บท
ตั้งค่า

บทที่5 ผาหินขาด

"ข้ามีมันเทศมา3หัว ถึงจะไม่มีค่าอะไรมากแต่ก็อยากให้พวกเจ้าช่วยรับไว้แทนคำขอบคุณจากครอบครัวอู๋ของเรานะ"ต้องบอกว่าในสถานการณ์ตอนนี้เสบียงถือเป็นของหายาก ต้องเก็บถนอมไว้เป็นอย่างดี การที่บ้านอู๋นำมันเทศมาให้3หัวนั้นถือว่าไม่ถึงกับมาก แต่ก็ไม่ใช้น้อย

พ่อหลัวจะไม่รับไว้ก็เหมือนไม่รับไมตรีกันจึงต้องรับไว้

"ขอบคุณมากขอรับ"เมื่อพ่อหลัวยื่นมือไปรับมันเทศ ป้าอู๋ก็ยิ้มเต็มใบหน้า ก่อนจะลากลับไป

และการที่พ่อหลัวได้ช่วยขบวนลี้ภัยจากกลุ่มโจร ทำให้เป็นที่ยอมรับของคนในกลุ่ม

"มิน่าบ้านหลัวถึงกล้าอยู่ท้ายขบวนทั้งๆที่มีบุรุษแค่คนเดียว"ยายเฒ่าเฟิงที่นั้งพักระหว่างที่ขบวนแวะพักเท้าสัตว์เอ่ยออกมากับเพื่อนร่วมขบวน

"ข้าเห็นนะ เมื่อคืนบ้านหลัวใช้ดาบสั้นฟันพวกโจรทีเดียวตายเลย"ป้าอู้เล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้ทุกคนฟัง อย่างออกรสชาติ

"เห็นว่าอดีตหลัวหวังเหว่ยเคยเป็นทหาร แต่เพราะบาดเจ็บจึงถูกปลดระวาง ถ้าไม่บาดเจ็บอนาคตต้องสดใสแนๆ"เมียหัวหน้าขบวนเอ่ยขึ้น สามีนางเคยไปถามความเป็นมาของบ้านหลัวจึงพอทราบข้อมูล

"แถมยังใจบุญรับเลี้ยงเด็กบ้านหลงอีก ข้าเคยเห็นทารกหญิงนั้นนะ ร่างกายอ่อนแอมาก เลี้ยงไปก็อาจไม่รอด แต่ก็ยังซื้อไว้"เต๋อจูฉี้เคยไปเยี่ยมสะใภ้หลงตอนคลอดแรกๆ เพราะคลอดระหว่างเดินทางจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอทั้งแม่และบุตร

"แต่ผ่านไปหลายหลายวัน ไม่เห็นพวกเขาเอาเด็กๆออกมาข้างนอกเลย"ป้าหลีสงสัย แต่เพราะครอบครัวนางอยู่กลางขบวนเลยมองครอบครัวหลัวไม่ถนัด

"แต่เมื่อคืนข้าเห็น..ตอนที่ข้าไปขอบคุณบ้านหลัว บุตรสาวเขาเปิดผ้าม่าน จึงเห็นทั้งคู่นอนกันเงียบ"ป้าอู๋พูดขึ้น

"แล้วเด็กเป็นไงบ้าง?"ป้าหลีถามด้วยความอยากรู้

"ข้าเห็นไม่ถนัดเพราะเด็กนอนบนที่นอนมีผ้าปูอยู่"ป้าอู๋เล่าพร้อมยิ้มแห้ง

"แต่ก็หมายความว่าเด็กยังอยู่" ป้าหลีสรุป และกว่าจะหมดเวลาพัก ชาวบ้านก็พูดถึงบ้านหลัวไปอีกพักใหญ่ ขบวนเดินทางท่ามกลางแดดที่ร้อน แต่หยุดไม่ได้เพราะได้ยินเสียงสู้รบตลอดไม่รู้ว่าทหารเหลียงจะบุกมาถึงเมื่อไหน จึงต้องเดินทางตลอดพักก็ต่อเมื่อจะให้สัตว์พักเท้าเท่านั้น ที่ขบวนนี้ตัดสินใจไปทางตะวันตกเพราะสงครามยังไปไม่ถึง แต่ก็ยากจะมั่นใจว่ามันปลอดภัย ทั้งหมดได้แต่หวังว่าไปถึงเมืองหลงฉุยจะสามารถอยู่รอดปลอดภัย แต่ต้องเลยเมืองหลวงไปอีก

เมื่อถึงเวลาพักทุกคนก็ลงมายืดเส้นยืดสาย เพราะขบวนเดินทางตลอดบางคนถึงกับปวดตามเนื้อตัว

"เหวยเหว่ยกินนมเก่งมากนะเจ้าคะ"หมิงหลานมองน้องสาวคนล่าสุดที่ดูดนมจากเต้ามารดาจนมีคราบน้ำนมไหนออกข้างปาก

ส่วนหลีซานที่กินอิ่มแล้วหมิงเอ๋อก็จับน้องชายอุ้มพาดบ่าเพื่อเรอ

"แม่รู้สึกว่าตอนนี้น้ำนมแม่มีมาก ตอนแรกยังคิดว่านมอาจไม่พอสำหรับเด็กสองคน แต่ที่ไหนได้ ไหลไม่หยุด แถมแม่ยังรู้สึกว่าร่างกายกลับฟื้นกำลังเหมือนเก่าอีกด้วย"

แม่หลัวมองทารกน้อยดูดนมในตาก็เริ่มเคลิ้มหลับ จนหนูน้อยหลับแต่ปากก็ยังไม่หยุดกินนม ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน ทารกน้อยเหวยเหว่ยก็เริ่มตัวอวบอิ่มขึ้น จากวันแรกที่ได้มานางเหมือนจะไม่รอด

พ่อหลัวนำน้ำและหญ้าในมิติไปให้เจ้าม้าสองตัวกิน พวกมันกินแล้วก็กระดิกหูหางอย่างชอบใจ

"รู้ความจริงนะพวกแก"พ่อหลัวบ่นอย่างไม่จริงจัง

พอหมดเวลาพักหัวหน้าขบวนก็ตะโกนให้เริ่มออกเดินทาง ขบวนจึงเริ่มขยับ

พอตกเย็นก็แวะพัก ชาวบ้านก็ต่างออกไปหาแหล่งน้ำและล่าสัตว์

บ้านหลัวไม่เดือดร้อนเรื่องเสบียงและน้ำดื่ม แต่พ่อหลัวก็ออกไปหาผักป่ามาไว้ทำอาหารเพราะหมิงเอ๋อให้เดินไปหาต้นผลไม้มาปลูกในมิติ

เดินทางอยู่หลายวัน พอถึงเวลาพักก็เดินไปปลดม้าทั้งสองแล้วพาไปผูกใต้ร่มไม้ใกล้รถม้า หมิงเอ๋อเข้าไปตัดหญ้าในมิติให้พวกมันกิน เพราะพ่อหลัวเคยตัดหญ้าธรรมดาให้พวกมัน แต่เจ้าม้าทั้งสองกลับเมิน นางจึงต้องเข้าไปตัดหญ้าในมิติมาให้

ส่วนเจ้าลาก็ร่าเริงอยู่ในมิติ พอเห็นนางก็จะเดินมาอ้อนขอกินนมกล่อง เรื่องน้ำนางก็เอาน้ำในอ่างผสมกับในลำธาร เพราะถ้าดื่มในอ่างเพรียวๆรู้สึกจะเข้มข้นเกินไปแถมยังต้องถนอมน้ำในอ่างอีกด้วยเพราะกว่าจะเต็มต้องใช้เวลาหลายวัน

แม่หลัวจะเดินลงมาจากรถม้ามาก่อไฟ แต่หนิงเหม่ยที่เห็นมารดาเหนื่อยจากการเลี้ยงน้องจึงอาสาทำเอง

ส่วนหมิงเอ๋อกับหมิงหลานเลี้ยงทารกน้อย

สองพี่น้องอุ้มทั้งคู่เดินรอบๆรถ ชาวบ้านจึงได้เห็นทารกทั้งสองชัดๆ ทุกคนต่างเห็นว่าทารกน้อยทั้งสองมีสุขภาพที่ดีแถมคอยังเริ่มตั้งชัน ทั้งๆที่ยังไม่ถึงสองเดือนส่วนเหวยเหว่ยเพิ่งได้เดือนเดียว

"อัยหยา..นี้เด็กๆทำไมอ้วนจ้ำม้ำแบบนี้ละ"ป้าอู้เมื่อเห็นว่าบ้านหลัวอุ้มทารกน้อยลงมาเดินเล่นจึงเดินมาดู พอเห็นทารกหญิงที่จากตอนแรกเหมือนจะไม่รอดเพราะผู้เป็นย่าอุ้มเดินผ่านวันที่เอาไปขายให้บ้านหลัวเด็กตัวอ่อนปวกเปียกแล้ว

