บทที่ 4 ไม่ได้มีให้ผู้อื่นมอง
ช่วงใกล้รุ่งสางของวันใหม่ จางฟานอวี้รู้สึกตัวตื่นหลุดออกมาจากมิติ เพราะความรู้สึกแสบร้อนตรงบริเวณแผล ฟากฟ้ายังคงมืดทึบอยู่ นางไม่กล้าขยับตัวมากนักด้วยกลัวว่าอาจพลิกตัวตกลงไปเพราะขยับผิดท่า จึงจะใช้แขนข้างที่ไม่เจ็บสะกิดเรียก แต่ยังไม่ทันเอื้อมถึงตัวโจวหลงเฉิง ด้านล่างก็มีคนร้องเรียก ทำให้ฟานอวี้เปลี่ยนใจมาแกล้งหลับเสียก่อน
“องค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเรียกตามด้วยนกหวีดเฉพาะปลุกให้โจวหลงเฉิงตอบรับคำทันที
“ด้านบน”
ปึก!
เสียงคนพุ่งตัวขึ้นมาหยุดอยู่บนกิ่งใหญ่ไม่ห่างกันดังขึ้น “องค์ชายปลอดภัยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เป็นอันใด” โจวหลงเฉิงเห็นว่าคนของตนกำลังจะหันมองไปทางฟานอวี้รีบเอ่ยห้ามทันที “อย่ามองนาง!”
“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้างนอกว่าอย่างไร” หลงเฉิงเริ่มสอบถาม เพราะเรื่องนักฆ่าคงไม่ใช่มือที่สาม แต่เป็นเหล่าคนในราชวงศ์เองเสียมากกว่า
“องค์ชายรองสั่งคนออกตามหาแต่ไม่พบพระองค์ ส่วนคนของเราใช้กลตบตาตามคำสั่งหลอกล่อผู้คนไปหลายทิศทาง ส่วนกระหม่อมไร้ความสามารถไม่อาจติดตามมาได้รวดเร็วกว่านี้ โปรดลงโทษด้วย” องครักษ์มือขวาเรียกร้องบทลงโทษออกมาด้วยใจจงรักภักดี
“ช่างเถอะ ข้าก็ตั้งใจให้ตามยากมิใช่หรือ ไปหาอาภรณ์สตรีมาให้นางด้วย” องค์ชายสามสั่ง
“ยังไม่ออกไปรวมกับคณะล่าสัตว์หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ยามนี้ไม่เหมาะ สตรีนางนี้ไร้ที่มา ข้ายังไม่อาจหาคำอธิบาย บอกออกไปว่าพบข้าแล้ว แต่ยังไม่อาจออกเดินทางได้ หมอเทวดารักษาให้อยู่บนเขา ท่านหมอไม่ปรารถนาติดตามขบวนไปยังเมืองหลวง”
องครักษ์พยักหน้ารับคำสั่งติดตัวออกไปทันที แต่เพราะไม่ได้มีเสียงอย่างในทีแรกฟานอวี้จึงคิดว่าเขายังอยู่ นางอดทนปิดตาแน่น กำมือจิกเกร็งเพราะรู้สึกปวดแผลกลัวตนเองจะส่งเสียง แล้วปล่อยไก่ออกไปว่ากำลังแอบหลับแอบฟังอยู่
“ลืมตาเถิด เขาไปแล้ว” โจวหลงเฉิงส่ายหัวให้กับการกระทำโง่เง่าของสตรีที่ยังไม่แน่ว่าจะมาดีหรือมาร้าย
“แล้วก็ไม่บอกกล่าว ปล่อยให้หลับตากัดฟันทนปวดแผลอยู่ได้” ฟานอวี้ขมวดคิ้วบ่น มือของนางเอื้อมไปจับแผลที่มีสีคล้ายผลไม้เน่า “มีโอกาสหายแน่หรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่หายก็ตัดแขนทิ้ง ไร้แขนแต่รักษาชีวิตได้”
“ไม่เอานะ!” ฟานอวี้น้ำตาคลอหน่วย หากต้องพิการสู้นางตายเสียเลยจะดีกว่า
“ลงท้ายว่าเพคะ! ได้ยินผู้อื่นเรียกขานเปิ่นหวางว่าองค์ชายแล้ว ก็น่าจะรู้สถานะ แต่เหตุใดจึงพูดจาเสมือนไม่เคยถูกอบรม” โจวหลงเฉิงดุ แต่มือก็ควักยาในตลับทาให้อย่างเบามือ
