บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 18 คำโกหกง่อย ๆ

หลังจากหยางจื้อซีตัดสินใจว่าจะสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาเพื่อที่จะไม่ต้องหาข้ออ้างในการอธิบายถึงการกระทำในสิ่งต่าง ๆ ในอนาคต นางหวังว่าคำโกหกง่อย ๆ ที่พูดออกมาในครั้งนี้จะทำให้ครอบครัวเชื่อโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น หยางจื้อซีมองหยางฟู่จินและพูดว่า “ท่านปู่ ท่านเชื่อเรื่องเทพเจ้าหรือเทพเซียนหรือไม่เจ้าคะ”

“เอ่อ... อะไรนะ ? เทพเซียนผู้เป็นอมตะ ? หลายคนพูดถึงเทพเจ้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ไม่มีใครเคยเห็นสิ่งที่เรียกว่าเทพเจ้าเลยสักครั้ง” หยางฟู่จินตอบหลานสาวด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมา

ด้วยความสงสัยเขาจึงได้เอ่ยปากถามหยางจื้อซีไปว่า “หลานสาวที่รักของปู่ เหตุใดเจ้าถึงถามคำถามนี้ ?” หยางฟู่จินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง

หยางจื้อซียังไม่ทันได้ตอบคำถาม หยางฟู่จินก็ถามคำถามอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ “หลานสาวที่ดีของปู่ สิ่งที่เจ้าหมายถึงคือ…” เพราะเขาตื่นเต้นจนเกินไป ทำให้ร่างกายของเขาสั่นเทาไปหมด

ตอนนี้สายตาของทุกคนในตระกูลหยางต่างจ้องมองไปที่หยางจื้อซีด้วยความกระตือรือร้น เมื่อเห็นสายตาที่กระตือรือร้นของทุกคนทำให้หยางจื้อซีรู้สึกอึดอัดในใจ ตอนแรกก็แค่คิดว่าสร้างเรื่องโกหกเพื่อให้ทั้งครอบครัวสบายใจ ถึงตอนนี้ต่อให้ไม่อยากโกหกแต่ก็ไม่สามารถทำได้แล้ว หยางจื้อซีในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับลูกธนูที่ขึ้นสายเตรียมยิง และทำได้เพียงยิงออกไปเท่านั้น

“ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ใหญ่ พี่รอง” หยางจื้อซีเรียกชื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว “ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้อาจจะทำให้พวกท่านตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่โปรดเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงทั้งหมด” 

“เจ้ามีอันใดจะพูดก็ขอให้พูดมา ท้ายที่สุดแล้วเจ้าเป็นลูกสาวของพ่อและแม่ ทั้งแม่ของเจ้าและพ่อของเจ้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่มีวันโกหกพ่อและแม่รวมถึงปู่ย่าและพี่ชายของเจ้า” จางอวิ๋นเหนียงพูดออกมาอย่างหนักแน่นกับหยางจื้อซี

หยางจื้อซีรู้สึกอบอุ่นในใจเมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นแม่ และตั้งใจมากขึ้นที่จะทำให้ครอบครัวหยางมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต ส่วนความรู้สึกผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในใจของนางนั้นนางจะก็เพิกเฉยต่อมัน 

“ใช่แล้วล่ะ ลูกสะใภ้กล่าวได้ถูกต้อง” หยางฟู่จินและหลินกุ้ยเหนียงพยักหน้าพร้อม ๆ กัน

“ย่ากับปู่ของเจ้าย่อมเชื่อในคำพูดของเจ้า จื้อซีของเราเป็นเด็กดีและเป็นหลานรักของย่า ย่าเชื่อว่าเจ้าจะไม่โกหก” หลินกุ้ยเหนียงให้การยืนยันอีกคน

ส่วนพี่ชายทั้งสองคนนั้นด้วยความรู้สึกที่มีต่อน้องสาวของพวกเขา พวกเขาย่อมเชื่อใจในตัวนางและเชื่อว่านางจะไม่โกหกพวกเขา และสิ่งที่น้องสาวพูดพวกเขาจะกล้าสงสัยในคำพูดของน้องสาวได้อย่างไร

“นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น...” ในขณะนั้น หยางจื้อซีก็พูดข้อแก้ตัวที่คิดไว้แล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการโกหก แต่ทุกคนไม่สงสัยในคำพูดของนางแม้แต่น้อย 

มีคำพูดที่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นยมทูตเฮยไป๋อู๋ฉาง ตราบใดที่มันสามารถนำมาอ้างได้ มันก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน หยางจื้อซีเชื่อว่าคนในยุคโบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าและภูติผี นางจึงได้นำเรื่องนี้มาอ้างและมันได้ผลดีมาก โดยเฉพาะกับคนตระกูลหยาง มีสมาชิกในครอบครัวที่รักนางมาก โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาจะไม่สงสัยคำพูดของนางแม้แต่ครึ่งคำ

