บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 พี่ชายตระกูลเมิ่งทั้งสอง

เมิ่งเถียนซียอมรับการปรนนิบัติจากสาวใช้จำนวนหนึ่งด้วยความรู้สึกเริ่มคุ้นชิน เหล่าสาวใช้พวกนี้ช่วยกันอุ้มนางไปทำธุระส่วนตัวจนเสร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดี และช่วยกันอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดใหม่ให้แก่นางอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง

ในชีวิตเก่าเมิ่งเถียนซีต้องทำทุกอย่างด้วยตนเองมาโดยตลอดไม่เคยมีสาวใช้มาช่วยทำเรื่องกิจเฉพาะเป็นการส่วนตัวเช่นนี้ ดังนั้นช่วงที่นางรู้สึกตัวฟื้นคืนสติมาในวันแรกๆ นางจึงดิ้นรนเพื่ออยากจะหลบหนีจากเงื้อมมือของสาวใช้เหล่านี้อย่างสุดกำลัง แต่ทว่าด้วยสภาพร่างกายที่แสนจะอ่อนแอ นางจึงหลบหนีได้ไม่พ้นจึงต้องยินยอมปล่อยให้สาวใช้เหล่านี้จัดการกับร่างกายของตนได้ตามแต่ใจของพวกนาง

วันเวลาผ่านไปนานหลายวันเมิ่งเถียนซีเริ่มรู้สึกเคยชินที่ได้รับการปรนนิบัติจากสาวใช้เหล่านี้ จนกระทั่งในยามนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกสบายตัวเป็นอย่างยิ่ง ที่มีสาวใช้ช่วยทำหลายๆ อย่างให้แก่ตนเอง

“วันนี้บ่าวได้เปลี่ยนอาหารมื้อเช้าจากอาหารเหลวเป็นอาหารอ่อนที่มีความเหนียวข้นเพิ่มมากขึ้น ตามที่คุณหนูเอ่ยปากขอแล้วนะเจ้าคะ” ไฉ่เสียนยกสำรับอาหารมาวางตรงหน้าของเมิ่งเถียนซี แล้วพูดอธิบายเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนอาหารมื้อนี้ด้วยน้ำเสียงน่าฟัง

เมิ่งเถียนซีอมยิ้มแล้วหยิบช้อนโลหะเงินที่นางเคยเอ่ยปากขอ นำมาตักโจ๊กข้นภายในชามยกขึ้นมากินด้วยตนเอง รสชาติของโจ๊กข้นมีความหวานเล็กน้อยและมีกลิ่นเนื้อสัตว์จางๆ ลอยกำจายออกมาในยามที่นางอ้าปากเคี้ยว

“โจ๊กไก่ชามนี้เป็นฝีมือของคุณหนูสามที่ลงมือเข้าครัวไปเคี่ยวโจ๊กให้กับคุณหนูสี่ด้วยตนเองเลยเชียวนะเจ้าคะ”

“คุณหนูสามเมิ่งซูเหวินผู้นั้นหรือ”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ถึงแม้ว่าคุณหนูสามจะถือกำเนิดมาจากอนุหลิน แต่ฮูหยินก็เลี้ยงดูคุณหนูสามมาตั้งแต่แรกเกิด ดังนั้นคุณหนูสามจึงกตัญญูต่อฮูหยินมาก และยังเผื่อแผ่ความรักใคร่เอ็นดูมาให้ผู้เป็นน้องสาวอย่างคุณหนูสี่ด้วยนะเจ้าคะ” ไฉ่เฉินพูดถึงเมิ่งซูเหวินด้วยน้ำเสียงชื่นชม เพราะนางเคยเป็นสาวใช้ของฮูหยินตระกูลเมิ่งมาก่อน ดังนั้นไฉ่เฉินจึงสนิทสนมกับคุณหนูสามเมิ่งซูเหวินมากพอสมควร

เมิ่งเถียนซีตักอาหารในจานอื่นขึ้นมาชิม นางค่อยๆ เคี้ยวแล้วเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “อ่อ…ฮูหยินตระกูลเมิ่งผู้เป็นมารดาของข้า ช่างมีน้ำใจกว้างขวางเสียจริง ยินยอมเลี้ยงบุตรสาวของอนุอย่างใกล้ชิดจนเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างดี แต่บุตรสาวที่เมิ่งฮูหยินคลอดออกมากลับส่งตัวไปให้บิดาและมารดาที่อยู่ต่างเมืองช่วยเลี้ยงดูแทน”

