บทที่3 ร่วมขบวนลี้ภัย
เมื่อได้รับอณุญาตครอบครัวหลัวก็รีบเดินเข้าไปในเมือง
"ท่านพ่อ ไปร้านขายยาก่อนเจ้าคะ ลูกจะเอายาไปขาย"หมิงเอ๋อบอกผู้เป็นบิดา
ทั้งหมดจึงเดินหาร้านโอสถ จนเห็นป้ายร้านก็เดินเข้าไปในร้านทันที
"จะซื้ออะไรหรือ?"หลงจู้ร้านถามขึ้น
"พวกข้าจะมาขายเจ้าคะ"หมิงเอ๋อเอ่ยขึ้น
"เช่นนั้นมานั้งก่อน ขายอะไรละ?"หลงจู้มองๆแล้วก็เป็นชาวบ้านหนีภัยสงคราม จะมีอะไรมาขายในร้านโอสถกัน
"ยาเพิ่มกำลังเจ้าคะ ข้าสามารถสาธิตให้ท่านดูก่อนได้นะเจ้าคะ"หมิงเอ๋อไม่เสียเวลา นางนำเครื่องดื่มชูกำลังออกมาให้หลงจู้ดู
"ไหนมาให้ข้าลองดูก่อน..ถ้าของดีข้าให้ราคาดีแนนอน"
"ของดีแนเจ้าคะ ท่านลองดื่มดู รับรองเห็นผลทันตา"นางพูดแล้วก็ส่งเครื่องดื่มชูกำลังให้อีกฝ่ายดื่ม
หลงจู้รับมาดื่ม พอเครื่องดื่มผ่านลำคอลงไปก็รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก จากที่รู้สึกเพลียๆก็ตื่นตัวทันที
"ของดี...เจ้ามีเยอะมั้ย?"
"ท่านให้ราคาเท่าไรเจ้าคะ?"เด็กสาวถามก่อนเผื่อได้ราคาไม่ดีได้ขายแต่น้อย ถึงยังไงของๆนางก็ไม่มีวันหมดอยู่แล้ว
"ข้าให้ขวดละ250อีแปะถือว่ามากสุดแล้ว มากกว่านี้ไม่ได้"
"ได้เจ้าคะ ข้าขายในราคานี้ ข้ามีร้อยขวด รับรองท่านได้กำไรกว่าเท่าตัวแนเจ้าคะ"
"ได้ๆ..ข้ารับหมด"เขาจะขายให้พวกเจ้าขุนมูลนายที่มีกำลังซื้อ
หมิงเอ๋อทำทีหยิบขวดเครื่องดื่มชูกำลังออกจากกระเป๋า แต่แท้จริงนางหยิบจากในมิติ
พอวางยาจนครบ หลงจู้ก็จ่าย25ตำลึงเงินให้
"ยานี้แรงมาก กินห้ามเกินวันละสองขวดนะไม่เช่นนั้นหัวใจจะทำงานผิดปกติิเจ้าคะ"นางไม่ลืมบอกคำเตือน
"อื่อ..ข้าจะจำไว้"
"ข้าขอถามว่าตลาดค้าสัตว์อยู่ไหนหรือขอรับ"พ่อหลัวไม่ลืมถามเส้นทางที่พวกตนจะไป
"ตลาดค้าสัตว์หรือ เดินไปทางทิศใต้ก็เจอแล้วละ"หลงจู้เดินออกมาชีเส้นทางให้อย่างอะเอียด
ได้ตำลึงมาแล้วครอบครัวหลัวก็เดินไปตามทิศที่หลงจู้บอก
มาถึงตลาดค้าสัตว์พ่อหลัวก็มองหาตามที่บุตรสาวบอก
"ท่านพ่อ..ดูนั้นสิเจ้าคะ"สองพ่อลูกมองม้าสองตัวที่ร่างกายผ่ายผอมอ่อนแอ
"นั้นม้าป่วยนะลูก มันจะไม่คุ้ม"พ่อหลัวมองแล้วจะเสียตำลึงไม่คุ้มถ้าซื้อไป
"ท่านลืมแล้วหรือเจ้าคะว่าข้ามีมิติ น้ำในมิติสามารถช่วยพวกมันได้เจ้าคะอีกอย่างม้าป่วยราคาจะถูกด้วย"หมิงเอ๋อเอ่ยเบาๆกับบิดา
พ่อหลัวจึงเดินไปถามพ่อค้า
"พ่อค้าม้าสองตัวนั้นขายยังไงหรือ?"