หยางจื้อซีบอกปู่ ย่า พ่อ แม่ พี่ชาย ว่าในตอนที่หมดสติ มีชายชราที่มีหนวดเคราสีขาวเข้ามาในความฝันของนางทุกวัน และบอกกับนางว่าเขาเป็นเทพเจ้าแห่งภูเขาอวิ๋นซาน ชายชรารู้สึกประทับใจในความกตัญญูของพ่อจึงมาเข้าฝันของนางบอกว่าบนภูเขาอวิ๋นซานนั้นเต็มไปด้วยสมบัติ เพื่อตอบแทนความดีที่ท่านพ่อปฏิบัติต่อบิดามารดาด้วยความกตัญญู อีกทั้งท่านพ่อเป็นคนที่ซื่อสัตย์และจิตใจดี คนตระกูลหยางล้วนแล้วแต่เป็นคนดี เพราะเหตุนี้ชายชราจึงอยากช่วยเหลือครอบครัวหยางให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และต่อจากนี้ครอบครัวของพวกเขาจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ นี่คือเหตุผลที่นางรู้ว่าผลไม้เม่นสามารถรับประทานได้ แล้วผลสีแดงเรียกว่าพริกเป็นผลไม้ป่า เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่สามารถรับประทานเป็นผักได้

หยางจื้อซีรู้ดีว่าสิ่งที่นางพูดมีข้อบกพร่องและช่องโหว่มากมาย และนางก็เตรียมใจที่จะตอบคำถามต่าง ๆ จากตระกูลหยาง แต่คนทั้งหมดกลับไม่มีคำถามต่อไปจากนี้ ทุกคนเชื่อสนิทใจไม่มีใครสงสัย ไม่มีความคลางแคลงใจในคำโกหกเหล่านั้นที่หยางจื้อซีได้พูดออกมา ทุกคนเพียงแค่เชื่อในตัวนางอย่างหมดใจและให้การสนับสนุนนางเท่านั้น นั่นเป็นเพราะว่าทุกคนในตระกูลหยางรักนางมาก ทุกคนเห็นนางเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของบ้าน

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า... ปู่รู้ดีว่าหลานสาวที่ดีของปู่คือคนโชคดี” หยางฟู่จินหัวเราะด้วยความดีใจ

“น้องสาวเจ้าโชคดีมาก” หยางจื้อหมิง

“ใช่แล้ว น้องสาว ถ้าเจ้าเห็นสมบัติใด ๆ ในอนาคต บอกพี่รองของเจ้า แล้วพี่รองจะช่วยเอามันกลับมาให้เจ้า” หยางจื้อห่าวตบหน้าอกเล็ก ๆ ของตัวเองเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดของเขา

“เอาล่ะ พ่อจะเอาไก่ฟ้าพวกนี้ไปทำความสะอาดก่อน คืนนี้เรามากินไก่ฟ้ากันเถอะ” หยางต้าจู้

“ท่านพ่อ ข้าจะล้างพริกที่เราเก็บกลับมาให้ท่านแม่ใส่ลงไปในตอนผัดไก่ฟ้า ข้ารับรองได้เลยว่าพวกท่านจะชอบมัน” หยางจื้่อซีนึกถึงอาหารรสจัดหลายจาน ซึ่งตอนนี้ทำให้ท้องของนางรู้สึกหิวขึ้นมาทันที 

“ท่านแม่ ข้าจะช่วยท่านแม่จุดไฟ” หยางจื้อห่าวมองดูรูปร่างหน้าตาของน้องสาวแล้วรู้สึกว่า... ท้องของเขาดูเหมือนจะคำรามเช่นกัน

“พี่ใหญ่ ช่วยปอกเกาลัดหน่อย ข้าจะขอให้แม่ทำอะไรอร่อย ๆ ให้เราทีหลัง” หยางจื้อซีนึกถึงเป็ดตุ๋นกับเกาลัดที่นางเคยกินมาก่อน เนื่องจากเกาลัดสามารถใช้ตุ๋นกับเป็ดได้ แล้วไก่ฟ้าล่ะ ? หยางจื้อซีวางแผนที่จะลองดูว่าเกาลัดสามารถนำมาใช้ตุ๋นกับไก่ฟ้าได้หรือไม่

หลังจากปล่อยให้ท่านปู่และท่านย่าของนางนั่งอยู่บนเก้าอี้แล้ว หยางจื้อซีก็ตัดสินใจใช้ประโยชน์ระหว่างที่ท่านพ่อของนางกำลังทำความสะอาดไก่ฟ้า นางจะทำเกาลัดต้มให้ท่านปู่และท่านย่าได้ลองชิมดู

แม้ว่าตอนนี้จะสายไปแล้วและครอบครัวหยางยังไม่ได้ทานอาหารเย็น แต่ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขและเต็มไปด้วยความปรารถนาสำหรับวันพรุ่งนี้ ในใจของครอบครัวหยาง นี่คือการเริ่มต้นใหม่ และไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร สักวันจะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน

หลังจากผ่านมื้ออาหารที่แสนอร่อยไปในคืนนี้ บ้านหยางได้รู้ว่าพริกสามารถนำมาทำอาหารได้ แต่ไม่สามารถนำมากินเปล่า ๆ ได้ ผลของต้นเม่นหรือที่เรียกว่าเกาลัดที่ไม่มีใครกิน ที่แท้แล้วมันกลับอร่อยมาก รสชาติหวานหอม นำมาตุ๋นกับไก่ฟ้าก็เข้ากันดีมาก นอกจากนี้ยังสามารถนำมาต้มกินได้ รสชาติอร่อยมากเช่นเดียวกัน หลานสาวของพวกเขายังบอกอีกว่า เกาลัดนั้นนอกจากจะต้ม ตุ๋น แล้วยังสามารถนำไปทำเกาลัดคั่วน้ำตาลซึ่งจะมีรสชาติที่ทั้งหวานทั้งหอมและอร่อยมากกว่านี้ และด้วยพรที่ได้รับมาจากเทพเจ้าในครั้งนี้ พวกเขาเชื่อว่าจะสามารถหาอาหารเพิ่มจากภูเขาอวิ๋นซานได้อีกในอนาคต 

หมู่บ้านป่าหมอกชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนแต่ยากจนข้นแค้น นอกจากจะทำการเพาะปลูกในฤดูเพาะปลูกแล้ว ชาวบ้านทำได้แค่เพียงขุดผักป่าบริเวณเชิงเขาเท่านั้น ในหมู่บ้านชายฉกรรจ์ส่วนใหญ่ไม่ได้หาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ พวกเขาเพียงแค่เข้าป่าล่าไก่ฟ้าหรือกระต่ายป่าเพียงเท่านั้น ไม่มีใครมีความกล้าพอที่จะเข้าป่าลึกล่าสัตว์ป่าตัวใหญ่อย่างพวกหมูป่า กวางป่า เพราะในป่าย่อมมีสัตว์ป่าดุร้ายอยู่เป็นจำนวนมาก 

หลังจากมื้ออาหารที่แสนอร่อยทั้งครอบครัวก็ต่างนอนหลับพักผ่อน พรุ่งนี้ยังมีงานให้ทำอีกมาก หยางจื้อซีกำลังคิดว่าจะทำเช่นไรถึงจะพาทั้งครอบครัวให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต นางอยากสร้างบ้านให้ได้ก่อนที่หน้าหนาวจะมาถึง ด้วยสภาพทรุดโทรมของบ้านในตอนนี้หากหิมะตกหนักเกรงว่าคานบ้านจะถล่มลงมา นอกจากนี้ยังต้องกักตุนอาหารเอาไว้ให้เพียงพอสำหรับครอบครัว นอกจากอาหารแล้วยังมีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม จากสภาพผ้าห่มที่เก่าและบางแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองหาความอบอุ่นได้จากมัน 

ทางด้านหยางจื้อห่าวกลับกำลังคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องพาน้องสาวขึ้นเขาไปอีกครั้ง และครั้งนี้จะต้องเข้าป่าลึกให้มากขึ้นอีก แต่จะทำเช่นไรให้พ่อกับพี่ใหญ่ยินยอมและเห็นด้วยที่จะเข้าไปในป่าลึก หยางจื้อห่าวคิดเสมอว่า ในป่าลึกที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปนั้นจะต้องมีสมบัติมากมายซ่อนอยู่ ในเมื่อน้องสาวได้รับพรจากเทพเจ้าแล้ว เขามั่นใจเต็มร้อยว่าจะไม่คว้าน้ำเหลวและกลับบ้านมามือเปล่าแน่นอน

ส่วนหยางจื้อหมิงพี่ใหญ่นั้นกลับคิดว่าการที่น้องสาวหายป่วยและกลับมาแข็งแรงได้นั้นย่อมเป็นพรที่ประเสริฐแล้ว สำหรับเขาสิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจมากที่สุดก็คืออาการป่วยของน้องสาว ด้วยครอบครัวของพวกเขายากจนและขัดสน เงินที่หามาได้ล้วนไม่พอจ่ายค่ายาและค่ารักษาสำหรับน้องสาวด้วยซ้ำ ที่สำคัญท่านปู่เองก็ยังถือว่าเป็นคนป่วยเช่นเดียวกันกับน้องสาว หลายปีมานี้พวกเขาทำงานหนักเพื่อหาเงินค่ารักษาสำหรับสองคน ตอนนี้ดีแล้วนอกจากน้องสาวจะหายป่วยยังได้รับพรจากเทพเจ้ามาอีกด้วย ต่อไปนี้ครอบครัวของพวกเขาจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เขาที่เป็นพี่ใหญ่ทำได้เพียงทำงานให้หนักขึ้นเพื่อเลี้ยงดูน้องสาวต่อไป

 

 

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel