บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ต้องจูบหรือไม่

โจวหลงเฉิงจดจำคำด่าไว้ในใจแล้ว เขาเดินออกไปด้านนอกก็เห็นองครักษ์จางยืนรออยู่ก่อนแล้ว จึงพยักหน้าพอใจ

“เอาอาหารมาสักสี่ห้าอย่าง สั่งน้ำแกงมาด้วย เผื่อนางเป็นประเภทกินน้อยอย่างคุณหนูในเมืองหลวง” หลงเฉิงสั่งคนของตนออกไป

“กระหม่อมขอรนหาที่ตายสักเรื่องหนึ่ง…เหตุใดพระองค์จึงเจาะจงพักห้องเดียวกับนาง จางฟานอวี้ผู้นี้ อาจเป็นคนที่ผู้อื่นส่งมา เรื่องนี้…”

“เพราะอาจเป็นคนที่ผู้อื่นส่งมาจึงต้องเอาไว้ใกล้ตัวให้ได้มากที่สุด หากให้นางพักผู้เดียว มิใช่ว่าเราเปิดโอกาสให้ติดต่อคนภายนอกเพื่อวางแผนต่อหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ” จางตงฟูรับคำแล้ว ก็เดินกลับลงไปด้านล่างเพื่อสั่งอาหาร

โจวหลงเฉิงกลับเข้าไปภายในห้อง เขาเลือกนั่งลงบนเตียง แอบใช้สายตามองไปทางจางฟานอวี้ เขาพินิจอยู่นาน ไม่แน่ใจว่าสตรีที่ดูโง่งมเช่นนี้ จะทำเรื่องที่เปี่ยมด้วยเจตนาร้าย เขาไม่อาจเคลือบแคลงได้จริงๆ หรือหากนี่เป็นการแสดงงิ้วให้คนตายใจ ก็เรียกได้ว่าแยบยลเหนือจินตนาการ

ปากกำลังจะอ้าเปล่งเสียงส่งคำถามออกไป แต่ก็ต้องเก็บงำไว้ ด้วยด้านนอกมีคนมาเสียก่อน

“อาหารมาแล้วขอรับ”

เสียงเสี่ยวเออร์เคาะประตูดังขึ้น เรียกให้ฟานอวี้หันไปมอง เมื่อครู่หลังจากคนผู้นั้นเอามือนางไปบังคับบีบคอก็เงียบหายไป นางเพิ่งได้รู้เดี๋ยวนี้ว่าเขาไปสั่งอาหารมา

“เข้ามา”

เสี่ยวเออร์ที่เป็นเด็กวัยไม่เกินสิบสี่หนาวเดินเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวเออร์ด้านหลังอีกสองคน ทั้งสามถือถ้วยอาหารมากมาย พวกเขาเริ่มวางมันลงบนโต๊ะ ทำให้กลิ่นอาหารล่องลอยมาเตะจมูก เรียกความหิวโหยของฟานอวี้บ้างแล้ว

จางฟานอวี้รอจนกระทั่งโต๊ะอาหารถูกจัดเสร็จแล้วจึงได้เดินออกไปที่โต๊ะอาหารของห้องพัก

“หอมจริง!” พูดไม่ทันขาดคำเสียงโครกครากก็ดังออกมาจากท้องของฟานอวี้

“อืม” องค์ชายสามพยักหน้ารับดึงเก้าอี้นั่งลง เตรียมจะยกตะเกียบคีบอาหาร แต่เมื่อตาเห็นว่าฟานอวี้ก็ทำเช่นเดียวกัน ก็แอบเอาเท้าถีบเก้าอี้ออก ปล่อยให้แม่นางจางก้นกระแทกพื้น

“โอ๊ย! นี่! มาแกล้งหม่อมฉันด้วยเหตุใดกันเพคะ” ฟานอวี้ร้องโอดโอยมือกุมสะโพกไว้

“อาหารนี่ของเปิ่นหวาง เงินเจ้ามีหรือจะมาร่วมกินเช่นนี้”

