บทที่ 3 เช่นนั้นก็แค่ตาย (1)
สตรีร่างบอบบางสาวเท้าเข้ามายืนเบื้องหน้าซูเมิ่งหลานพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร “มาเถอะพี่หญิง ข้าจะช่วยท่านอาบน้ำเอง”
“พี่หญิง นี่เรียกข้าหรือ” ซูเมิ่งหลานกะพริบตาถี่
“ไม่อย่างนั้นล่ะ”
ซูเมิ่งหลานกวาดตามองเหล่าทหารที่ยืนคุม จากนั้นย้ายสายตามายังหญิงสาว ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะคาดเดาความในใจของนางได้
“อ้อ…พวกเจ้าหลบไปสิ มีอย่างที่ไหนยืนดูสตรีอาบน้ำ”
“คุณหนูแต่ท่านแม่ทัพสั่งให้พวกเราจับตาดูนาง”
“เหลวไหล! นางเป็นสตรีตัวบอบบาง ซ้ำยังไม่ได้ออกเรือน พวกเจ้าจะยืนดูโจ่งแจ้งได้หรือ ไร้หัวคิด”
“เอ่อ…พวกเราเข้าใจแล้ว เช่นนั้นเราจะไปเฝ้าอยู่ข้างหน้า”
“ไปเถอะ”
หญิงสาวคว้ามือซูเมิ่งหลานเอาไว้ ช้อนตามองอีกฝ่ายพลางยิ้มซุกซน
“ยามปกติท่านพี่เซี่ยไม่พาสตรีกลับมา หากเป็นมือสังหารจะชายหรือหญิงล้วนถูกเขาฆ่าทิ้งทั้งสิ้น”
เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าหญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มคนนี้ก็ยังอยู่ดีไม่ใช่หรือ แต่เดี๋ยวก่อน ท่านพี่เซี่ยที่นางพูดถึงคงไม่ใช่เซี่ยเวยแม่ทัพแห่งเป่ยเปียนผู้นั้นใช่หรือไม่
‘แย่อีกแล้ว ชีวิตของข้ากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายหรือนี่ หากเป็นแม่ทัพคนอื่นยังพอเอาตัวรอดง่ายกว่านี้ แต่นี่ต้องเผชิญหน้ากับมัจจุราชแดนเหนือเชียวนะ’
“เอ๋…ทำไมเงียบไปล่ะพี่หญิง”
ซูเมิ่งหลานหลุดจากภวังค์ “อ้อ ว่าแต่เจ้าเป็นใคร เหตุใดที่ค่ายทหารจึงมีหญิงสาวหน้าตาน่ารักเช่นเจ้าได้ เขาคงไม่ได้มีรสนิยมชมชอบ…”
“ท่านพูดอะไร ข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านพี่เซี่ยเจ้าค่ะ บังเอิญว่าข้าไม่ชอบติดแหง็กอยู่แต่ที่จวน ข้าก็เลยติดตามเขามาที่นี่”
ซูเมิ่งหลานพยักหน้า นึกไม่ถึงว่าจะมีคนชอบเอาชีวิตมาเสี่ยงในช่วงสงครามด้วย เด็กสาวผู้นี้ความคิดแปลกประหลาด ทว่าในยุคโบราณส่วนใหญ่มักให้ลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกัน เกรงว่าโตไปแล้วนางอาจจะได้แต่งงานกับแม่ทัพเซี่ยก็ได้ ดูไปแล้วนิสัยพวกเขากล้าได้กล้าเสียคงเหมาะสมกันดี หากแต่น่าเสียดายที่เซี่ยเวยคนนี้อายุสั้นนัก ไม่ทันสามสิบก็อาจต้องตายเสียก่อน
“มาเถอะ ข้าจะช่วยท่านเอง”
“อือ”
ซูเมิ่งหลานมองมือที่จับจูงตน อย่างน้อยนางก็ไม่ใช่สตรีตัวคนเดียวที่โผล่มาที่นี่
“ข้ามีนามว่าสุ่ยตัวตัว ท่านล่ะพี่หญิง”
ซูเมิ่งหลานแทบหลุดขำ ‘สุ่ยตัวตัวที่แปลว่าหวานฉ่ำน้ำนั่นหรือเปล่า’
“ท่านยิ้มอะไร กำลังขบขันชื่อของข้าหรือ”
“เปล่าเลย ชื่อของเจ้าน่ารักมากต่างหาก ข้ามีนามว่าซูเมิ่งหลาน จะเรียกเมิ่งหลานก็ได้”
สุ่ยตัวตัวยิ้มตาปิด “จริงหรือพี่หญิงเมิ่งหลาน เจ้าก็ชอบชื่อนี้ของข้าหรือ”
“แน่นอน”
“ท่านช่างตาถึง ชื่อนี้มีแค่ท่านกับท่านพี่เซี่ยที่เข้าใจถึงความน่ารัก”
“น้องหญิงตัวตัว ข้าเรียกเจ้าเช่นนี้ได้หรือไม่”
“ย่อมได้”
“ขอถามหนึ่งเรื่องได้หรือไม่”
“ว่ามาเถอะเจ้าค่ะ ขอแค่พี่หญิงเมิ่งหลานมิใช่สายลับ ข้าก็จะตอบในสิ่งที่ตอบได้”
“ข้าไม่ใช่สายลับแน่นอน คือ…ข้าเพียงอยากรู้ว่าท่านพี่เซี่ยของเจ้าคือแม่ทัพเซี่ยเวยใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ เขานั่นแหละ”
สุ่ยตัวตัวช่วยขัดผิวไปปากก็พร่ำพูดไปเจื้อยแจ้ว
“ไม่ใช่ว่าท่านแม่ทัพต้องประจำการที่เป่ยเปียนหรือ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้”
“ที่เป่ยเปียนควบคุมสถานการณ์ได้แล้วเจ้าค่ะ หนึ่งปีมานี้ท่านพี่เซี่ยนำทัพและสามารถยึดมาทั้งหมดสิบหัวเมืองใหญ่ ดังนั้นเขาจึงลงมาประจำการชายแดนฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่าบาทเห็นว่าหน้าด่านของที่นี่ยึดยากยิ่งนัก ดังนั้นจึงให้ท่านพี่เซี่ยเป็นผู้นำทัพเจ้าค่ะ”
ซูเมิ่งหลานพยักหน้า “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
“พี่หญิงเมิ่งหลาน ผิวของท่านที่จริงเนียนละเอียดยิ่งนัก ใครไม่รู้มองแต่ใบหน้าคลุกฝุ่นของท่านคงเข้าใจผิดกันไปหมด ดูสิช่วงสงครามเช่นนี้ก็ยังมีผิวเนียนละเอียดได้ ท่านทำได้อย่างไร”
ซูเมิ่งหลานยิ้ม ครั้งแรกที่นางเข้ามาสวมร่างนี้ ผิวของนางทั้งแห้งทั้งหยาบ ซ้ำยังผอมกะหร่องดุจกระดูกเดินได้ โชคดีที่ความรู้วิชาแพทย์นั้นไม่มีข้อจำกัด นางจึงนำความรู้เหล่านั้นมาฟื้นฟูสุขภาพและผิวพรรณตัวเอง
ทว่าเพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงกลียุคอย่างปลอดภัย ซูเมิ่งหลานจึงมักใช้แป้งร่ำสีขุ่นเพื่อบดบังผิวพรรณแท้จริง ซ้ำแป้งร่ำที่นางทำขึ้นมานี้ยังสามารถบำรุงผิวไปในตัวด้วย ดังนั้นแม้ยามปกติดูสกปรกเปื้อนมอม แต่นั่นกลับประหนึ่งกำแพงป้องกันผิวจากแสงแดด เมื่อถูกชะล้างจนสะอาดเอี่ยม ความสว่างงดงามที่ซ่อนเอาไว้จึงเผยออกมา
“ข้าเป็นหมอ นี่เป็นเพียงการดูแลตัวเองเบื้องต้นเท่านั้น”
“ดีมาก ดีจริง ๆ เช่นนั้นผิวของข้าจะสามารถดูแลเช่นท่านได้หรือไม่”
“ได้สิ ตอนนี้แป้งร่ำมีไม่มาก แต่ข้าจะมอบให้เจ้าเป็นของขวัญพบหน้าดีหรือไม่”
สุ่ยตัวตัวยิ้มจนตาหยี “พี่หญิงเมิ่งหลาน ท่านใจดีมากจริง ๆ มาเถอะ ก่อนไปพบท่านพี่เซี่ยข้าจะช่วยให้ท่านงามที่สุด”
ซูเมิ่งหลานชะงัก “ไม่จำเป็นหรอก ข้าคิดว่าโบกแป้งร่ำดังเดิมดีกว่า”
“ไม่ได้ ไหนท่านบอกยกแป้งนี่ให้ข้าแล้ว”
“แต่ว่า…”
“ไม่ต้องแต่แล้ว ท่านบอกว่าของมีน้อยไม่ใช่หรือ พี่หญิงเมิ่งหลานท่านนึกเสียดายจนคิดจะกลืนคำพูดหรือ” สุ่ยตัวตัวทำหน้าอมทุกข์
ซูเมิ่งหลานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แต่ก็ช่างเถิด ถึงอย่างไรเซี่ยเวยก็เป็นบุรุษไร้หัวใจ เขาแทบไม่เคยเห็นสตรีใดอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ผิวพรรณและใบหน้าของนางก็มิได้งามจนล่มเมือง คงไม่อาจล่อเสือล่อตะเข้ได้ถึงเพียงนั้น อีกอย่างเขาก็เป็นถึงแม่ทัพยศใหญ่ มีสตรีหน้าตาแบบใดที่ยังไม่เคยเห็น
“เช่นนั้นก็ได้” ซูเมิ่งหลานรับคำอย่างจนใจ