ไฉ่เสียนกลัวว่าคุณหนูสี่จะรู้สึกน้อยใจในเรื่องที่เพิ่งจะเอ่ยออกมา นางจึงรีบพูดปลอบใจว่า “คุณหนูสี่อย่าได้นำเรื่องนี้มาคิดน้อยใจเลยนะเจ้าคะ บ่าวเป็นบุตรสาวของซุนมามา คนสนิทข้างกายของเมิ่งฮูหยิน บ่าวจึงรู้ดีว่าในวัยเด็กคุณหนูสี่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถอดทนต่อความหนาวเย็นของเมืองหลวงได้ ฮูหยินจึงต้องจำใจส่งตัวคุณหนูให้ไปพักอาศัยอยู่ในเมืองติ้งที่มีอากาศอบอุ่นมากกว่าเจ้าค่ะ แต่ฮูหยินก็ไม่เคยลืมคุณหนูสี่เลยนะเจ้าคะ”

ไฉ่เฉินรีบพูดเสริมขึ้นว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูสี่คงจะลืมไปแล้วว่า ทุกๆ สามเดือนฮูหยินมักจะเดินทางไปเยี่ยมคุณหนูสี่ที่เมืองติ้งเป็นประจำ คุณหนูสามยังติดตามฮูหยินไปเยี่ยมคุณหนูสี่ที่เมืองติ้งบ่อยครั้งด้วยนะเจ้าคะ”

เมิ่งเถียนซียังคงกินอาหารต่อไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่นางจะรู้สึกอิ่มบ้างแล้ว เป็นเพราะนางรู้ดีว่าร่างกายของเมิ่งเถียนซีผู้นี้ช่างผอมบางมากเกินไปแล้ว ดังนั้นนางจึงรู้สึกอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ เมื่อได้ฟังสาวใช้ทั้งสองคนเอ่ยแก้ตัวแทนฮูหยินตระกูลเมิ่งสวีเยี่ยนหลัน และออกตัวแทนคุณหนูสามเมิ่งซูเหวิน นางจึงอมยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า

“พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว คนอ่อนแอไร้พลังปราณอย่างข้าจะกล้ามีความรู้สึกน้อยใจได้อย่างไร เมื่อหลายวันก่อนข้าแอบได้ยินสาวใช้คนหนึ่งพูดนินทาว่า คุณหนูสามเมิ่งซูเหวินถึงแม้จะเป็นเพียงบุตรของอนุหลิน แต่นางมีอายุเพียงแค่สิบหกปี นางก็มีความสามารถฝึกฝนตนจนถึงระดับสอง อยู่ในขั้นสร้างลมปราณที่จุดตันเถียนได้แล้ว ถือได้ว่าเป็นคุณหนูที่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนพลังปราณผู้หนึ่ง ผิดกับคุณหนูสี่อย่างข้าที่ไร้พลังปราณคุ้มกายตั้งแต่แรกเกิด แค่จะใช้ชีวิตตามปกติจนเติบโตให้เหมือนคนทั่วไปก็ยากลำบากแล้ว จะเรียกคุณหนูสี่อย่างข้าว่าเป็นคนไร้ค่าคนหนึ่งก็ไม่นับว่ามากเกินไป”

เมื่อเมิ่งเถียนซีพูดจบ ก็มีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “เป็นสาวใช้คนใดที่กล้าพูดจาหยามเกียรติน้องสาวของข้าเมิ่งจื่อซวาน ข้าจะจับสาวใช้คนนั้นมาตัดลิ้นเน่าๆ ทิ้งไปเสีย”

เมิ่งเถียนซีหันไปมองยังเสียงพูดนั้นจึงมองเห็นบุรุษหนุ่มร่างสูงสองคนเดินเคียงคู่กันเข้ามาด้านในห้องพักส่วนตัวของนาง คนที่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเมื่อครู่นี้คือคุณชายรองเมิ่งจื่อซวาน ส่วนบุรุษร่างสูงอีกคนที่เดินมาหานางโดยไร้คำพูด แต่เขาถือวิสาสะเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของนางไปจับตรวจบริเวณชีพจรคือคุณชายใหญ่เมิ่งเซวียนอี้

“ช่างน่าแปลกใจยิ่งนัก ทำไมวันนี้ชีพจรของซีเอ๋อร์จึงลื่นไหลและหนักแน่นมากขึ้น” เมิ่งเซวียนอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ แล้วจึงหันไปถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงวางอำนาจว่า “ไฉ่เฉิน…ท่านหมออู๋สั่งยาเทียบไหนให้แก่คุณหนูสี่อย่างนั้นรึ เจ้ารีบนำเทียบยาของท่านหมออู๋มาให้ข้า”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมิ่งเถียนซีพบกับคุณชายตระกูลเมิ่งสองคนนี้ โดยเฉพาะคุณชายใหญ่เมิ่งเซวียนอี้ เพราะในทุกวันเขามักจะมาตรวจชีพจรของนางอยู่เป็นประจำจนนับได้สามครั้งเป็นอย่างน้อย และทุกครั้งที่ท่านหมออู๋มาตรวจและรักษานาง คุณชายใหญ่ผู้นี้มักจะมายืนเฝ้าน้องสาวอย่างนางอยู่ด้านข้างไม่ยอมห่างกายแทบจะทุกครั้ง