“ไม่มี” ฟานอวี้ยามที่ยังไม่เห็นอาหารก็พอจะทนหิวได้ แต่เมื่อมีอาหารมาวางตรงหน้าแต่ไม่อาจกินได้เช่นนี้ มันน่าเศร้าใจนัก น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมา เมื่อเห็นโจวหลงเฉิงยกเหล้ากระดกเข้าปาก คีบเนื้อตามอย่างเอร็ดอร่อย บิดาของนางเคยกล่าวเช่นนี้เช่นกัน หากไม่มีเงินมาจ่าย อาหารในบ้านฟานอวี้ก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง

“องค์ชายก็เหมือนท่านพ่อ รู้ทั้งรู้ว่าฟานอวี้ผู้นี้ต้องพึ่งพา…เอาเถิดชีวิตของหม่อมฉันมิใช่แปลกหน้ากับการอดข้าวอยู่แล้ว” ความน้อยใจหลุดปากออกไป โดยที่ตัวของฟานอวี้เองก็หลงลืมไปว่าโจวหลงเฉิงในเวลานี้เห็นนางเป็นเพียงคนแปลกหน้า ความทรงจำยาวนานหลายปีจากชาติก่อนมีเพียงนางที่มีมัน

ฟานอวี้ลุกไปนั่งริมหน้าต่างเช่นเดิม ชีวิตนั้นจนนางมีงานพิเศษจึงได้กินข้าวทุกวันไม่มีอด ส่วนชีวิตที่เพิ่งตายจากมายามเป็นทาสเนรเทศอาหารการกินไม่ได้ดีพร้อม หากทาสชายต้องการตัว แม้จะกินข้าวอยู่ก็ต้องลุกไป ฟานอวี้จึงไม่เคยได้อิ่มท้องดีนัก หากครั้งนี้ต้องอดอีกก็ไม่ต่างอันใด

“ว๊าย!” ฟานอวี้ร้องเมื่อตนเองถูกอุ้มลอยขึ้นมาในอ้อมแขนของหลงเฉิง “ปล่อยเพคะ”

“ไม่ได้ เปิ่นหวางไม่ต้องการให้เจ้าไปพูดต่อผิดๆ ว่าองค์ชายสามให้คนอดข้าว ทั้งที่ข้าเพียงแต่เย้าเล่นเช่นนี้”

โจวหลงเฉิงตกใจไม่น้อยไม่คิดว่าจังหวะที่ถีบเก้าอี้ จะเป็นคราวเดียวกับที่ฟานอวี้ปล่อยมือที่จับโต๊ะเอาไว้ออกไป จึงทำให้นางล้มหงายไปเช่นนั้น และที่ไม่คาดคิดเลยก็คือสตรีผู้นี้มีความหลังไม่ดีนักเรื่องอาหาร หากรู้มาก่อนเขาคงไม่เลือกกลั่นแกล้งด้วยวิธีนี้ หลงเฉิงนั่งลงโดยที่จับฟานอวี้ให้นั่งทับลงบนตัก แขนหนึ่งโอบรัดไว้ไม่ให้ดิ้นหนีไปไหน

“เปิ่นหวางจะป้อนให้เจ้าอิ่มก่อนไปเสียเลยดีหรือไม่ หากพูดต่อไม่ถูกต้องลิ้นเจ้าไม่เหลือแน่”

“หม่อมฉันกินเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้องค์ชายสามมาลำบาก” ฟานอวี้มองจ้องเอ่ยวาจาที่ไม่คิดจะยำเกรง

“ไม่” โจวหลงเฉิงตอบออกไปเช่นนั้น ไม่คิดต่อความใดอีก เขาใช้ช้อนน้ำแกงตักข้าวและหมูผัดชิ้นหนึ่งยัดเข้าปากฟานอวี้ทันที

“อ๊ะ!” ฟานอวี้ไม่รู้จะหัวเราะหรือร่ำไห้ แต่เมื่อดิ้นหนีไม่ได้ หันหนีก็ยังมีช้อนตามมาแยงปาก ฟานอวี้ก็ทำได้แต่ต้องรับข้าวมาเคี้ยว

“น้ำ” ฟานอวี้สั่งเมื่อกลืนคำแรกลงคอแล้ว

“เจ้ากล้าสั่งหรือ” องค์ชายสามรวบแขนให้แน่นขึ้น

“มันติดคอ แค่กๆ”

โจวหลงเฉิงที่ได้ยินเสียงไอจึงยื่นจอกชาจ่อที่ปากของจางฟานอวี้ จากนั้นมื้ออาหารก็ดำเนินไปโดยที่มีฟานอวี้บอกว่าจะกินสิ่งใดเป็นคำต่อไป แต่แม้นางจะอิ่มท้องแล้ว องค์ชายสามก็ยังไม่ปล่อยให้เป็นอิสระ สั่งให้นางเป็นฝ่ายป้อนเขาบ้าง และทวีความเรื่องมากของอาหารที่จะเอาเข้าปากไปอีกสิบเท่า

“รินเหล้าให้เปิ่นหวาง” เขาสั่งเสียงเรียบ อยากจะจิบน้ำมึนเมาหลังมื้ออาหารอีกสักจอกหนึ่ง

จางฟานอวี้นั่งนิ่งไม่คิดขยับตัวกับคำสั่งนี้ “ไม่เพคะ”

“เปิ่นหวางสั่งเจ้า” องค์ชายสามขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ

ฟานอวี้หันไปมองหน้าผู้เป็นองค์ชายด้วยแววตาไม่เกรงกลัว “ต่อให้พระองค์ประหาร หม่อมฉันก็ไม่มีวันแตะต้องเหล้าเป็นเด็ดขาด สิ่งทำลายความเป็นคนเช่นนี้หม่อมฉันไม่ยุ่งด้วย”

“โอหังเกินไปแล้ว” โจวหลงเฉิงเอามือบีบคางฟานอวี้ “คิดจะแฝงตัวมาแต่ไม่ยอมโอนอ่อนเชื่อฟังหรือ!”

“หากเป็นเรื่องเหล้า หม่อมฉันไม่ยินยอม!”

องค์ชายสามลุกขึ้นแล้วเหวี่ยงตัวจางฟานอวี้ไปไว้บนเตียง เขากระดกเหล้าจากไหจนไม่เหลือแม้เพียงหยดเดียว ฟานอวี้ใช้จังหวะนั้นลุกขึ้นคิดจะวิ่งหนีออกจากห้อง แต่ก็ไม่วายถูกโจวหลงเฉิงคว้าตัวไว้เสียก่อน

“แม้จะรังเกียจ แต่หากเปิ่นหวางสั่ง เจ้าก็ต้องทำ มีอันใดให้ต้องต่อต้านกัน” หลงเฉิงจับแขนฟานอวี้ไว้ให้หันมาเผชิญหน้า ไม่รู้ด้วยเหตุใดตั้งแต่พบหน้าเขาก็รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่านางต้องเป็นคนของผู้อื่น เป็นของที่เขาไม่อาจยุ่มย่ามได้ หลงเฉิงรู้สึกเช่นนั้นตั้งแต่ก่อนมีปัจจัยสนับสนุนเสียอีก และความรู้สึกนั้นกวนใจจนหงุดหงิด ต้องหาเรื่องแตะต้องนางให้คลายความขุ่นมัวลง

“พระองค์อย่าดื่มของเช่นนี้อีกเลย เชื่อหม่อมฉันสักครั้ง” ชาติก่อนที่ฟานอวี้สามารถเอาหลักฐานปลอมไปยัดเยียดไว้ได้ ก็เป็นเพราะนิสัยชอบดื่มขององค์ชายผู้นี้ แม้มิได้ดื่มจนเมาอาละวาด แต่ก็มากพอให้หาช่องแทรกตัวเข้าไปกระทำการใหญ่โตจนเขาตกตายได้ เมาหลับทุกๆ สามวันเช่นนั้นอันตรายเกินไป

“มิใช่ท่านแม่ อย่ามาสั่ง”

“หม่อมฉันโตมากับบิดาขี้เมา อย่าใจร้ายให้ต้องสัมผัสของเหล่านี้เลยเพคะ” จางฟานอวี้ยังคิดไม่ออกว่าจะทำให้องค์ชายสามเลิกเหล้าได้อย่างไร เพราะนางเชื่อเหลือเกินว่า แม้ไม่มีตนเองแล้ว คนอย่างองค์ชายรองก็ต้องหาผู้อื่นส่งเข้ามาทำลูกไม้เช่นเดิม

ทว่าบัดนี้เหล้าทั้งไหคล้ายว่าจะออกฤทธิ์แล้ว โจวหลงเฉิงตัวโอนเอน ทั้งที่ยังกลางวันแสกๆ พูดจาด้วยน้ำเสียงอย่างคนเมา “จริงสินะ…ขออภัย เปิ่นหวางก็เป็นเช่นนี้ บางเวลาก็คิดถึงแต่เพียงตนเอง”

“องค์ชายสามเพคะ” ฟานอวี้ร้องเรียกเบาๆ คิดว่าควรใช้จังหวะนี้ให้เขารับปากให้นางติดตามดีหรือไม่ เพราะหากจะทำลายองค์ชายรอง การไปตั้งตัวด้วยตนเองตั้งแต่รากฐานอาจกินเวลานานเกินไป และหากจะขัดขวางเส้นทางบัลลังก์ขององค์ชายรอง นางก็จำเป็นต้องมีผู้อื่นให้ผลักดันขึ้นไปแทน

“มีอันใด” หลงเฉิงพูด พยายามตั้งสมาธิ แม้ดวงตาจะแดงก่ำ

“ให้หม่อมฉันติดตามเป็นผู้ช่วยพระองค์นะเพคะ”

“เอาสิ ยิ่งน่าสงสัยยิ่งควรอยู่ใกล้ และเจ้าเองก็ทำให้เปิ่นหวางขบขันได้”

องค์ชายสามพูดจบตัวก็โอนเอน พาทั้งตัวเขา และจางฟานอวี้ล้มลงบนเตียงกว้าง ก่อนองค์ชายผู้สร้างเรื่องจะพูดต่อ “แต่เจ้าต้องเชื่อฟัง! ไม่รินเหล้าก็ได้ แต่เรื่องอื่นอย่าได้ขัดใจเปิ่นหวาง”

“ทำให้ขบขัน หม่อมฉันเป็นตลกประจำพระองค์หรือ” ฟานอวี้ถามไม่หวังคำตอบ พยายามผลักตัวชายร่างใหญ่ที่ทับอยู่ให้ออกไป “หนักเกินไปแล้ว”

“อย่าส่งเสียง เปิ่นหวางง่วงแล้ว” หลงเฉิงสั่งออกไป พลางพลิกรวบตัวเอาฟานอวี้มาเป็นหมอนข้าง ช่วงที่อยู่ในป่าเข้ามิได้นอนแม้แต่งีบเดียว เพียงแค่นั่งหลับตาทำสมาธิก็เท่านั้น เวลานี้เพราะเหล้ารวมกับความอ่อนล้าจึงทำให้อยากจะนอนเต็มแก่

“ปล่อยหม่อมฉันก่อน” ฟานอวี้ทั้งผลัก ทั้งดัน และทุบซ้ำๆ

“จิ๊!” หลงเฉิงจิ๊ปาก แม้ไม่เจ็บจากฝีมือคนข้างกาย แต่ก็น่ารำคาญไม่น้อยเลยทีเดียว “เปิ่นหวางต้องจูบอีกหรือไม่จึงจะยอมสงบ”

“อ๊ะ! ไม่นะเพคะ” ฟานอวี้หลับตาแน่นมือดันหน้าหลงเฉิงออกไปสุดแรงเกิด
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel