บทที่ 3 เปลต้นไม้
เสียงฝีเท้าของวิชาตัวเบา หากไม่ได้ตั้งใจจับจ้องจะฟังคงไม่มีผู้ใดได้ยิน แต่ผู้เป็นองค์ชายก็หาได้นิ่งนอนใจ เขากระโดดกลับไปกลับมา เพื่อหลอกล่อนักฆ่าให้ติดตามได้ยาก ลงพื้นบ้างขึ้นต้นไม้บ้าง วกไปซ้ำมาจนกระทั่งจางฟานอวี้รู้สึกพะอืดพะอมคล้ายจะหน้ามืด
“ปล่อยข้าลงก่อนเถิด หากไปต่ออาหารของเมื่อวานคงได้…มาอยู่บนอาภรณ์ท่าน”
“อืม ใกล้มืดแล้ว เราจะอยู่กันที่นี่” โจวหลงเฉิงสั่งการพร้อมกระโดดลงพื้น “เจ้ารอด้านล่าง”
องค์ชายสามเริ่มแก้ปมที่ผูกผ้าไว้อุ้มตัวของสตรีด้านหลัง เมื่อปมมัดคลายออกจางฟานอวี้ร่วงลงพื้นในทันที “เหตุใดไม่ยืนให้ดี”
“ขาชาไม่รู้สึกอันใดเจ้าค่ะ” ฟานอวี้ตอบก่อนจะหงายตัวลงไปไม่คิดห่วงภาพลักษณ์ใดๆ คำขู่ที่ว่ามัดไม่แน่นทำให้นางเชื่อเช่นนั้น แต่ฟานอวี้เพิ่งจะรู้สึกว่าเลือดในกายได้ไหลเวียนลงขาก็ยามที่ร่วงลงพื้น ขาชาจนเจ็บไม่อาจตั้งหลักยืนบนพื้นได้ดั่งใจนึก
“เพียงหวังดีไม่ต้องการให้ตกไปตาย” องค์ชายสามไม่สบตายามกล่าวอ้าง เพราะรู้ว่าเป็นความผิดตนที่อาจรัดแน่นจนเกินไป “ขออภัย”
“ข้าไม่ได้ว่ากล่าวอะไรแม้เพียงครึ่งคำเลยเจ้าค่ะ” ฟานอวี้ที่เห็นคนแก้ตัวก็ขบขันไม่น้อย เกือบลืมไปแล้วว่าคนผู้นี้มิได้เพียงปากร้าย แต่เขาเองก็ใจดีและอาทรผู้คนรอบข้างไม่น้อย หากไม่เป็นเช่นนั้นมีหรือจะยอมรับสตรีมีตำหนิไปเป็นอนุให้ผู้คนนินทาว่ารับเศษเดนจากพี่ชาย เพียงเพราะอยากให้อย่างน้อยฟานอวี้ไม่ต้องทำงานลำบากอะไร เพียงอยู่ในจวนกินเบี้ยหวัดไปอย่างนั้น เพราะองค์ชายสามมิได้ลำบากที่จะดูสตรีผู้เดียว
“ที่คุณชายผู้นี้หวังดี ข้าจดจำไว้แล้ว” ฟานอวี้คลี่ยิ้มเต็มดวงหน้า เริ่มสะบัดแขนขาพลางบิดขี้เกียจให้คลายปวดเมื่อย
โจวหลงเฉิงรีบหันหลังกระโดดขึ้นบนต้นไม้พร้อมผ้า แต่แล้วก็กลับลงมาใหม่พร้อมกับชายผ้าแทบหนึ่ง “ผูกปิดไว้เสีย”
“อ้อ” ฟานอวี้พยักหน้า นางเองก็หลงลืมว่าชุดขาดจึงไม่ทันระวังยกแขนขึ้นเช่นนั้นชุดอาจเลิกขึ้นสูงไปถึงไหนต่อไหน
“คุณชายผู้นี้ยังไม่มีฮูหยินหรือจึงได้มีท่าทีราวกับเด็กสาวในห้องหอ” นางกล่าวพลางผูกผ้าทับบริเวณที่ขาด
“ผู้ใดจะไร้ยางอายอย่างเจ้า ต่อให้ยังไม่แต่งงานก็หาใช่ว่าไม่เคยใกล้ชิดสตรี” หลงเฉิงที่รู้สึกราวกับว่าโดนดูถูกต่อหน้ารีบปกป้องศักดิ์ศรีตน