พ่อค้ามองการแต่งตัวของคนที่มาถามก็ไม่ได้สนใจมาก
"มันเป็นม้าป่วย แต่ถ้าพวกเจ้าจะซือถ้าจะขายให้ตัวละ28ตำลึงเงิน ไม่มีลดกว่านั้น"
'หน้าเลือด'หมิงเอ๋อฟังแล้วคิดในใจ ม้าป่วยขนาดนี้ยังจะขายตั้ง28ตำลึง
"ราคานี้ข้าจะใจดีแถมลูกลาตัวหนึ่งให้ด้วยแล้วกัน ราคานี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะ"พ่อค้าสัตว์เห็นเงียบไปจึงกลัวจะขายม้าป่วยไม่ได้จึงกะแถมลูกลาที่เพิ่งออกมาแล้วแม่มันตายตัวมันก็ไม่แข็งแรง เอาไว้ก็ต้องมาเสียเวลาขุดหลุมฝังอีก สู้ให้พวกนี้เอาไปฝังให้แล้วกัน
"เช่นนั้นก็ตกลง"หมิงเอ๋อพูดออกมา นางต้องเดินไปขอตั๋วเงินจากมารดาเพิ่ม วันนี้ขาดทุนจริงๆ
เมื่อตกลงกันไปครอบครัวหลัวก็ได้ม้าป่วยมาสองตัวกับลูกลาเกิดใหม่ที่ไม่มีแรงแม้จะลุกเดินขนาดติดที่รถลากแล้วพ่อหลัวต้องอุ้มมันขึ้นไปไว้ในรถลากพอวางมันก็ล้มตัวลงนอนคอพับทันที
คนแถวนั้นต่างก็มองว่าครอบครัวนี้ช่างโง่จริง
"จนแล้วยังจะโง่ซื้อม้าป่วยไปอีก"
"เชื่อได้เลยเจ้าสองตัววิ่งไม่พ้นวันนี้ก็ล้มไหนจะเจ้าลูกลาที่แม่มันออกมาไม่แข็งแรงอีก"
เสียงคนในตลาดค้าสัตว์ต่างพูดกันไปต่างๆนาๆ แต่หมิงเอ๋อหาสนใจไม่ พวกเขาบังคับรถม้าแวะซื้อเสบียงก่อน พอได้ของครบก็ออกจากเมือง
พอออกมาจากเมืองหมิงเอ๋อก็เอาน้ำในมิติให้พวกมันกิน พวกมันพอได้กลิ่นหอมก็ก้มลงกินน้ำจนหมด
เจ้าม้าทั้งสองพอกินน้ำแล้วก็เห็นถึงความต่าง รูปร่างของพวกมันจากที่ผ่ายผอมก็ค่อยๆขยายขึ้นและรูปร่างสวยงามเหมือนเป็นม้าพันธ์ราคาแพง
ส่วนเจ้าลูกลาจากที่ลุกไม่ขึ้นนอนคอพับก็ลุกขึ้นแถมรูปร่างยังกลับมาแข็งแรงอีกด้วย
"เห็นมั้ยเจ้าคะ ข้าบอกแล้วว่าช่วยพวกมันได้ ขนาดขาท่านพ่อยังหายดีเลยเจ้าคะ"เมื่อพ่อหลัวฟังก็ตกใจที่ขาตนเองหาย เขาลองเดินดูก็เห็นว่าตนเองไม่มีการเดินกะเผลกแถมขายังกลับมาตรงเช่นเดิมไม่ผิดรูปแล้ว ทุกคนต่างมองด้วยความแปลกใจ เขาไม่เคยสังเกดว่ามันหายตอนไหน
"ท่านพ่อหายแล้วหรือเจ้าคะ?"หมิงหลานถามด้วยความตื่นเต้น และสิ่งที่ทุกคนไม่ได้สังเกดอีกอย่างถือหน้าตาแต่ละคนเปลี่ยนไปทั้งผิวพรรณและเส้นผมที่เงางามผิดจากชาวบ้านที่กำลังหนีภัยสงคราม
แต่ก่อนที่แม่หลัวจะพูดอะไรหลีซานบุตรชายคนสุดท้องก็ร้องให้เพราะความหิว แม่หลัวจึงนั้งลงแล้วป้อนนมให้บุตรชาย
ส่วนหมิงเอ๋อก็ใช้เวลาที่มารดาให้นมน้องชาย เข้าไปในรถม้าเตรียมปูผ้าและที่นอนให้น้องชาย
'ถือว่ารถม้าคันนี้ใหญ่พอสมควร ตอนแรกพอรู้ราคานางถึงกับกลืนเลือดเพราะราคา50ตำลึงถือว่าแพงมาก'เด็กสาวคิด
ส่วนเจ้าลูกลานางเอานมกล่องในมิติให้มันกิน พอกินอิ่มก็เอามันเข้าไปในมิติให้วิ่งเล่นในนั้น