"พอดีท่านแม่มีน้ำนมเหลือเฟือนะเจ้าคะ แถมทั้งคู่ยังกินเก่งอีกด้วย"หมิงเอ๋อพูดขึ้น

"ดีๆ..ถือเป็นบุญของเด็กที่ได้ครอบครัวเจ้ารับเลี้ยง แล้วนางชื่อว่าอะไรละ?"ป้าอู๋เดินเข้ามาดูทารกหญิงใกล้ๆ หนูน้อยมีพวกแก้มใสสีชมพูก็นึกเอ็นดู แถมหนูน้อยทั้งสองยังอารมณ์ดี ส่งเสียงอ้อแอ้ตลอด ชาวบ้านคนอื่นก็เดินมาดูทารกน้อยกันพร้อมหน้า

"น้องเล็กชื่อหลัวเหวยเหว่ยเจ้าคะ"หมิงหลานเอ่ยขึ้น

ต้องบอกว่าตั้งแต่ร่วมขบวนมาเดือนครึ่ง คนบ้านหลัวมีอุ้มบุตรชายคนเล็กเดินรอบๆรถม้าบ้าง แต่หนูน้อยเหวยเหว่ยน้อยคนจะได้เห็น

วันนี้บ้านหลัวนำทารกน้อยออกมาคู่กันจึงสร้างความสนใจให้คนในขบวนไม่น้อย

"เหวยเหว่ยน้อยยิ้มเก่งเสียจริง"เต๋อจูฉีมองทารกน้อยก็จำไม่ได้ เพราะช่างผิดจากวันที่นางไปเห็นเหลือเกิน เด็กคนนั้นนางจำได้ว่านอนแนนิ่งไม่มีแม้เสียงร้อง แต่เด็กคนนี้เนื้อตัวอวบอ้วนแก้มใสเป็นพวง แถมคอยังทำท่าจะตั้งชันอีกด้วย

"แอ้.."

"แอ้..แอ๊"เสียงทารกน้อยทั้งสองชวนผู้ใหญ่คุยอ้อแอ้ สร้างรอยยิ้มให้คนที่มาเล่นด้วย

แม่หลงที่เห็นหลานสาวจากที่ไกลๆน้ำตาริน หลานสาวนางรอดแล้ว นางคิดไม่ผิดที่ยกหลานสาวให้บ้านหลัว นางอยากเข้าไปใกล้กว่านั้นแต่สามีนางสั่งห้าม

เมื่อเล่นกับทารกน้อยทั้งสองแล้วชาวบ้านแยกย้ายกันไปเตรียมมือเย็น

ส่วนทารกน้อยทั้งสองก็หมดแรง หนิงเหม่ยนำผักป่าที่บิดาไปเก็บมาให้ผัดใส่น้ำมันและเนื้อสัตว์กะป๋องที่น้องสาวหยิบมาจากในมิติ เสร็จจึงต้มน้ำเพื่อเช็ดตัวให้น้องทั้งสองแล้วให้มารดาจับป้อนนม หนิงเหม่ยจึงรับหน้าที่ค่อยป้อนข้าวให้มารดาเพราะมารดาต้องอุ้มป้อนนมน้องๆ

ตอนนอนหมิงเอ๋อจะปูผ้าให้หนาแล้วเตรียมผ้าห่มให้ทั้งคู่ห่ม ในเต๊นท์นางไม่มีชุดเด็กอ่อน มีแต่พวกขวดนม นมผงและผ้าอ้อมสำเร็จรูป

นางจึงต้องเตรียมที่นอนอุ่นๆให้น้องๆ

พ่อหลัวก็เดินไปจุดไฟไล่แมลงให้ม้าและคน เพราะเป็นห่วงม้าจึงต้องเอาม้ามาผู้ไว้ใกล้ๆ และเหมือนเจ้าม้าทั้งสองจะรู้จึงคอยอยู่ใกล้ๆรถม้าเพราะถึงยังไง พวกมันก็ไม่ต้องเดินไปหาหญ้ากิน หญ้งแถวนี้ไม่อร่อยสู้หญ้าที่เจ้านายหามาให้ก็ไม่ได้

พ่อหลัวตื่นเป็นพักๆเพราะต้องมาดูไฟให้ม้า แม่หลัวก็ต้องคอยตื่นมาให้นมทารกทั้งสอง ปล่อยให้บุตรสาวทั้งสามนอนพักให้เต็มที่

แต่หมิงเอ๋อกลับเข้าไปในมิติเพื่อมองหาว่ามีของใช้อะไรบ้างที่พอจะเอามาใช้ได้ โดยมีเจ้าลาน้อยเดินตามต้อยๆ

นางเจอเครื่องมือการเกษตรบ้างเพราะมีเจ้าหน้าที่ชอบปลูกผักจึงมีเครื่องมือติดมาบ้างมีเมล็ดพันธุ์ผักอยู่หลายชนิด และส่วนใหญ่จะเป็นของกินของใช้และจำพวกยารักษาโรคต่างๆ และที่ในเต๊นท์มีอาวุธเพราะสถานที่ๆพวกตนไปนั้นอันตรายจึงต้องให้เจ้าหน้าที่พกอาวุธ

นางตรวจจนครบก็ไม่ลืมให้นมกล่องเจ้าลาน้อยก่อนจะออกมาจากมิติ เห็นมารดากำลังกล่อมน้องๆให้หลับ มองไปทางบิดาที่นอนตรงปากทางก็เห็นกำลังหลับ นางจึงเอาตัวเข้าไปในถุงนอน มารดานางนอนข้างๆทารกน้อยรถม้าคันนี้ถือว่าใหญ่สามารถนอนตียาวกันได้ ไม่ใหญ่ได้ไง ราคาตั้ง50ตำลึง เล่นเอาครอบครัวนางเกือบหมดตัว นางกำลังคิดว่าอาจต้องขายของเพิ่ม แต่ครั้งนี้จะขายอะไรดี เด็กสาวนอนคิดไปคิดมาจนหลับไปในที่สุด

เช้ามาหนิงเหม่ยก็รับหน้าที่ต้มโจ๊กแทนมารดา นางให้มารดานอนพักแล้วชวนหมิงหลานช่วยกันทำครัว ยามเช้าอากาศค่อนข้างเย็นแถมยังมีน้ำค้าง หมิงเอ๋อเดินเอาน้ำให้เจ้าม้าสองตัวกินพร้องหญ้าบ้านหลัวกินมื้อเช้าบนรถเพราะกลัวมารดากับทารกทั้งสองโดนน้ำค้าง

พออิ่มพ่อหลัวก็เดินไปผูกม้ากับรถลาก

"ท่านแม่ นี้เป็นเปลเอาไว้ผูกให้หลีซานกับเหวยเหว่ยนอนเจ้าคะ น้องๆได้ไม่สะเทือนมาก "

ถึงนางจะปูผ้าหนาๆ แต่ทารกน้อยก็ยังได้รับการสะเทือนอยู่ดี อาจเป็นเพราะทั้งคู่ดื่มน้ำในมิติจึงทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่าเด็กทั่วไป

หนิงเหม่ยกับหมิงหลานจึงช่วยกันผู้เปลทั้งสองแล้วยังพับผ้าปูอีกทีเพื่อเป็นที่่นอนทำให้ทารกน้อยทั้งสองนอนสบายขึ้น

"ทางที่เราจะผ่านเรียกป่าผาหินขาด เป็นป่ารก เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนระวังตัวด้วย"เสียงหัวหน้าชุนตะโกนบอกลูกขบวน

ทุกคนจึงรู้สึกตื่นตัวระวังภัย

เดินทางมาได้หนึ่งชัวยามก็เริ่มรู้สึกว่าเข้าเขตป่าไผ่ ที่มองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไผ่เต็มไปหมด

หมิงเอ๋อที่นั้งข้างบิดา ก็รู้สึกแปลกๆ ตลอดสองข้างทางมีแต่ความเงียบ ไม่ได้ยินแม้เสียงนก

"ป่านี้มันแปลกๆนะเจ้าคะ"นางเอ่ยกับบิดา

"พ่อก็ว่าแปลก ปกติป่าแบบนี้ต้องมีเสียงสัตว์ร้อง แต่นี้กลับเงียบ"

หมิงเอ๋อจึงใช้กล้องส่องทางไกลมองรอบๆ กล้องตัวนี้นอกจากมีความละเอียดสูงยังสามารถมองในที่มืดได้

มองรอบๆแล้วกำลังจะวางกล้องลงก็เห็นความเคลื่อนไหว นางจึงปรับกล้องให้ชัดขึ้น "นี้มัน"

นางเห็นคนวิ่งไปมาก็เอ่ยบอกบิดา

"มีคนอยู่ในดงไผ่เจ้าคะ แถมมีอาวุธด้วย"

"คนหรือ?"

"เจ้าคะ ดูจากการแต่งตัว เหมือนจะเป็นทหาร"

"ไหนให้พ่อดูสิ"พ่อหลัวรับกล้องส่องทางไกลจากบุตรสาวมาส่องดู

"นั้นมันชุดทหารของแคว้นฮันของเรานี้ แต่ทำไมถึงมาอยู่ที่นี้ได้กัน"พ่อหลัวขมวดคิ้วอย่างสงสัย

"คงไม่ใช้พวกหนีทหารนะ"นางเคยเห็นมาเยอะ ทหารที่อยู่ในช่วงสงคราม บางคนกลัวตาย จึงมีการหนีทัพ พวกนี้ก็อาจจะใช้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel