บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 ฮูหยินก็ฮูหยิน

“หมดเวลา” โจวหลงเฉิงกล่าวพร้อมกับหันกลับมามองด้านหลัง

จางฟานอวี้ที่ผูกเอวเสร็จพอดิบพอดีจึงใช้มือลูบกระโปรงของตนเพื่อจัดแจงให้เรียบร้อย จ้องหน้าของฝ่ายที่เป็นองค์ชายนิ่ง ไม่ได้เอ่ยคำใด

“หันหลัง”

“หันหลัง?” ฟานอวี้ขมวดคิ้วไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยอมหันแต่โดยดี ด้วยตอนนี้ยังต้องพึ่งพาเขาเพื่อออกจากป่า และยังไม่แน่ว่าอาจต้องตามเกาะไปอีกหลายปี

โจวหลงเฉิงจับผมของฟานอวี้มาไว้ในมือ ทำให้ฝ่ายเจ้าของผมขยับหันมามอง เรียกให้เขาต้องดุ “อยู่เฉยๆ ปล่อยผมกระเซิงอย่างนี้ ผู้คนจะได้คิดว่าผีป่าออกอาละวาด”

“เอ๊ะ! ดูงิ้วในวังหลังมากไปหรือไม่จึงได้เติบโตมาปากจัดเช่นนี้” จางฟานอวี้จิกกัดคืนบ้าง เพราะเมื่อคืนเธอเอานิ้วมือสางผมจนแน่ใจแล้วว่าเรียบร้อยดี แต่บุรุษผู้นี้ก็ยังหาเรื่องยกมาก่นด่า

“อย่าให้มากเกินไป เปิ่นหวางยังเป็นองค์ชายสั่งประหารเจ้าได้ทุกเมื่อ แม่นางฟานอวี้ไร้สกุล” เขาพูดไปผูกผมไป แม้มิใช่ปิ่นล้ำค่า แต่ก็เป็นผ้าจากชายเสื้อคลุมของเขาที่อุตส่าห์ฉีกมารวบผมให้แม่นางนกต่อ หากไม่รู้บุญคุณบ้างก็มืดบอดเต็มทน

“จาง”

“อันใดของเจ้า” องค์ชายสามถามหลังจับฟานอวี้หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากัน

“สกุลจางเพคะ จางฟานอวี้” นางตอบเพียงเท่านั้นก็เดินแยกไปหาองครักษ์ที่ยืนหันหลังไม่พูดสิ่งใดเลย “ท่านองครักษ์มีนามว่าอันใดหรือ”

“จางตงฟูขอรับ” เขาค้อมหัวลงนิดๆ

“โอ๊ะ! บังเอิญมาก” ฟานอวี้ทำตาโต ชาติก่อนนางไม่เคยใส่ใจว่าคนขององค์ชายสามมีใครและชื่ออะไรบ้าง เรียกแต่องครักษ์ขององค์ชายสาม บ่าวขององค์ชายสาม พ่อบ้านขององค์ชายสาม กว่าจะมาเริ่มใส่ใจจำชื่อคนก็เป็นตอนที่ต้องย้ายมาเป็นอนุวังสาม และในช่วงเวลานั้น องครักษ์ผู้นี้ก็ไม่ออกมาให้พบเห็นเสียแล้ว

“คุณหนูผู้นี้พอจะไล่เรียงสายตระกูลได้หรือไม่ขอรับ” ตงฟูที่แน่ใจว่าแม่นางตรงหน้ามิใช่ญาติก็เกิดความสงสัยขึ้นในใจทันที

“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ อาจจะแค่บังเอิญ แต่ไม่มีทางเกี่ยวข้องกันแน่ ลูกชายขี้เมาอย่างข้า จะมีญาติพี่น้องห่างๆ เป็นองครักษ์ขององค์ชายได้หรือ” ฟานอวี้มองเจ้านายลูกน้องลอบส่งสายตากันก็คิดว่าตนเองอาจจะทำผิดพลาดที่บอกสกุลตนไปเช่นนี้ จะถูกใส่ร้ายจับโยงใหญ่โตอีกก็คราวนี้

“ตามมา” โจวหลงเฉิงดึงแขนข้างที่ไม่ได้มีแผลของฟานอวี้ให้เข้ามายืนข้างกัน แล้วเริ่มออกเดินทันที ยิ่งรู้จักแม่นางจางฟานอวี้ในสายตาขององค์ชายสามก็ยิ่งน่าสงสัย ที่มาที่ไปของนางคลุมเครือ สกุลเดียวกับองครักษ์จาง แต่กล่าวว่าแค่บังเอิญ ไม่ว่าเป็นผู้ใดจัดฉากก็ล้วนแต่สามหาวด้วยกันทั้งสิ้น

“เจ็บเพคะ อย่าลากเช่นนั้น” ฟานอวี้พยายามดึงมือใหญ่ที่บีบแขนตนออก

“หรือจะให้เปิ่นหวางอุ้ม เลือกมา จะให้ลากไปหรืออุ้ม” องค์ชายสามขู่

“นี่! ก็มันเจ็บ” ฟานอวี้กระทืบเท้าข้างหนึ่ง ขมวดคิ้วจ้องตาสู้

ทว่าโจวหลงเฉิงปล่อยมือออกและทำท่าจะช้อนตัวนางขึ้น ฟานอวี้จึงต้องรีบเบี่ยงหนี “ลากก็ลาก หม่อมฉันจะอดทนเพคะ”

สุดท้ายแล้วจับแขนไปได้ครู่หนึ่ง องค์ชายสามก็รู้สึกหงุดหงิด เพราะจางฟานอวี้เดินได้ช้ากว่าที่เขาต้องการมากเกินไป และไม่ว่าจะลากเท่าไหร่ก็ดูแล้วจะไม่ได้ทำให้เดินเร็วขึ้น ทั้งยังดูเหมือนจะทำให้นางเกือบจะล้มอยู่ตลอดเวลา โจวหลงเฉิงจึงรวบตัวฟานอวี้พาดขึ้นบ่าให้รู้แล้วรู้รอด แม้จะถูกกำปั้นเล็กๆ นั้นทุบก็ไม่ทำให้เขาสะทกสะท้าน

“ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ ไม่มีหัวนอนปลายเท้าก็ใช่ว่าจะมาทำตามใจได้ ปล่อย!”

“ขืนเดินเอง เดือนหน้าก็ยังไปไม่พ้นชายป่า เลิกโวยวายได้แล้ว เจ้าตั้งใจเสียงดังบอกตำแหน่งนักฆ่าหรือ” โจวหลงเฉิงดุด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“จริงด้วย งั้นรีบวิ่งเลยเพคะ ธนูพิษเช่นนี้ ไม่เอาอีกแล้ว” ฟานอวี้อยู่นิ่งเกร็งตัวบนบ่ากว้าง สายตาสอดส่องรอบกาย แม้เขาจะสงสัยว่านางเป็นพวกคนร้ายหรือไม่ก็ไม่ได้ช่วยให้ธนูนั้นแสบน้อยลง ฟานอวี้ไม่คิดจะเถียงต่อ นางคงต้องยอมปล่อยผ่านและให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่านางมิใช่หนอนแฝงกายมา

.

.

.

ในที่สุดคนทั้งสามก็มาพักรอคนขององค์ชายอยู่ที่โรงเตี๊ยมในเมือง คณะหลวงตั้งขบวนกลับไปแล้ว เมืองนี้จึงมีบรรยากาศที่เงียบสงบลงมาบ้าง แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น โรงเตี๊ยมของเมืองติดป่าก็มิได้มีห้องพักมากมายนัก

“มีแค่สองห้อง บุรุษอยู่ห้องหนึ่ง สตรีอยู่อีกห้อง ใช้ได้หรือไม่” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวพลางมองคนทั้งสาม

“ไม่ได้ เพราะข้าจะอยู่ห้องเดียวกับฮูหยิน”

“มะ-” ฟานอวี้ยังไม่ทันพูดจบดี ก็ถูกมือใหญ่ของหลงเฉิงปิดปากไว้แล้วดึงเข้ามาประชิดตัว

“ฮูหยินน้อยกับข้าเพิ่งจะตบแต่งได้ไม่นาน นางชอบหาเรื่องแยกกันนอนกับสามี ข้าพามาท่องเที่ยวก็หวังจะใช้เวลาร่วมกันให้คุ้นชินเท่านั้น” องค์ชายสามโกหกไม่พอ ยังแสดงสีหน้ายกยิ้มเขินอายออกไปให้เถ้าแก่ชม

จางฟานอวี้ในที่สุดก็กระชากมือออกได้ “ไม่ใช่ ข้าไม่ใช่ฮูหยินท่าน!”

“เอ๋? หากไม่ใช่ ข้าไม่อาจให้อยู่ห้องหับร่วมกันได้นะขอรับ ผิดต่อฟ้าดินยิ่ง”

โจวหลงเฉิงแสร้งก้มหน้า เสมือนว่าปวดใจหนักหนา เขาตัดพ้อตามออกมาหลายคำ “เหตุใดโกหกเช่นนี้ ข้ารู้ว่าเดิมทีสัญญาหมั้นหมายของเจ้า มีไว้กับน้องชายข้า แต่เมื่อเขาปักใจรักผู้อื่น ข้าก็สละตนรับผิดชอบชื่อเสียงเจ้าแล้ว สัญญาจะไม่รับสตรีอื่นเข้าบ้าน เท่านี้ไม่เพียงพอให้นับเป็นสามีหรือ”

“ท่านสิโกหก เรามิได้เป็นอันใดกัน” ฟานอวี้กำมือตั้งท่าจะทุบหลงเฉิง “อย่ามาหาโอกาสเอาเปรียบข้านะเจ้าคะ”

“คุณชายท่านนี้พิสูจน์ได้หรือไม่เล่าว่าเจ้าสองคนแต่งกันแล้วจริงๆ พูดไม่ตรงกันเช่นนี้ เฮ้อ ข้าเองก็เหนื่อยใจ” เถ้าแก่ส่ายหัว

“ข้ายืนยันได้ขอรับ คุณหนูผู้นี้เพิ่งจะแต่งให้เจ้านายของข้าได้เจ็ดวัน นางไม่ยอมรับ แต่เรื่องนี้เป็นความจริง” องครักษ์จางค้อมหัวน้อยๆ สอดปากช่วยเจ้านาย

“เอ๊ะ! พวกเดียวกันก็ต้องเข้าข้างกันสิ ผู้ช่วยจาง คิดว่าข้าเป็นน้องสาวผู้หนึ่งดูเถิด จะยอมปล่อยให้บุรุษเอาเปรียบเช่นนี้หรือ”

จางฟานอวี้ใช้ความที่ชื่อสกุลเหมือนกัน หยิบยกตนเองเป็นน้องสาวเขาเพื่อบีบให้รู้สึกผิดที่มาทำกับตัวนางเช่นนี้

“แต่ข้าพิสูจน์ได้ เถ้าแก่หาคนงานหญิงมายืนยันก็ได้” เขาหันมองรอบข้างเห็นว่ามีคนอยู่ในร้านมากมายก็เกิดกลัวว่าฟานอวี้จะอับอายขึ้นมา จึงยื่นหน้าไปกระซิบกับเถ้าแก่พลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “…ใต้ทรวงอกของนางมีไฝสีแดงอยู่สามจุด”

“ของเช่นนี้ บุรุษที่จะรู้ก็มีเพียงสามีแล้ว” เขาถอยออกมาพูดเสียงปกติ ขยับคิ้วดูแล้วชวนปวดประสาท

ส่วนคนในร้านด้านล่างที่ได้ยินต่างก็ก้มหน้ายิ้มกริ่มกันทั่ว แม้ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้รับรู้อันใดมา แต่ก็คงจะสำคัญพอให้ยืนยันความสัมพันธ์ได้

นั่นรวมไปถึงองครักษ์จางที่ได้ยินคำกระซิบนั้นชัดเจนด้วย เขาคิดไปไกลว่าเจ้านายและสตรีผู้นี้คงเลยเถิดกันไปจนถึงไหนต่อไหน ทั้งยังไม่ถูกไล่เหมือนกับสตรีรายอื่นอีก หากตรวจสอบแล้วว่ามิใช่ไส้ศึกชายาของวังอาจเป็นนางแล้ว

เถ้าแก่ทำตาโต เห็นจริงว่าเนื้อหนังในที่เช่นนั้น หากไม่ใช่สามีก็คงมีแต่บิดาที่จะเห็นเมื่อยามยังเป็นทารก “แม่นางยินยอมให้คนงานหญิงดูเสียหน่อยเถิด”

“ไม่ต้องแล้ว ฮูหยินก็ฮูหยิน! สามีนำทางด้วยเจ้าค่ะ” ท่าทางกระเง้ากระงอดไม่ได้ทำให้ฟานอวี้ดูน่ารำคาญ แต่มันกลับดูน่าเอ็นดูในสายตาของผู้คนรอบข้าง เมื่อรู้ว่าแพ้ก็รู้จักแพ้ แต่ท่าทีนั้นหาได้จำยอม ม้าพยศเช่นนี้เหล่าผู้ใหญ่ที่มองมาล้วนแต่เห็นว่าเป็นเรื่องสนุกของสามีที่จะหัดกำราบ

“แสนงอนเช่นนี้ อาจเหนื่อยไปบ้าง แต่จวนของคุณชายจะไม่เงียบเหงาแน่” เถ้าแก่เดินไปส่งที่ห้องใหญ่สำหรับสองคน จากนั้นก็เลยไปส่งองครักษ์จางต่อ

จางฟานอวี้รอจนประตูปิดก็ยกมือกอดอกสีหน้าไม่ยิ้มแย้ม “เพิ่งพูดว่าหม่อมฉันเป็นพวกเดียวกับนักฆ่า ไม่กลัวหม่อมฉันตื่นมาหักคอให้ตายหรือ”

“ถ้าคิดว่ามีความสามารถถึงเพียงนั้นก็ลองดูเถิด” โจวหลงเฉิงจับมือของจางฟานอวี้มาวางบนคอของตนเอง “จับให้มั่นคงแล้วกดตรงหลอดลม หากบีบด้านข้างเช่นที่คนทั่วไปเข้าใจกัน นอกจากไม่ตายแล้ว มันยังเสียแรงเปล่าอีก”

ฟานอวี้รีบชักมือกลับ เดินหนีไปนั่งตรงเก้าอี้ริมหน้าต่าง พึมพำด่าองค์ชายสามอยู่ผู้เดียว “ไอ้โรคจิต ไอ้บ้า ไอ้คนไม่ปกติ!”

________________
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel