บทที่ 3 ซานอ๋องหยางเฟิ่งเจี๋ย
หยางเฟิ่งเจี๋ย มีตำแหน่งซานอ๋องแห่งแคว้นจื่อหยวน เขาเป็นองค์ชายสามผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาของราชสกุลหยาง ทว่าซานอ๋องมีอุปนิสัยเย็นชาและโหดเหี้ยมจนไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้ ซานอ๋องเช่นเขานับว่าเป็นผู้ที่มีพลังปราณระดับห้าขั้นฮวาเสิ่น ปราณกับดวงจิตเริ่มหลอมรวมเป็นหนึ่ง จึงทำให้ภายในแคว้นจื่อหยวนหาคู่ต่อสู้ที่สามารถเอาชนะเขาได้ยากมาก
การที่หยางเฟิ่งเจี๋ยฝึกฝนตนเองจนสามารถบรรลุถึงขั้นฮวาเสิ่นได้ เนื่องจากเขาโหดเหี้ยมกับตนเองมากพอสมควร โดยเขาแบ่งเวลาให้แก่ตนเองใช้เวลาพักผ่อนให้น้อย ใช้เวลาฝึกฝนตนให้มาก และเขายังสร้างกฎระเบียบวินัยเรื่องการฝึกฝนให้แก่ตนเองปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนั้นในแต่ละวันของเขาจึงผ่านไปด้วยการที่เขาใช้เวลาเก็บตัวฝึกฝนตนเองเป็นส่วนใหญ่
ทว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหยางเฟิ่งเจี๋ยเร่งร้อนเดินออกมาจากห้องฝึกฝนตนด้วยสภาพเหงื่อโทรมกาย เขาอ้าปากตะโกนร้องเรียกคนสนิทให้เร่งจัดเตรียมม้าเร็วฝีเท้าดีให้แก่เขา เพื่อรีบเร่งออกเดินทางไปยังนอกเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
ฮวนเยวี่ยและกังตู๋ผู้เป็นคนสนิทของหยางเฟิ่งเจี๋ยขี่ม้าเร็วติดตามผู้เป็นเจ้านาย โดยที่พวกเขาทั้งสองคนไม่รู้แม้แต่น้อยว่าผู้เป็นเจ้านายเดินทางออกจากเมืองหลวงมีจุดหมายจะไปที่แห่งใด จนกระทั่งพวกเขาเดินทางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งมีขบวนรถม้าขนาดใหญ่ถูกกลุ่มโจรภูเขาดักปล้น ซานอ๋องหยางเฟิ่งเจี๋ยจัดการสังหารโจรภูเขากลุ่มนั้นอย่างโหดเหี้ยมและสามารถไปช่วยชีวิตของคุณหนูสี่เมิ่งเถียนซีได้ทันเวลาพอดี
“ท่านอ๋องไม่เก็บชีวิตของโจรภูเขาเอาไว้สักสองสามคนเพื่อนำกลับไปสอบสวนหรือพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยคิดว่าโจรภูเขาแห่งนี้อาจจะมีเงื่อนงำบางอย่างแอบซ่อนอยู่เบื้องหลังก็ได้” ฮวนเยวี่ยทำใจกล้าเอ่ยปากถามผู้เป็นเจ้านายของตนด้วยความหวังดี
“ไม่จำเป็น! สังหารทุกคนทิ้งให้หมด เรื่องนี้ให้เป็นความลับห้ามไม่ให้มีผู้ใดรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด” หยางเฟิ่งเจี๋ยเอ่ยตอบและสั่งการคนของตนเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ความจริงแล้วท่านอ๋องรู้สึกเป็นห่วงว่าชื่อเสียงของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งจะเสื่อมเสียใช่หรือไม่ จึงสังหารทุกคนทิ้งโดยไม่ปล่อยให้มีใครเหลือรอดเช่นนี้ มิใช่ว่าท่านอ๋องอยากจะถอนหมั้นกับคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งมาโดยตลอดหรอกหรือ ท่านอ๋องจะใช้ข้ออ้างเรื่องนี้ขอถอนหมั้นกับคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ” กังตู๋เอ่ยเสนอแนะด้วยท่าทางของคนที่มีไหวพริบดี เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่าซานอ๋องนึกรังเกียจคู่หมั้นจากตระกูลเมิ่งผู้อ่อนแอคนนี้มาโดยตลอด
“เราจะไม่ถอนหมั้นกับคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งแล้ว ฮวนเยวี่ยเจ้าจงรีบไปตามท่านหมออู๋มาตรวจดูอาการป่วยของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งโดยด่วน ห้ามนางมีอันเป็นไปจนถึงแก่ชีวิตเป็นอันขาด”
ในที่สุดเมื่อหนึ่งเดือนก่อนท่านหมออู๋ก็สามารถช่วยรักษาอาการป่วยของคุณหนูสี่เมิ่งเถียนซีทำให้นางมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ถึงแม้ว่าในทุกวันนี้ท่านหมออู๋จะต้องเดินทางไปรักษาอาการป่วยของคุณหนูสี่ที่จวนตระกูลเมิ่งพร้อมด้วยยาสมุนไพรที่มีราคาแพงมากทุกวัน แต่ด้วยคำสั่งและการออกกำลังทรัพย์อย่างไม่กลัวสิ้นเปลืองของซานอ๋อง ท่านหมออู๋จึงตั้งใจรักษาอาการป่วยของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งเป็นอย่างดี
“ท่านอ๋อง…ในยามนี้อาการป่วยของคุณหนูสี่ไม่มีอะไรน่ากังวลใจแล้ว เหลือแค่เพียงการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดังเดิมเท่านั้น หลังจากนี้สุขภาพของคุณหนูสี่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ท่านหมออู๋ก้มหน้าเอ่ยรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับอาการป่วยของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งให้ซานอ๋องหยางเฟิ่งเจี๋ยฟังอย่างละเอียด
ในยามนี้หยางเฟิ่งเจี๋ยกำลังนั่งถือหยกโลหิตสองชิ้นเปรียบเทียบกันอยู่ในมือ หยกโลหิตชิ้นหนึ่งถูกมัดด้วยเชือกผ้าไหมล้ำค่าถักร้อยเพื่อทำเป็นสายห้อยหยกพกเอว ส่วนหยกโลหิตอีกชิ้นถูกถักร้อยด้วยเชือกสีแดงค่อนข้างยาวและมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีคราบโลหิตสีแดงคล้ำเปรอะเปื้อนอยู่ โดยเชือกยาวสีแดงน่าจะถูกใช้ทำเป็นสร้อยห้อยหยกโลหิตชิ้นนี้เพื่อสวมใส่คล้องคอ ซึ่งหยกโลหิตที่ถูกมัดด้วยเชือกสีแดงชิ้นนี้ เขาได้มันมาจากฝ่ามือที่เปื้อนโลหิตของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่ง
“อืม…เช่นนั้นท่านหมออู๋ก็ไม่ต้องเดินทางไปตรวจรักษาอาการป่วยของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งที่จวนตระกูลเมิ่งทุกวันเหมือนเดิมแล้ว”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าน้อยจะจัดยาบำรุงร่างกายใช้ให้คนนำไปส่งที่จวนตระกูลเมิ่งเป็นประจำแทนพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี” นี่คือคำชมสั้นๆ จากหยางเฟิ่งเจี๋ย
ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ท่านหมออู๋ต้องเงยหน้าจ้องมองไปยังผู้เป็นเจ้านายด้วยความแปลกประหลาดใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับคำชมจากซานอ๋อง ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงถ้อยคำที่แสนสั้นก็ตาม เป็นช่วงเวลาหนึ่งเดือนมาแล้วที่ท่านหมออู๋รู้สึกว่าซานอ๋องมีนิสัยเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ถึงแม้บุคลิกของซานอ๋องจะเย็นชาห่างเหินกับคนอื่นดังเดิม แต่ทว่าซานอ๋องกลับมีท่าทางไว้ใจและให้ความสนิทสนมแก่เขาและฮวนเยวี่ยกับกังตู๋มากขึ้น
“ท่านอ๋องยังมีความคิดที่จะขอถอนหมั้นกับคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งจริงๆ ใช่หรือไม่ ท่านอ๋องจึงได้ยึดหยกโลหิตที่เป็นของหมั้นหมายมาจากคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งเช่นนี้”
กังตู๋เอ่ยถามผู้เป็นเจ้านายด้วยน้ำเสียงสงสัย เมื่อมองเห็นว่าผู้เป็นเจ้านายจ้องมองหยกโลหิตทั้งสองชิ้นในมือด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“เปล่า…ถ้าหากเราคิดจะขอถอนหมั้นจากคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งแล้วเราจะลำบากรีบเดินทางไกลอย่างเร่งร้อนเพื่อไปช่วยเหลือชีวิตของนางเพื่ออะไร”
“แต่เมื่อก่อนท่านอ๋องเอ่ยกับข้าน้อยเป็นประจำว่าจะต้องหาทางขอถอนหมั้นกับคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งที่อ่อนแอไร้พลังปราณมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ ที่สำคัญข้าน้อยสังเกตเห็นว่าท่านอ๋องมิได้สนใจจะมองรูปร่างหน้าตาของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งผู้นี้ด้วยซ้ำไป”
“เรื่องหน้าตาและเรื่องการไร้พลังปราณของนางไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเรา นับจากนี้ไปเราจะปกป้องคู่หมั้นผู้นี้ให้ดี และเรายังคิดจะรีบแต่งงานรับคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งผู้นี้มาเป็นพระชายาของเราในเร็ววันอีกด้วย” หยางเฟิ่งเจี๋ยเอ่ยตอบคนสนิทของตนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แล้วท่านอ๋องทรงยึดหยกโลหิตชิ้นนี้มาจากคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“หยกโลหิตสองชิ้นนี้ มีความลึกลับบางอย่างที่เราอยากจะศึกษา เมื่อตรวจพบว่าไม่มีอะไรสำคัญแล้ว เราย่อมจะนำหยกโลหิตชิ้นนี้ไปคืนให้แก่ผู้เป็นเจ้าของอย่างแน่นอน”
หยางเฟิ่งเจี๋ยมองหยกโลหิตของตนเองที่ถูกร้อยด้วยเส้นผ้าไหมล้ำค่าในมือด้วยสีหน้าครุ่นคิด เพราะเขาแน่ใจว่าเป็นเพราะพลังลึกลับของหยกโลหิตโบราณที่เขาพกติดกายอยู่ตลอดเวลาชิ้นนี้ จึงทำให้เขาได้มีโอกาสย้อนเวลากลับคืนมายังช่วงชีวิตนี้ของตนเองใหม่อีกครั้ง
ซานอ๋องหยางเฟิ่งเจี๋ยเคยผ่านประสบการณ์ชีวิตที่คู่หมั้นของเขาคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งถูกโจรภูเขาสังหารจนสิ้นชีวิตมาแล้ว และเป็นเพราะคู่หมั้นของเขาต้องเสียชีวิตอย่างน่าอดสู หยางเฟิ่งเจี๋ยจึงถูกนินทาว่าร้าย ทุกคนต่างซุบซิบนินทากันว่าเรื่องนี้เกิดจากการวางแผนของเขาเพื่อลงมือกำจัดคู่หมั้นของตนทิ้งอย่างโหดเหี้ยม จึงทำให้หลังจากนั้นไม่มีคุณหนูจากตระกูลใหญ่คนใดสมัครใจคิดอยากจะแต่งงานมาเป็นพระชายาซานอ๋องของเขา
หยางเฟิ่งเจี๋ยยังเคยมีประสบการณ์ถูกคนที่เขาไว้ใจวางแผนใส่ร้ายกล่าวหาว่าเขาเป็นกบฏ จนทำให้เขาไม่สามารถอาศัยอยู่ในแคว้นจื่อหยวนได้ องค์ชายสามเช่นเขาต้องถูกถอดยศซานอ๋อง คนสนิทของเขาอย่างท่านหมออู๋ ฮวนเยวี่ยและกังตู๋ล้วนแต่ต้องยอมเสียสละชีวิต เพื่อช่วยเหลือให้เขามีชีวิตรอดและหลบหนีออกจากแคว้นจื่อหยวนไปได้สำเร็จ
สุดท้ายแล้วเขาต้องเดินทางหลบหนีออกไปใช้ชีวิตเร่ร่อนพเนจรอยู่ต่างแคว้น และต้องสิ้นชีพลงอย่างน่าอนาถใจในดินแดนที่รกร้างเพราะพิษร้าย โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเขาได้รับพิษนี้มาในยามใด และได้รับพิษร้ายนี้มาจากผู้ใดจนกระทั่งเขานอนหมดลมหายใจไปแล้ว
ทว่าก็ไม่รู้ว่าสวรรค์ทนเห็นชีวิตที่จบลงโดยไม่รู้สาเหตุของเขา หรือว่าเป็นเพราะเขาชดใช้วิบากกรรมของตนเองยังไม่หมดกันแน่ จึงทำให้หยางเฟิ่งเจี๋ยได้หวนกลับมาใช้ชีวิตในยามที่เขายังเป็นเพียงองค์ชายสามผู้ที่ยังมีอายุน้อยอยู่อีกครั้ง
เมื่อมีโอกาสย้อนเวลากลับคืนมาในช่วงเวลานี้ใหม่อีกครั้ง หยางเฟิ่งเจี๋ยจึงคิดจะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทุกอย่างไม่ให้ซ้ำรอยเดิม โดยเริ่มจากการช่วยชีวิตคู่หมั้นของตนเอง เพื่อที่ในอนาคตเขาจะได้ไม่ต้องยอมรับพระราชทานงานมงคลสมรสกับหญิงแพศยาผู้นั้น คนที่เขาเคยไว้ใจจนปล่อยให้นางวางแผนใส่ร้ายเขาได้ในอนาคต…