“พี่ใหญ่ยังจะมามัวเสียเวลาศึกษาเรื่องเทียบยาของท่านหมออู๋อยู่อีกหรือ น้องสาว! เจ้ารีบบอกพี่รองมาเถิดว่าสาวใช้คนใดที่กล้าพูดนินทาว่าเจ้าเป็นคนไร้ค่า พี่รองจะได้จัดการคนผู้นั้นให้ไม่สามารถอ้าปากพูดได้อีกต่อไป” เมิ่งจื่อซวานเอ่ยถามน้องสาวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เมิ่งเถียนซีอดที่จะรู้สึกอบอุ่นในหัวใจไม่ได้ เมื่อได้มองเห็นท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจของเมิ่งจื่อซวาน และได้ฟังน้ำเสียงอยากจะจัดการคนที่มาพูดจาว่าร้ายน้องสาวของเขาด้วยความโมโหแบบนี้

แต่เมิ่งเถียนซีก็รีบสลัดความรู้สึกอบอุ่นที่เริ่มผุดขึ้นมาในหัวใจทิ้งไป เพราะนางไม่อยากจะต้องตายจากความโง่เขลาเพียงเพราะความรู้สึกดีที่มีคนมาทำตัวใกล้ชิดตีสนิทกับนางอีกแล้ว

“พี่รองไม่ต้องหาตัวคนพูดหรอกเจ้าค่ะ เพราะสาวใช้ผู้นั้นไม่ได้พูดอะไรผิด ข้าไร้พลังลมปราณจึงเป็นคุณหนูไร้ค่าตามที่สาวใช้ผู้นั้นพูดจริงๆ เจ้าค่ะ”

เมื่อได้ยินน้องสาวเอ่ยว่าตนเองเช่นนี้ เมิ่งเซวียนอี้และเมิ่งจื่อซวานพลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที แต่พวกเขายังคิดหาคำพูดที่ดีมาเอ่ยปลอบใจน้องสาวของตนเองไม่ได้ ภายในห้องอุ่นแห่งนี้จึงเงียบสงบไปชั่วเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะมีสาวใช้หน้าเรือนพูดเตือนขึ้นว่า

“ฮูหยินและคุณหนูสามมาถึงหน้าเรือนรับอรุณแล้วเจ้าค่ะ”

เมิ่งจื่อซวานจึงรีบพูดว่า “เจ้าวางใจเถิด พี่รองจะเดินออกไปต้อนรับท่านแม่และน้องสามแทนเจ้าของเรือนอย่างน้องสาวเอง” พูดจบแล้วเขาจึงรีบเดินหนีออกจากห้องนี้ไปอย่างรวดเร็ว

เมิ่งเซวียนอี้มองตามหลังน้องชายของตนด้วยแววตาอ่อนใจ แล้วหันมาพูดกับผู้เป็นน้องสาวว่า “ซีเอ๋อร์ เจ้าวางใจเถิดพี่ใหญ่คนนี้ของเจ้า จะต้องหาวิธีรักษาเจ้าให้มีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนทั่วไปให้ได้ เมื่อเจ้ามีสุขภาพแข็งแรงดีแล้ว จึงค่อยเริ่มฝึกฝนพลังปราณระดับหนึ่ง เริ่มสร้างปราณในช่วงวัยนี้ก็ไม่ถือว่าสายเกินไป”

เมิ่งเถียนซีรู้สึกอบอุ่นหัวใจอีกครั้ง เมื่อได้ฟังคำพูดปลอบใจของพี่ชายใหญ่เมิ่งเซวียนอี้ แล้วแอบคิดในใจว่านางเคยเป็นถึงอัจฉริยะน้อยที่ฝึกฝนพลังปราณจนถึงระดับหกขั้นเลี่ยซวี่ สามารถหลอมรวมดวงจิตสู่ความว่างเปล่าได้แล้ว แต่เพราะความโดดเดี่ยวไม่มีพี่น้องและยังไร้สหายเคียงข้างกายมานาน นางจึงได้เกิดความโง่เขลาถูกเหล่าศิษย์พี่และศิษย์น้องลอบสังหารอย่างง่ายดายเช่นนั้น ดังนั้นในชีวิตนี้นางจึงยังไม่สามารถเปิดใจยอมรับพี่ชายทั้งสองคนนี้ได้อย่างสนิทใจ…

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel