บทที่ 2 คุณหนูสี่เมิ่งเถียนซี
เมิ่งเถียนซีคิดว่าตนเองต้องจบชีวิตลงที่ใต้หุบเขาอู่ไถไปแล้ว แต่เมื่อนางรู้สึกตัวฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งจึงพบว่าตัวนางได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งแห่งแคว้นจื่อหยวนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนฉิงอัน ตามที่สาวใช้ทั้งสองคนพูดอธิบายให้นางฟัง จึงคิดสรุปได้ว่าดินแดนฉิงอันแห่งนี้เป็นดินแดนที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน อีกทั้งนางยังได้กลายมาเป็นคุณหนูสี่แห่งจวนแม่ทัพสกุลเมิ่งไปเสียแล้ว
“ในที่สุดคุณหนูสี่ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาได้เสียที หลังจากที่คุณหนูสี่นอนหลับพักผ่อนไปในช่วงบ่ายของเมื่อวาน ก็หลับยาวนานมาจนถึงยามสายของวันนี้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้พวกบ่าวรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมากเลยเจ้าค่ะ” ไฉ่เฉินผู้เป็นสาวใช้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงโล่งใจ
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ บ่าวและไฉ่เสียนกำลังพูดคุยปรึกษากันอยู่เลยเจ้าค่ะ ถ้าหากว่าอีกสองชั่วยามคุณหนูสี่ยังไม่รู้สึกตัวตื่น บ่าวจะไปตามคุณชายใหญ่ให้มาตรวจสุขภาพของคุณหนูสี่ใหม่อีกครั้งเจ้าค่ะ” ไฉ่เสียนผู้เป็นสาวใช้อีกคนพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพราะในที่สุดคุณหนูสี่ของพวกนางก็รู้สึกตัวตื่นเสียที
เมิ่งเถียนซีมองดูสาวใช้ทั้งสองคนด้วยแววตามึนงงเล็กน้อย และคิดทบทวนเรื่องราวที่นางได้รับรู้มาจากเมื่อหลายวันก่อนรวมมาถึงการสนทนากันในช่วงบ่ายของเมื่อวานอีกรอบก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างแหบแห้งว่า
“เจ้าคือไฉ่เฉิน ส่วนเจ้าคือไฉ่เสียน”
สาวใช้ที่มีนามว่า “ไฉ่เฉิน” มีสีหน้าดีใจมากจนแสดงออกบนสีหน้าอย่างชัดเจนแล้วพูดว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ในที่สุดคุณหนูสี่ก็เริ่มจดจำพวกบ่าวได้แล้ว ว่าใครเป็นใคร ว่าแต่ความทรงจำของคุณหนูในอดีตเริ่มกลับคืนมาบ้างหรือยังเจ้าคะ”
“ไม่! ข้ายังไม่มีความทรงจำใดในอดีตอยู่ในหัวแม้แต่เรื่องเดียว ในยามนี้ข้าจดจำได้แค่เรื่องราวที่พวกเจ้าเคยเอ่ยเล่าให้ข้าฟังเท่านั้น แต่ทว่า…” เมิ่งเถียนซีขยับตัวเพื่อจะลุกขึ้นนั่ง แต่แล้วนางจึงรับรู้ได้ว่าร่างกายของตนอ่อนแอจนลุกขึ้นมานั่งด้วยตนเองไม่ได้
“คุณหนูอยากจะลุกขึ้นนั่งน่าจะเรียกบ่าวให้มาช่วยนะเจ้าคะ คุณหนูป่วยหนักมานานเกือบหนึ่งเดือน ร่างกายจึงไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้เจ้าค่ะ ดังนั้นถ้าหากอยากลุกขึ้นนั่งเรียกบ่าวมาช่วยจะดีกว่า ก่อนหน้านี้บ่าวอุ่นน้ำแกงรอคุณหนูมาโดยตลอด ให้บ่าวช่วยประคองคุณหนูเอาไว้เพื่อจะได้นั่งดื่มน้ำแกงได้อย่างสะดวกดีไหมเจ้าคะ”
“ดี” เมิ่งเถียนซีส่งเสียงตอบในลำคอ และทำตัวอ่อนเหลวยินยอมทำให้สาวใช้ทั้งสองคนช่วยปรนนิบัตินางแต่โดยดี
เมื่อได้ดื่มน้ำแกงอุ่นลงท้อง เมิ่งเถียนซีจึงรู้สึกว่าร่างกายของนางคล้ายจะมีเรี่ยวแรงเพิ่มมากขึ้น แต่ทว่าเมื่อนางลองรวบรวมพลังปราณตรงจุดตันเถียน นางกลับรู้สึกว่าพลังปราณที่เคยแข็งแกร่งของนางพลันจางหายสลายไปจนหมด ทั้งๆ ที่ในยามที่นางอยู่ในสำนักชิงเสวียนแห่งดินแดนเทียนคง นางฝึกฝนตนจนอยู่ในระดับขั้นจินตัน มีเม็ดพลังทองคำอยู่ที่จุดตันเถียนแล้ว
ซึ่งเรื่องที่นางไร้พลังลมปราณไม่ได้ทำให้นางรู้สึกแตกตื่นใจได้เท่ากับการที่นางได้รับรู้ว่า ในยามนี้นางคือคุณหนูสี่สกุลเมิ่ง ผู้ที่มีนามว่าเมิ่งเถียนซีเหมือนกับชื่อเดิมของนางในดินแดนเทียนคง บิดาของนางคือเมิ่งอันหวาย ท่านแม่ทัพตระกูลเมิ่งแห่งแคว้นจื่อหยวน มารดาของนางคือสวีเยี่ยนหลัน ฮูหยินตระกูลเมิ่ง และแคว้นจื่อหยวนแห่งนี้ยังอยู่ในดินแดนฉิงอัน ที่เมิ่งเถียนซีไม่เคยได้ยินชื่อดินแดนแห่งนี้มาก่อน
ในยามที่สาวใช้ยกอ่างล้างหน้ามาให้นาง เมิ่งเถียนซีก้มมองดูใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยในเงาน้ำแล้วก็ต้องถอนหายใจ ถึงแม้ความทรงจำเดิมของตนยังคงอยู่ แต่นางไม่มีความทรงจำของคุณหนูสี่เมิ่งเถียนซีแม้แต่น้อย รูปลักษณ์ภายนอกของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งก็ไม่มีส่วนใดที่เหมือนกับนาง เงาที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำทำให้นางมองเห็นใบหน้าซูบตอบจนมองโหนกแก้มสูงได้อย่างชัดเจน ริมฝีปากเล็กแห้งแตกเป็นขุย จมูกโด่งเรียวเล็กมีปลายเชิดรั้นขึ้นอย่างคนที่มีนิสัยค่อนข้างดื้อรั้น
เมิ่งเถียนซีแอบคิดว่า มีแค่สิ่งเดียวที่ดูคล้ายตัวนางคนเดิมอยู่บ้างก็คือดวงตากลมโตที่มีแพรขนตาดกหนาปกคลุม ทว่าดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มคู่นี้ดูกระจ่างใสผิดแปลกกับดวงตาสีดำสนิทของเมิ่งเถียนซีคนเดิมอย่างลี้ลับ
ตามที่เมิ่งเถียนซีฟังสองสาวใช้เอ่ยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้นางฟังก็คือ คุณหนูสี่เมิ่งเถียนซีเป็นเด็กสาวที่มีอายุสิบสี่ปีกำลังจะครบสิบห้าปีในเดือนหน้า วัยเด็กของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งมีสุขภาพร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยบ่อย ดังนั้นคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งจึงถูกส่งตัวไปให้ท่านตาและท่านยายของนางเลี้ยงดูที่อยู่ที่เมืองติ้ง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศใต้เกือบพันลี้
คุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งผู้นี้มีพี่ชายร่วมมารดาอีกสองคนคือคุณชายใหญ่เมิ่งเซวียนอี้และคุณชายรองเมิ่งจื่อซวาน มีพี่สาวต่างมารดาที่กำเนิดมาจากอนุหลินเจียวฝางคือคุณหนูสามเมิ่งซูเหวิน
เมื่อคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งมีอายุใกล้จะถึงสิบห้าปีซึ่งเป็นวัยที่ต้องจัดพิธีปักปิ่นได้แล้ว นางจึงถูกส่งตัวเดินทางกลับมาเมืองหลวง แต่ทว่าระหว่างทางคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งช่างโชคร้ายยิ่งนัก ที่ต้องพบเจอกลุ่มโจรภูเขาดักปล้นระหว่างทาง สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาจากเมืองติ้งถูกโจรสังหารทิ้งจนหมด ส่วนตัวนางรอดพ้นเคราะห์ร้ายครั้งนี้มาได้ เนื่องจากซานอ๋องผู้เป็นคู่หมั้นของนางได้เดินทางไปช่วยเหลือนางจากโจรภูเขาได้ทันเวลาพอดี
เมื่อซานอ๋องพาคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งมาส่งที่จวนตระกูลเมิ่ง ร่างกายของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต ซานอ๋องบอกกับทุกคนว่าสาวใช้แปดนางของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องคุณหนูสี่อย่างสุดกำลัง สุดท้ายสาวใช้หนึ่งคนที่มีชีวิตเหลือรอดก็ทนพิษบาดแผลที่ได้รับไม่ไหว จึงเสียชีวิตในระหว่างการเดินทางเข้าเมืองหลวง คุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งรู้สึกตกจะเสียขวัญจนเจ็บป่วย และต้องเสียใจมากที่สุดเป็นเพราะสาวใช้คนที่เหลือรอดคนสุดท้ายสิ้นใจในอ้อมแขนของนาง คุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งจึงทุกข์ใจจนไม่ยอมกินไม่ยอมดื่มและป่วยจนถึงขั้นหมดสติแบบนั้น
ไฉ่เฉินและไฉ่เสียน คือสาวใช้ที่ฮูหยินตระกูลเมิ่งเพิ่งจะมอบให้แก่บุตรสาวคนเล็กเอาไว้ใช้สอย สาวใช้ทั้งสองคนนี้ดูแลปรนนิบัติเมิ่งเถียนซีได้อย่างรอบคอบ เมื่อนางฟื้นคืนสติขึ้นมาสาวใช้ทั้งสองคนต่างช่วยพูดปลอบใจนางและเล่าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้เมิ่งเถียนซีฟังอย่างละเอียด
ในวันนี้เมิ่งเถียนซีมีแรงลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงได้นานกว่าวันอื่นๆ ที่ผ่านมา นางนั่งคิดคำนวณถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตนเองอย่างละเอียด ก่อนที่จะตัดสินใจเอ่ยถามหาถึงสิ่งของสำคัญของตนอีกครั้ง
ในวันนี้เมิ่งเถียนซีรู้สึกดีขึ้นมากกว่าทุกวัน นางจึงคิดถึงสิ่งของสำคัญที่ตนเองกำเอาไว้แน่นในยามที่ร่วงหล่นมาจากหน้าผาอู่ไถได้ “หยกโลหิตที่ข้าพกติดตัวมาตลอดได้สูญหายไป ข้าอยากจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะตามหาหยกโลหิตของข้ากลับคืนมาได้”
“พวกบ่าวรู้มาว่าซานอ๋องได้คืนสิ่งของล้ำค่าที่คุณหนูสี่พกติดตัวมาด้วยให้แก่ฮูหยินจนครบหมดแล้วเจ้าค่ะ หยกโลหิตที่คุณหนูสี่พูดถึง อาจจะอยู่ที่ฮูหยินก็ได้นะเจ้าคะ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็ช่วยไปตามเมิ่งฮูหยินให้มาพบข้าสักหน่อยเถิด ข้าอยากจะรู้ว่าหยกโลหิตอยู่ที่เมิ่งฮูหยินหรือไม่”
“ถึงคุณหนูไม่บอก บ่าวก็ได้ส่งคนไปแจ้งข่าวให้แก่ฮูหยินแล้วเจ้าค่ะ ว่าคุณหนูตื่นแล้ว อีกสักครู่ฮูหยินน่าจะเดินมาที่เรือนรับอรุณแห่งนี้เจ้าค่ะ รวมไปถึงคุณชายใหญ่ด้วย” ไฉ่เฉินเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
ส่วนไฉ่เสียนกำลังช่วยหวีผมให้นางเพื่อทำผมทรงใหม่อย่างตั้งใจก็อดที่จะเอ่ยเตือนคุณหนูของตนไม่ได้ว่า “คุณหนูสี่เจ้าคะ เมิ่งฮูหยินคือมารดาผู้ให้กำเนิดคุณหนูสี่นะเจ้าคะ เหตุใดคุณหนูสี่จึงพูดถึงฮูหยินด้วยน้ำเสียงห่างเหินเช่นนั้นละเจ้าคะ”
เมิ่งเถียนซีนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยตอบว่า “ความทรงจำทุกเรื่องของข้าจางหายไปหมดแล้ว ทุกคนจึงเหมือนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับข้า แต่เอาเถิดข้าจะพยายามปรับตัวเพื่อไม่ให้ทุกคนรู้สึกอึดอัดใจ”
เมื่อมาอยู่ในสถานที่แปลกใหม่เมิ่งเถียนซีจึงมีความคิดว่าตนเองควรจะพยายามปรับตัวเสียใหม่ เพื่อที่จะไม่ได้แปลกแยกและแตกต่างจากคนอื่น จนต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยวเหมือนชีวิตเดิมในอดีตของนางอีกต่อไป…
