า
“จื้อซี! จื้อซี! เจ้าอยู่ที่ไหน เจ้าปลอดภัยดีหรือไม่ ? เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ จื้อซี ?”
ตู้หยวนที่ไม่ได้รับการตอบกลับจากหยางจื้อซี เขาตกอยู่ในอาการหวาดกลัวเริ่มร้องไห้เสียงดัง ปากของเขาก็พร่ำบ่นว่า “มันเป็นความผิดของข้าทั้งหมด มันเป็นความผิดของข้าทั้งหมด ถ้าไม่ใช่เพราะข้า คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับจื้อซี จื้อซีเจ้าอยู่ไหน เจ้าออกมาเถอะ อย่าทำให้ข้ากลัว จื้อซีเจ้าได้ยินข้าหรือไม่ มันเป็นข้า มันเป็นเพราะข้าทั้งหมด จื้อซีข้าขอโทษ”
ม่อหลิงเจ๋ออยากจะปลอบใจตู้หยวน ในตอนที่เขากำลังจะบอกให้ตู้หยวนลงมาจากต้นไม้ หางตาเขาก็มองเห็นหยางจื้อซีเดินตรงมาทางพวกเขา นางใช้เวลาไม่นานก็เดินมาถึงตรงที่พวกเขาอยู่ หยางจื้อซีรู้สึกอยากจะทุบตีตู้หยวนมากในเวลานี้ แต่นางรู้ว่าตู้หยวนนั้นตกใจและหวาดกลัว นางทำได้แค่เรียกเขาให้ลงมาจากต้นไม้
“ตู้หยวน เจ้าจะร้องไห้อันใดมากมาย รีบ ๆ ลงมาได้แล้ว ร้องไห้เช่นนี้หากใครไม่รู้คงคิดว่ามีใครในบ้านเจ้ากำลังจะตาย รีบ ๆ ลงมาได้แล้ว ร้องไห้คร่ำครวญอันใดนักหนา โตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้วไม่มีน้ำอดน้ำทนเอาเสียเลย ตกลงว่าเจ้าเป็นบุรุษหรือสตรีกันแน่ ถึงได้ร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้”
“จื้อซี ไอ้คนใจร้าย เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่ ใช่สิ เจ้าสบายดี เช่นนั้นเจ้าจะมีแรงมาด่าข้าได้เช่นไร ไม่เป็นอันใดก็ดีแล้ว ข้าตกใจแทบแย่ หากเกิดอันใดขึ้นกับเจ้า ข้าจะบอกพ่อแม่เจ้าเยี่ยงไรดี ไหนจะน้องชายน้องสาวของเจ้า ที่สำคัญท่านพ่อคงได้ถลกหนังหัวของข้าแน่”
“เจ้าจะลงมาได้หรือยังเล่า เจ้าบ้านี่ พร่ำเพ้อยิ่งกว่าสตรีเช่นข้าอีก รีบ ๆ หุบปากไปเลย”