เมื่อน้องชายกินนมอิ่มมารดานางเปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จให้ พอสบายตัวทารกน้อยก็หลับ ทุกคนจึงขึ้นรถม้า พ่อหลัวเป็นคนบังคับรถม้า โดยมีหมิงเอ๋อนั้งข้างๆแล้วใช้กล้องส่องทางไกลความละเอียดสูงค่อยส่องรอบๆเพื่อป้องกันภัย
"พวกเราไปทางไหนดีเจ้าคะ"นางอดไม่ได้ที่จะถามบิดา
"พ่อว่าจะตะวันตก ทางนั้นยังไม่มีสงคราม เราอาจไปตั้งรกร้างที่นั้นได้"ตอนนี้สงครามเริ่มใกล้เข้ามาทุกที เพราะได้ยินเสียงระเบิดและการต่อสู้มาไกลๆ
"เอาตามที่ท่านพ่อว่าเจ้าคะ แต่ช่วงนี้ตอนกลางคืนเราจะเข้าไปพักในมิตินะเจ้าคะ อยู่ข้างนอกไม่ปลอดภัยเจ้าคะ"
"อื่อ..ได้"
เมื่อตกเย็น พ่อหลัวก็บังคับรถม้าไปหลังพุ่มไม้เพื่อหลบเข้าไปในมิติ
เจ้าม้าสองตัวเมื่อเข้ามาในมิติก็กระดิกหู รอพ่อหลัวปลดที่ลากจูงพวกมันแล้วเดินไปกินหญ้าแถวริมน้ำ ส่วนเจ้าลูกลาก็เดินเข้าไปหาหมิงเอ๋อเพื่อขอนมกล่องกิน นางจึงเดินเข้าไปในเต๊นท์เพื่อหยิบนมมาใส่ถ้วยให้มันกิน พอมันกินอิ่มก็เดินไปหาเจ้าม้าสองตัว
หมิงเอ๋อเห็นบิดากำลังอาบน้ำให้เจ้าม้าตัวสีน้ำตาลแดง ส่วนเจ้าตัวขาวสลับดำก็ยืนรออยู่ข้างๆเหมือนรอเข้าแถวให้เจ้านายอาบน้ำให้โดยมีเจ้าลาเดินวนรอบๆ
เด็กสาวจึงเดินไปดูที่ที่อ่างน้ำ
'น้ำเหลือก้นอ่างเองเหรอ'ทำไมน้ำในอ่างถึงเพิ่มช้าจัง ช่วงนี้คงต้องพักกินน้ำในอ่างไปก่อน นางจะดูสิว่ากี่วันมันถึงจะเต็มอ่าง
หมิงเอ๋อเดินเอากระโจมที่เจ้าหน้าที่เอาไว้อาบน้ำเพราะบางพื้นที่ต้องมีไว้เพราะไม่มีบ้านเรือนหรือห้องน้ำ ทางองค์กรต้องเตรียมให้เจ้าหน้าที่
"นี้อะไรหรือหมิงเอ๋อ"หนิงเหม่ยถามน้องสาว
"กระโจมเอาไว้อาบน้ำเจ้าคะ ส่วนนี้กระโจมสำหรับขับถ่าย เมื่อตอนกลางวันต้องเข้าทุ่ง แต่ในนี้เราไม่มีทุ่งจึงต้องมีกระโถนไว้ให้นั้งเจ้าคะ"นางถือโถส้วมที่มีฝาปิดพร้อมใส่ถุงขยะครอบไว้ ส่วนตอนกำจัดแล้วค่อยคิด
หนิงเหม่ยกับหมิงหลานจึงช่วยกันตั้งกระโจมทั้งสองให้ห่างกันพอสมควร
เมื่อเสร็จก็พอดีที่พ่อหลัวอาบน้ำให้เจ้าม้าสองตัวเสร็จ ใจจริงพ่อหลัวอยากจับเจ้าลูกลาอาบน้ำด้วย แต่เห็นมันยังเล็ก กลัวมันป่วยเลยปล่อยไปก่อน
แล้วทุกคนก็สลับกันอาบน้ำแล้วถึงมานังกินอาหารกระป๋อง พอกินแล้วก็ล้มตัวลงนอนในถุงนอนพักผ่อน และด้วยหมิงเอ๋ออยากให้น้องชายแข็งแรงจึงป้อนน้ำในอ่างให้ดื่ม พอดื่มแล้วทารกน้อยจากที่ผอมเหี่ยวตัวซีดไม่แข็งแรงก็กลับมีผิวสีชมพูดูดีขึ้นกว่าเก่ามาก
ผ่านไปห้าวันบ้านหลัวก็เจอขบวนอพยพกลุ่มขนาดใหญ่ จึงบังคับรถม้าให้เข้าไปร่วมในขบวนนั้นด้วย
จนขบวนแวะพัก ก็มีคนเข้ามาถาม
"พวกเจ้ามาจากไหน"
"ครอบครัวข้าหนีสงครามมาจากเจอเจียงขอรับ "
"เช่นนั้นก็อย่าเป็นภาระ ไม่เช่นนั้นจะถูกทิ้ง และห้ามทะเลาะวิวาทด้วย"
"เข้าใจขอรับ"คนที่เหมือนเป็นหัวหน้ามองครอบครัวหลัวที่หน้าหน้ามอมแมมเสื้อผ้าสกปรกก็ไม่คิดสนใจ
หมิงเอ๋อที่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของทุกคนก็ให้ทั้งหมดเอาขี้ดินทาหน้าเพื่อไม่ให้ใครเห็นใบหน้าที่แท้จริง เพราะอาจไม่ปลอดภัย
"แบบนี้เราก็เข้าไปนอนในมิติไม่ได้แล้วสิ"หมิงหลานบ่นขึ้น นางชอบนอนในมิติรู้สึกปลอดภัย ถ้านอกข้างนอกจะต้องค่อยระวังภัยอันตรายตลอด
"คงต้องเป็นเช่นนั้น แต่การอยู่ในขบวนใหญ่ก็ปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง "พ่อหลัวบอกบุตรสาว
หมิงเอ๋อนำน้ำในลำธารมาให้เจ้าม้าสองตัวกิน
"น้ำในอ่างยังไม่เต็ม ถ้าเต็มเมื่อไรจะเอามาให้พวกเจ้ากินนะ กินน้ำในลำธารไปก่อน"และเหมือนพวกมันจะฟังรู้เรื่อง พวกมันกินน้ำอย่างว่าง่าย
จนหมดเวลาพัก ก็มีเสียงตะโกนขึ้น ทั้งหมดจึงออกเดินทาง ขบวนลี่ภัยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีรถม้าหรือเกวียนลากจึงทำให้การเดินทางค่อนข้างเร็ว
บ้านหลัวเพราะมาที่หลังจึงต้องอยู่รั้งท้ายขบวน แต่ไม่เป็นปัญหา ขอแค่ยังอยู่ในขบวนก็จะปลอดภัยในระดับหนึ่ง
มีหลายครั้งที่คนจากรถม้าคันอื่นหันมามองรถม้าบ้านหลัว อาจเพราะม้าที่บ้านหลัวดูเป็นม้าราคาแพง แถมพวกมันวิ่งทั้งวันกลับยังดูตื่นตัว ไม่มีความอ่อนเพลียให้เห็น
เมื่อถึงเวลาพัก หลายครอบครัวออกไปหาน้ำหรือล่าสัตว์ขนาดเล็กมาเป็นเสบียง แต่ครอบครัวที่อยู่ท้ายขบวนกลับเดินแค่รอบๆรถม้าตนเอง มีแค่เดินไปหาฟืนบริเวณใกล้ๆเท่านั้น หมิงเอ๋อจึงใ
หลายคนมองว่าครอบครัวนี้มีแต่ตัวภาระ ทั้งสตรีและเด็กอ่อน ถ้าจะหนีก็ยากจะหนีพ้น ส่วนกำลังการต่อสู้ก็มีแค่บุรุษคนเดียว จึงไม่คิดเสวนาด้วย
"รถม้าที่อยู่ท้ายขบวน ดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นกำลังช่วยเหลืออะไรได้ ทำไมหัวหน้าชุนถึงรับไว้ก็ไม่รู้"หลีจงฉีที่อยู่กลางขบวนมีเกวียนวัวพูดขึ้นระหว่างพัก
"ข้าเห็นนะว่าบนรถมีเด็กทารกด้วย แบบนี้ยิ่งทำให้ล่าช้า เป็นข้าจะขายพวกตัวภาระทิ้งให้หมด"หลงอาคุน ที่อยู่ถัดจากเกวียนบ้านหลีพูดขึ้น ช่วงภัยสงครามแบบนี้การเอาตัวเองให้รอดสำคัญที่สุด ครอบครัวเขามีกันทั้งหมด8ชีวิต ส่วนใหญ่จะเป็นบุตรชายและหลานชาย ส่วนสตรีถ้าเป็นเด็กที่ยังช่วยงานอะไรไม่ได้จะถูกขายทิ้งเพราะอยู่ก็เป็นตัวภาระ อย่างลูกสะใภ้ตอนนี้ที่เพิ่งคลอดบุตรสาวออกมา แถมยังไม่แข็งแรงอีกด้วย วันๆได้แต่นอนเลี้ยงลูกไม่สามารถช่วยงานอะไรได้