“ก็ไม่มีผู้ใดอบรมนั่นแหละเพคะ มารดาตายตอนยังเล็ก บิดาติดเหล้าไม่เป็นผู้เป็นคน ทุบตีด่าทอ ด้วยไม่อาจทำใจเรื่องฮูหยินตน วันข้างหน้าหากมีโอกาสท่านพ่อคงตีหม่อมฉันให้ตายตามไปด้วย”
หากนับรวมเวลาในชาติที่แล้ว จางฟานอวี้แยกจากชายที่ไม่เคยทำตัวสมกับที่ใครจะเรียกว่าพ่อมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ยามใดที่นึกถึงก็คล้ายกับว่าแผลนี้ไม่เคยทุเลาลงเลย คงจะมีแค่สองเรื่องที่เรียกน้ำตาของฟานอวี้ได้ตลอดชีวิต หนึ่งคือเรื่องบิดา สองคือบุตรในครรภ์ที่เสียไป
“ฮึก” ฟานอวี้ใช้ชายแขนเสื้อถูซับน้ำตาอย่างรวดเร็ว แม้นางจะรู้จักคนผู้นี้มาสิบปี แต่ยามนี้เขาคือคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอนาง เรื่องเช่นนี้ไม่ควรเล่าไปให้ผู้ใดอึดอัดใจ
“กลัวว่าเปิ่นหวางจะพากลับไป เจ้าจึงไม่อยากบอกว่ามาจากที่ใดเช่นนั้นหรือ”
“จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก” จางฟานอวี้ยิ้มแย้มออกมา “อยู่อย่างคนไร้หัวนอนปลายเท้าดีกว่าเป็นไหนๆ”
“อวดดี” หลงเฉิงปิดตลับยา “เป็นสตรีอยู่ตัวคนเดียวไม่ถูกจับไปเป็นทาส ก็โดนลากไปเป็นนางคณิกา”
องค์ชายสามใช้สายตากวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่เข้าใจนักว่าแม่นางน้อยผู้หนึ่งจะหนีออกจากบ้าน เหตุใดจึงไม่มีสิ่งใดติดตัวมาสักอย่าง เดินไม่ดูหัวดูหาง ยืนอ้าปากค้างรอให้ม้าวิ่งชนไม่ยอมหลบ เดือดร้อนให้เขาต้องคว้าตัวอุ้มขึ้นมาเช่นนี้ เกิดมาทั้งชีวิตโจวหลงเฉิงขอยกให้แม่นางฟานอวี้เป็นคนที่โง่เง่าที่สุดในใต้หล้า
“เป็นห่วงหม่อมฉันหรือเพคะ” รอยยิ้มเย้ยหยันประดับอยู่บนใบหน้าของฟานอวี้เด่นชัดเจน ด้วยมาพร้อมกับแสงแรกของวันใหม่ นางนึกขันเพราะประโยคทำนองเดียวกันนี้ก็เคยออกมาจากปากของโจวซ่งหลง ความเป็นห่วงจอมปลอมที่ทำให้นางยอมติดตามไปวังสองนับแต่นั้น
น่าขัน!
“เปิ่นหวางจะห่วงเจ้าด้วยเหตุใด มิใช่ว่ารู้จักกันเสียหน่อย” หลงเฉิงตวัดหางตามองไปไกลๆ เขาเห็นแล้วว่ามือขวาข้างกายกำลังลัดป่ากลับมา
“ขอบพระทัยเพคะที่ไม่โป้ปดต่อหม่อมฉัน” แพขนตางอนหลุบลง มองหัวเข่าของตนเอง
โจวหลงเฉิงมีใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง บอกไม่ถูกว่าแววตาตัดพ้อที่เห็นจากแม่นางผู้นี้นั้นมีให้ผู้ใด แต่ที่รู้คือรำคาญสายตา ไม่ต้องการเห็นมันสักเท่าใด “รออยู่ด้านบนก่อน”
“เพคะ” จางฟานอวี้ไม่แยแสจะมองแม้เพียงแวบเดียว นางขอเอามันสมองไปคิดหาวิถีทางทำลายศัตรูเสียจะคุ้มกว่า การหาตัวคนใส่ร้ายเต๋อเฟย ในเวลานี้ฟานอวี้คงไม่มีทางทำได้ แต่การเปลี่ยนให้องค์ชายสามเป็นผู้พบเหมืองหยกก่อน อาจจะพอเป็นไปได้ แต่หากไม่ทันหรือไม่อาจพูดเรื่องเหมืองหยกเขียวได้ ก็ใช่ว่าไร้ทางออก!
“ใช่ๆ ก็ให้ถวายเหมืองหยกม่วงแทน ล้ำค่ากว่าเป็นไหนๆ” จางฟานอวี้ตบเข่าฉาดราวกับว่าภูมิใจหนักหนา
ส่วนองค์ชายสามที่ลงไปรับอาภรณ์จากองครักษ์ด้านล่างมองสตรีโง่งมด้วยแววตาประหลาดใจ เขารู้สึกเหมือนได้เปิดหูเปิดตาก็คราวนี้ หรือเหตุที่ไม่ต้องนำสิ่งใดติดตัวมาเป็นเพราะตั้งใจใช้ความน่าสงสาร ไร้ที่พึ่ง เพื่อจะแฝงตัวเข้ามาเป็นหนอนในวังสามด้วยวิธีพิสดาร และเอาตำแหน่งเหมืองหยกสามัญให้เขาเป็นการซื้อใจ แต่เอาเหมืองหยกม่วงให้เจ้านายที่แท้จริงไปถวายรับความดีความชอบที่มากล้นกว่าเอาไว้เช่นนั้นหรือ
โจวหลงเฉิงเหยียดยิ้มอย่างร้ายกาจ เพียงแค่รอชมว่าพี่น้องคนใดเป็นผู้ถวายเหมืองหยกม่วง เท่านี้ก็ได้รู้แล้วว่าฟานอวี้ผู้นี้เป็นคนในสังกัดของผู้ใด ใช้งานสตรีผู้ที่มีเพียงความงามแต่ขาดสติปัญญาในการสงวนคำพูดเช่นนี้ มีแต่จะพังพินาศไปตามกัน
“อาภรณ์ของเจ้า”
เสียงนั้นทำให้ฟานอวี้ที่จมดิ่งอยู่ในความคิดตนสะดุ้งเฮือก “ตกใจหมดแล้วเพคะ!”
“เอาไปเปลี่ยนซะ”
“เปลี่ยนข้างบนนี้? ไม่ตกลงไปคอหักหรือเพคะ” จางฟานอวี้เกาะขอบเปลต้นไม้ยื่นหน้าออกไปส่องดู ก็ต้องทำหน้าเหยเกด้วยความสูงไม่ต่างอะไรกับตึกห้าหกชั้นในโลกเก่า
“แล้วจะเปลี่ยนด้านล่างให้บุรุษดูหรือ ไร้ยางอายเกินไปหรือไม่” หลงเฉิงเย้าด้วยต้องการหาความสำราญประโลมใจตน นางเข้าใจว่าจะให้เปลี่ยนด้านบนได้อย่างไร เพียงแค่นั่งให้นิ่งตัวนางยังโอนเอนจะคว่ำหงายอยู่เนืองๆ เขาแค่แกล้งเล่นก็เท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าคนเซ่อซื่อจะถูกใช้มาทำงานใหญ่โตถึงเพียงนี้
จางฟานอวี้โมโหจนแทบจะอกแตกตายคว้าอาภรณ์สีขาวนวลมาถือเอาไว้ แต่เพราะความไม่ระวังจึงทำให้เปลพลิกคว่ำ “ไม่นะ!” จางฟานอวี้ถึงคราวต้องห้อยโหน เอามือกำยึดเปลด้านบนไว้ เท้าสองข้างปัดป่ายหาที่ยึดเกาะ
“ฮ่าๆๆ ฮ่าาๆๆ”
เสียงหัวเราะอย่างแจ่มใสทำให้องครักษ์ผู้อยู่ข้างกายองค์ชายสามมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยอยากหันกลับไปมองนัก แต่ด้วยคำสั่งจากตอนเช้ามืดเข้ารู้ดีว่าแม่นางผู้นี้คงอยู่ในสภาพไม่เหมาะสม และไม่ใช่สิ่งที่มีให้ดวงตาของบุรุษอื่นมองได้
“นี่หยุดหัวเราะนะเพคะ” จางฟานอวี้โวยวายจนเสียงใสกระจ่างของสตรีดังลงไปเบื้องล่าง
ด้านบนต้นไม้นั้น จางฟานอวี้กำลังเหวี่ยงตนเองคิดใช้ปลายเท้าถีบให้โจวหลงเฉิงตกต้นไม้ แต่เจ้าตัวก็รู้ทันความคิดของนาง ด้วยตัวคนวางแผนร้ายหาได้มีวิชากักเก็บสีหน้าไม่
องค์ชายสามรวบขาทั้งสองข้างไว้จากนั้นก็กระตุกผ้าด้วยตัวของฟานอวี้ดึงให้ปมที่ผูกเปลต้นไม้เอาไว้หลุดออก แล้วจึงพาแม่นางนกต่อกระโดดลงมาบนพื้นพร้อมกัน
“ทีนี้เปลี่ยนได้แล้วหรือไม่ มีเวลาให้เพียงแค่นับหนึ่งถึงร้อยเท่านั้น เกินนั้นเจ้าหาทางออกจากป่าเอาเอง” โจวหลงเฉิงหันหลังแล้วเริ่มนับทันที โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากฟานอวี้ว่าให้เริ่มใหม่และนับช้าลงหน่อย
“เร็วไปแล้วนะเพคะ! โกงหม่อมฉันไปตั้งเยอะ ยังไม่ทันตั้งตัวเสียหน่อย”
“ยี่สิบ ยี่สิบเอ็ด! ยี่สิบสอง”
“องค์ชาย…หึ่ย!” เมื่อไร้ทางสู้ ฟานอวี้มีแต่ต้องเร่งมือให้ทันท่วงทีเท่านั้น นางไม่ต้องการถูกทิ้งอยู่ในป่าให้เสือกัดตายหรอกนะ!