บทที่ 2 สายลับ (2)
เขาเดินมาหยุดเบื้องหน้าซูเมิ่งหลาน ก่อนจะย้ายไปยังปลายนิ้วทั้งห้า
ซูเมิ่งหลานใจเต้นระรัว ‘เขาคิดจะเสียบเข็มเข้านิ้วของข้า นั่นมันทรมานกว่าห้าม้าแยกร่างเสียอีก’
“ท่านแม่ทัพ ช้าก่อน ๆ”
เขาหยุดมือลงเดี๋ยวนั้น “ยอมสารภาพแล้วหรือ”
ซูเมิ่งหลานพยักหน้าหงึกหงัก
“เช่นนั้นว่ามา หากเจ้าโกหกแม้เพียงครึ่งคำ ข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้ง”
“มิกล้า ๆ” ซูเมิ่งหลานยิ้มประจบ “ที่ข้าพูดนั้นเป็นความจริงทั้งหมด แต่ที่ข้าจะสารภาพมิใช่ว่าข้าเป็นสายลงสายลับตามที่ท่านเข้าใจ”
ชายหนุ่มหน้าหม่นทะมึนยิ่งกว่าพายุกำลังตั้งเค้า
“ท่านฟังข้าก่อน” ซูเมิ่งหลานรีบเอ่ย
“ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้า”
ซูเมิ่งหลานผ่อนหายใจโล่งอก “ข้าเป็นวิชาแพทย์จริง ๆ แต่ข้าจะบอกท่านให้ว่าข้าคือหมอเทวดาเชียวนะ”
ชายหนุ่มยิ้มเยาะ “จะถ่วงเวลาก็ช่วยสร้างเรื่องที่เป็นไปได้สักหน่อยมิได้หรือ ในเมื่อเจ้าไม่พูด เช่นนั้นข้าจะทรมานจนกว่าเจ้าจะยอมอ้าปาก”
“หา… ท่านฟังก่อนสิเจ้าคะ แล้วข้าไม่อ้าปากตรงไหน เห็น ๆ กันอยู่ว่าข้ากำลังอธิบายต่อท่าน ท่านทึกทักเองฝ่ายเดียว ข้าจะบอกให้นะท่านแม่ทัพ เวลาของท่านมีไม่มากแล้ว ไม่รู้จะอยู่จนจบศึกครั้งนี้หรือไม่ ไอสังหารปกคลุมทั่วร่าง ใบหน้าซีดขาวราวกับศพ ลมหายใจแม้หนักแน่นแต่แอบแผ่วโหย กลิ่นกายของท่านแม้จะหอมหวานจนน่าหลงใหลแต่นั่นมันกลิ่นของยาพิษ! ท่านโดนพิษรักไร้ยาถอน ทันทีที่ท่านมีความรู้สึกรักใครท่านจะต้องตายในสามวัน ต่อให้ท่านไม่รักใครเลยท่านก็ไม่รอด เพราะว่าพิษชนิดนี้จะกัดกร่อนลงไปยังกระดูกทุกส่วนในร่าง อีกไม่นานมันก็จะปะทุออกมาแล้ว คนไร้หัวใจ ท่านไม่เคยรักใคร พิษรักนี้จะทำให้ท่านตายแบบทรมานกว่าเดิมเสียอีก ข้าพูดถูกหรือมะ…แค่ก แค่ก”
“เจ้า…เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงรู้เรื่องพิษในกายของข้า!”
“แค่ก แค่ก…ปะ ปล่อย…” ดวงตาของหญิงสาวเริ่มเหลือกจนเห็นสีขาว เพราะเกรงว่านางจะตายไปก่อน เขาจึงรีบชักมือกลับ
“เจ็บ…เจ็บจะตายอยู่แล้ว”
“เจ็บก็ถูกต้องแล้ว หากไม่เจ็บเจ้าคงถูกยมบาลลากตัวลงนรกไปนานแล้ว”
ซูเมิ่งหลานจ้องตาเขาเขม็ง นางไม่กลัวเขาหรอก ตอนนี้นางกุมความลับเขาไว้ได้แล้ว อีกอย่างเกิดเป็นคนอย่างไรก็ต้องตาย อีกอย่างหากนางตายไป นางจะยืนรอเอาคืนเขาที่สะพานไน่เหอรอหัวเราะเยาะเขา มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะถูกพิษรักเล่นงาน ดูเหมือนแม่ทัพคนนี้ก็ไม่ฉลาดเท่าใด
“ท่านแม่ทัพ ข้าจะพูดอีกครั้งว่าข้าไม่ใช่สายลับ ข้าเป็นหมอเทวดาที่ท่านตามหาเชื่อหรือไม่ พิษที่ท่านเจออยู่นี้ไร้ยาถอน ท่านพบหมอมาแล้วทั่วล้า เหลือแค่เพียงหมอเทวดาที่ยังหาไม่เจอ เช่นนั้นเรามาทำสัญญาตกลงกันหรือไม่”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “เจ้ากำลังคิดต่อรองข้าหรือ”
“ท่านเห็นว่าอย่างไรล่ะ พิษรักของท่านต้านไว้ไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ หากมีข้าอยู่ บางทีท่านอาจจะมีชีวิตไปอีกยาวนาน”
“เจ้าคิดว่าข้ากลัวตายหรือ”
“แน่นอนว่าท่านไม่กลัว แต่บรรดาทหารใต้บัญชาของท่านเล่า หากเขาเสียท่านไป แคว้นจงเจียนอาจต้องล่มสลายจริง ๆ ก็ได้ ท่านก็รู้ดี ชายแดนแต่ละฝั่งไม่อาจเผยช่องโหว่ ท่านไม่กลัวตาย แล้วชาวบ้านตาดำ ๆ ที่รอชัยชนะจากท่าน พวกเขาจะอยู่ได้อย่างไร ท่านแม่ทัพผู้องอาจลองตรองดูเถอะ หากข้าเป็นสายลับคงไม่ปล่อยให้ท่านจับมาทรมานเช่นนี้ มิสู้ข้ากลืนยาพิษพลีชีพยังดีเสียกว่า ท่านว่าข้าพูดมามีเหตุผลหรือไม่”
โชคดีที่ก่อนหน้าเขาเดินเข้ามาประชิดตัวนางจนซูเมิ่งหลานได้กลิ่นเหงื่อของเขา ตามปกติเหงื่อของคนเราจะเหม็นอย่างมาก แต่กับชายตรงหน้ากลับมีเหงื่อที่กลิ่นหอมหวานประหนึ่งบุปผา
ช่างน่าขบขันที่เขามักใช้กำยานรมควันตัวเองเพื่อกลบกลิ่นหอมนี้ โชคดีที่นางจมูกไว ไม่เช่นนั้นคงไม่มีสิ่งใดมาต่อรองเอาชีวิตรอดแล้ว
“รายงาน รายงาน”
“ว่ามา!”
“จับสายลับได้แล้วขอรับ แต่ในปากของเขาอมยาพิษ หลังถูกจับได้เขาก็กลืนพิษจนตาย”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
ชายหนุ่มปรายตามองสตรีร่างบอบบางที่ถูกเขาแขวนเอาไว้ นางไม่ได้โกหกเขา
ซูเมิ่งหลานแค่นเสียง “ท่านแม่ทัพ ท่านเกือบสังหารผู้บริสุทธิ์เช่นข้าแล้ว ดังนั้นท่านจะรับผิดชอบข้าอย่างไรเจ้าคะ”
นัยน์ตาคมเข้มปรายตามองอีกฝ่าย เขาขว้างเข็มขนาดเล็กเฉียดปลายผมหญิงสาวไป ซูเมิ่งหลานหลับตาแน่น
‘คนโหดร้ายจิตใจชั่วช้า รู้ว่าตัวเองผิดเลยคิดจะฆ่าข้าปิดปากหรือ’
ลมหายใจอุ่นระอุเป่ารดใบหน้าหญิงสาว ฝ่ามือกว้างบีบปลายคางโค้งมนจนปากเล็กยับยู่ “ข้าสามารถไต่สวนผู้ต้องสงสัยได้โดยไร้ความผิด เชื่อหรือไม่ว่าต่อให้ข้าดับลมหายใจเจ้า ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอาผิดกับข้า”
“ท่าน! ท่านคนไร้เหตุผล นี่หรือแม่ทัพที่ปกป้องราษฎร ท่านนั่นแหละที่จะสังหารราษฎรตัวเอง”
ชายหนุ่มกัดฟันแน่นจนกรามเด่นชัด เขาสะบัดมือออกจากใบหน้าหญิงสาว ร่างสูงหันหลังขวับ ก่อนจะเอ่ยเสียงแข็ง
“ปล่อยนาง! พานางไปชำระร่างกาย แล้วส่งมาที่กระโจมของข้า”
ซูเมิ่งหลานหัวใจแทบหยุดเต้น นี่เขาคงไม่ได้คิดพิศวาสใบหน้ากระดำกระด่างแสนอัปลักษณ์ของนางใช่หรือไม่
“ข้าไม่อาบน้ำ หากท่านจะให้ข้ารักษา ข้าจะตามไปเช่นนี้”
“เจ้าคิดจะให้ข้าเหม็นตายหรือ สกปรกตัวเหม็น”
“ท่าน…”
ไม่ทันจนประโยคเขาก็จากนางไปโดยไม่เหลียวหลัง ซูเมิ่งหลานได้แต่ยืนทึ่มทื่อประหนึ่งไก่ไม้ก่อนถูกหิ้วปีกไปยังธารน้ำไหล
ทหารหลายนายยืนจ้องตาไม่กะพริบ
“จะให้ข้าอาบอย่างไร พวกเจ้าเล่นจ้องข้าเช่นนี้”
“เอ่อ…”
“แม่นาง เจ้าไม่ต้องกังวล มาเถอะข้าจะช่วยเจ้าเอง”
เสียงใสแว่วมาแต่ไกล ครั้นอีกฝ่ายเข้ามาใกล้จึงพบว่าเป็นหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มอายุราวสิบสี่สิบห้า
‘นี่นาง…ในค่ายทหารก็มีผู้หญิงด้วยหรือ นางคงไม่ใช่เด็กของเขากระมัง กินเด็กขนาดนี้ถือว่าพรากผู้เยาว์นะ!’