“ใกล้ชิดที่ว่ามันแบบใดหรือ หากใกล้ชิดของท่านคือเดินสวนกันก็ไม่อาจเอามานับได้นะเจ้าคะ” ฟานอวี้ผูกเสร็จก็เงยหน้ามองโจวหลงเฉิงที่กระโดดหนีขึ้นไปทำบางอย่างอยู่บนต้นไม้
จางฟานอวี้กล้าพูดเช่นนี้เพราะจำได้จากชาติเก่าว่าองค์ชายผู้นี้ปฏิเสธสตรีมาเรื่อยเปื่อย จนถึงวันที่ฮ่องเต้มอบสมรสพระราชทานกับองค์หญิงต่างแคว้นจึงบิดพลิ้วไม่ได้อีก จากนั้นก็ไม่เคยมีเรื่องรับชายารองหรืออนุ จนกระทั่งวันที่นางไปขอร้องหน้าวัง จึงได้มีอนุกับเขาบ้าง ทั่วๆ ไปแล้วก็ไม่เคยได้ยินว่าไปหอคณิกา เห็นจะมีเรียกสตรีมาที่วังเป็นครั้งคราวบ้าง แต่ก็มิได้บ่อย สองปีที่ตัวนางอยู่วังสามก็เห็นว่ามีสตรีจากด้านนอกมาเพียงสามครั้งเท่านั้น
“ก็ดูท่าทางไม่ได้เที่ยวหอโคมเขียวโคมแดง หรือเอาไว้จัดเต็มกับเมียเอก แต่ยังไม่แต่งนิ ใกล้ชิดอะไร” เสียงพึมพำนี้ก็ไม่พ้นแว่วเข้าหูองค์ชายอีกครั้งหนึ่ง “ว๊าย!”
องค์ชายสามเอามือปิดปากไม่ให้ฟานอวี้ส่งเสียง เขารวบตัวขึ้นไปยังเปลผ้าที่ผูกไว้ค่อนข้างสูง เมื่อนั่งกันได้แล้วก็ดุออกมาเสียงเย็น “เลิกสงสัยเรื่องของข้าเสียที”
“เปลนี้รับน้ำหนักได้แน่หรือเจ้าคะ” จางฟานอวี้กระซิบไม่กล้าที่จะขยับตัว กลัวว่าชุดคลุมที่แปลงมาเป็นเปลจะขาดลงเสียก่อน
“รับได้ ผ้าชั้นดีเช่นนี้ไม่ขาดง่ายๆ” โจวหลงเฉิงเอนพิงลำต้นด้านหลัง ดวงตาหลับลง ดวงหน้าเมื่อยล้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
จางฟานอวี้เห็นอย่างนั้นก็เอื้อมมือไปกุมเอาไว้ ด้วยไม่รู้จะให้กำลังใจอย่างไร เพราะชีวิตขององค์ชายสามในช่วงเวลานี้มิใช่ง่าย มารดาที่เป็นสนมชั้นสูงถูกใส่ร้ายจนอีกไม่นานจะต้องเข้าตำหนักเย็น เป็นเหตุให้ต้องอาสาออกปราบพวกกลุ่มโจรภูเขาทางตะวันตกหวังขออิสระของมารดาเป็นรางวัล
แต่ทว่าองค์ชายรองที่ทำทีนำเสบียงไปสนับสนุนยามที่ใกล้จะชนะ กลับพบสายแร่หยกระหว่างทางจึงนำขึ้นถวายบิดา การรบชนะจึงดูเป็นเรื่องเล็ก ฮ่องเต้จึงมิได้เอ่ยปากให้ขอสิ่งใดก็ได้ดังที่คาดการณ์เอาไว้ และได้รับของรางวัลตามสมควรแทน แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็เกิดภายหลัง ยามนี้เต๋อเฟยยังเพียงแค่ถูกคุมตัวอยู่ในตำหนักของพระนางเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้ไม่ได้มาร่วมงานล่าสัตว์ประจำปี
“แม่นาง!”
“เจ้าคะ?”
โจวหลงเฉิงยกมือของเขาที่มีฟานอวี้กอบกุมไว้ขึ้นมา “มาจับมือข้าด้วยเหตุอันใด”
“อ้อ กลัวตกเจ้าค่ะ หากตกลงไปจับคุณชายไว้อาจมีโอกาสรอด” ฟานอวี้พูดเอาตัวรอดไปลวกๆ ไม่อาจบอกเขาได้ว่า ‘จับเพราะอยากจะปลอบใจพระองค์เพคะ’
“นี่อย่างไรเล่า สตรีนางใดก็มาใกล้ชิดข้าเช่นนี้ มิใช่เพียงเดินผ่าน” หลงเฉิงเย้า เขายกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
“ไม่จับแล้วเจ้าค่ะ” ฟานอวี้ผลักมือออก ตั้งใจจะขยับถอยหลัง แต่แล้วเพราะความไม่มั่นคงของเปลต้นไม้ ทำให้จางฟานอวี้เกือบหงายหลังตกเปลไป “อ๊ะ!”
“นั่งไม่มั่นคงอย่าอวดดี” องค์ชายสามที่เข้ามารวบตัวไว้ได้ทันท่วงทีดึงตัวฟานอวี้เข้ามากอดไว้ ใบหน้าคมเข้มของหลงเฉิงห่างกับฟานอวี้เพียงแค่คืบหนึ่งเท่านั้น ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ากระทบใบหน้าของกันและกัน จนชวนให้คิดเรื่องไม่ปกติเสียแล้ว
จางฟานอวี้เบนหน้าหนี แม้ไม่กล้าขืนตัวออก แต่ก็ขอจิกกัดให้ตนเองไม่ตกเป็นฝ่ายที่ต้องประหม่ากับความชิดใกล้ “หากคุ้นชินกับสตรีอย่างที่อวดอ้างเหตุใดใบหน้าจึงแดงปลั่งดั่งชาดทาปากเล่าเจ้าคะ เห็นที่คนอวดดีจะไม่ชะ-”
คำกล่าวของฟานอวี้ถูกกลืนกินไปด้วยริมฝีปากร้อนของโจวหลงเฉิงเสียแล้ว ไม่เคยมีแม่นางคนใดหยามความเป็นชายของเขาอย่างไม่รู้จักละวางเช่นนี้ มีอยู่ทางเดียวคือต้องกำราบให้แม่นางไม่สมประดีรู้เสียทีว่าบุรุษมิใช่เพศที่จะยอมให้หยอกล้อได้ตามใจ
เขาบดจูบอย่างไม่ลดละ แขนที่โอบรัดก็ไม่ยอมปล่อยให้ร่างที่ดิ้นขลุกขลักอย่างไม่กลัวตายได้เป็นอิสระ แขนข้างหนึ่งดึงเข้ามาแนบลำตัว อีกมือหนึ่งยกมาบีบคางเพื่อส่งเรียวลิ้นชำนาญเข้าไปในโพรงปาก
จางฟานอวี้ที่ไม่ว่าจะชาติไหนๆ ก็ไม่เคยไปถึงขั้นนี้กับโจวหลงเฉิงรู้สึกตกใจจนเหงื่อเย็นชื้นเต็มขมับ จิกกำฝ่ามืออยู่บริเวณบ่ากว้างของบุรุษผู้องอาจ เขาปล่อยให้นางเป็นอิสระครู่หนึ่ง เพื่อให้สตรีที่ไม่คุ้นชินกับการบดจูบอย่างตะกละตะกลามเช่นนี้ได้สูดลมหายใจ
“ทำทีไม่เขินอายที่เผยเนื้อหนังต่อหน้าบุรุษ แต่กลับไม่รู้ว่ายามจูบต้องหายใจ”
องค์ชายสามไม่ทิ้งช่วงให้แม่นางผู้อวดดีได้โต้เถียง เขาตั้งใจจะมอมเมาให้นางเข็ดหลาบไปเสีย แต่ปากนี้ยิ่งครอบครองก็ยิ่งหอมหวาน คล้ายจะเป็นการทรมานตัวเขาเสียเอง เพราะสตรีในอ้อมแขนหาใช่นางคณิกาให้เขาระบายความต้องการอย่างลับๆ แล้วแยกย้ายกันไป
ร่างเล็กในอ้อมแขนก็ใช่ว่าจะอดทนไหว ริมฝีปากอ้าออกต้องยอมให้เขาตักตวงความหวานตามใจปรารถนา หากแต่ไฟร้อนนี้แผดเผาจนเข่าอ่อนขาสั่น ทั้งร่างกายขาดการควบคุมไปเสียแล้ว มีแต่จะต้องทุบแผงอกเรียกสติให้ชายผู้นี้ปล่อยตนเอง
“พะ…พอแล้ว” จางฟานอวี้เปล่งเสียงออกมาอย่างคนหอบเหนื่อย มองดูองค์ชายสามที่นอกจากดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนยังปิดไม่มิดอีกว่าเขามีความต้องการเช่นนั้นก่อเกิดขึ้นมา แต่เพียงแค่ครู่เดียวแววตาแห่งความปรารถนาก็เลือนหายไป
“อย่าล้อเล่นท้าทายเช่นนี้กับบุรุษอีก โดยเฉพาะข้า ครั้งหน้าคงไม่อาจละเว้นได้อีก” เขาดันฟานอวี้ให้ไปนั่งพิงลำต้นอีกด้าน ประคองให้แน่ใจว่านั่งมั่นคงดีแล้วจึงถอยกลับมาตำแหน่งเดิม
ฟานอวี้กลืนน้ำลายอึกใหญ่ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าลำคอของตนเองแห้งผากเสียเหลือเกิน นึกก่นด่าตนเองที่อยากจะหาเรื่องล้อเลียนแต่กลับทำตัวเองเดือดร้อนสิ้นเปลืองตัวโดยใช่เหตุ
“เรื่องนี้…ข้าจะลืมไปเสีย มันไม่เคยเกิดขึ้น” ฟานอวี้นั่งกอดเข่าช้อนตาขึ้นสบกับบุรุษฝั่งตรงข้าม
“หากกล้าลืม ข้าคงต้องจับมาย้ำความจำให้จนกว่าจะขึ้นใจ” ผู้เป็นองค์ชายขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าแม่นางผู้นี้กล้าดีอย่างไรมากล่าวว่าจะลืมจูบของเขา จูบที่นางคณิกาทั้งหลายเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนต้องตั้งกฎว่าสตรีแต่ละนางมีสิทธิ์จะปรนนิบัติเขาได้เพียงคืนเดียว แต่นางกลับจะบอกว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น ท้าทายเกินไปหรือไม่
“ไม่ลืมแล้วเจ้าค่ะ จดจำตลอดชีวิต กลับออกจากป่าจะเรียกร้องการรับผิดชอบทันที นี่หรือไม่ที่คุณชายต้องการ” ฟานอวี้กอดอกสะบัดหน้าหนี
“นั่นก็ไม่ได้ ใครอยากจะรับสตรีหัวกระเซิงมาเป็นฮูหยินกัน” ไม่พูดเปล่า มือใหญ่ของโจวหลงเฉิงยังมายีผมของฟานอวี้เล่นแล้วหัวเราะเยาะ
นางไม่รู้อีกแล้วว่าองค์ชายปากเสียผู้นี้ต้องการสิ่งใดจึงทำท่ากรี๊ดระบายความอัดอั้นแบบไม่มีเสียง จากนั้นก็อาศัยช่วงที่เขายังไม่เปิดเผยสถานะทำร้ายร่างกายสมาชิกราชวงศ์ ด้วยการตีมือที่ขยี้ผมของตนออกไปเสีย
“นี่แหนะ! เอามือออกไปเลยนะเจ้าคะ รังเกียจก็อย่ามาจับ”
“โอ๊ย พอแล้ว ดุจริง เจ้านอนได้แล้ว หากต้องหนีอีกจะได้มีแรง หากปวดแผลอีกจะทายาเพิ่มให้”
“เจ้าค่ะ” ฟานอวี้ตอบรับแต่ไม่ยอมมองหน้าโจวหลงเฉิงให้เสียอารมณ์อีก