บทที่ 2 สายลับ (1)
“ลากตัวออกมา!” เสียงทุ้มตวาดดัง
ซูเมิ่งหลานและเสี่ยวเป้ยสะดุ้งโหยง หญิงสาวรีบคลานออกมาจากที่ซ่อน ดาบปลายแหลมจ่อไปยังลำคอระหงเดี๋ยวนั้น
“พูดมา เจ้าเป็นใคร”
ซูเมิ่งหลานตัวสั่นสะท้าน ตั้งแต่เป็นประชากรของที่นี่ นางก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของแม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่ง สมญานามของเขาก็คือพญายมเซี่ยแห่งเป่ยเปียน
ว่ากันว่าเขารักษากำแพงบ้านกำแพงเมืองที่ชายแดนเหนือตั้งแต่วัยเยาว์ ดาบจ้านลู่ของเขาไม่ทันเห็นเงาก็สามารถเด็ดหัวศัตรูอย่างไร้สุ้มเสียง
หากใครตกเป็นผู้ต้องสงสัยของเขาแทบไม่มีโอกาสแก้ตัว บางทีแค่เผลอกะพริบตาศีรษะก็อาจหลุดจากบ่าได้ทุกเมื่อ
ไม่รู้ว่าแม่ทัพที่ปรากฏเบื้องหน้าของซูเมิ่งหลานในยามนี้จะใช่เขาหรือไม่
หากเป็นเขาจริง เช่นนั้นก็นับว่านางดวงกุดเสียแล้ว เกรงว่าชีวิตที่สวรรค์อุตส่าห์มอบให้ครานี้อาจต้องจบสิ้น
“คุณชาย อย่าทำพี่หญิงของข้าเลย พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านไร้ชื่อ บังเอิญผ่านมาทางนี้เท่านั้น” เสี่ยวเป้ยรีบเอ่ย
คบเพลิงในมือองครักษ์ยู่หลงยื่นมาตรงหน้า เขากวาดสายตามองร่างมอมแมมของคนทั้งสอง จากนั้นหันไปรายงาน
“ท่านแม่ทัพ เป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่งกับเด็กน้อยราวสิบขวบขอรับ”
ชายหนุ่มพลิกร่างลงจากม้า ทุกฝีเท้าของเขาเบาหวิวดั่งลอยได้ ซูเมิ่งหลานไม่กล้าสบตาของเขา นางเพียงโอบกอดเสี่ยวเป้ยไว้แน่น
เจ้าของร่างสูงยอบกายลงแช่มช้า เขาใช้ด้ามดาบอันเย็นเยียบช้อนปลายคางโค้งมนขึ้นมา
“เจ้า…เป็นใคร?”
ซูเมิ่งหลานเผลอประสานสายตากับเขาปราดหนึ่ง เพียงพริบตาก็ถูกความเย็นยะเยือกเข้ามาแทนที่
“ข้า…มีนามว่าซูเมิ่งหลาน อพยพมาจากหมู่บ้านเหอพ่าน เราสองคนพี่น้องกำลังจะเดินทางไปขอความช่วยเหลือที่เมืองจินหลิงเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มแค่นเสียง “สายลับที่เป็นสตรีข้าเจอมามาก ใช้เด็กเป็นโล่ก็เห็นมาเยอะ หากเจ้าอพยพจริงไฉนจึงมีเพียงสองคนพี่น้อง”
ซูเมิ่งหลานแทบอยากกระโดดกัดหูเขานัก หากเขาเป็นพวกขุนนางกังฉินที่ชอบจับแพะเพื่อสร้างผลงาน มิใช่ว่านางกับเสี่ยวเป้ยกำลังจะกลายเป็นเครื่องมือให้เขาหรือ
‘แย่แล้ว น้ำเสียงและท่าทางของแม่ทัพคนนี้คงจะไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ด้วยสิ’
“พูดมา! เจ้าเป็นคนของใคร”
ซูเมิ่งหลานกลืนน้ำลายอึกใหญ่ นางรีบคว้าเด็กน้อยข้างกายมากอดไว้แน่น หญิงสาวข่มความกลัวเอาไว้ จากนั้นมือที่ถูกร่างเล็กบดบังก็ล้วงเข้าไปในล่วมยาที่พาดติดไหล่แช่มช้า ทว่าการเคลื่อนไหวของนางหาได้รอดพ้นจากสายตามัจจุราช เขาใช้ด้ามดาบตวัดไปที่มือเรียวอย่างไม่ลังเล
“โอ๊ย!”
“คิดเล่นตุกติกหรือ” นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็ง
ซูเมิ่งหลานโบกมือละล้าละลัง “เปล่านะเจ้าคะ ข้าเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาจริง ๆ เราไม่ได้ร่วมเดินทางกับผู้อพยพคนอื่นเพราะไม่ชอบความวุ่นวายเท่านั้น”
“พี่หญิงของข้าพูดเรื่องจริง เหตุใดท่านจะต้องตีนางด้วย รู้หรือไม่ว่ามือของนางมีค่ามากเพียงใด”
ซูเมิ่งหลานตะครุบปิดปากเสี่ยวเป้ยไว้เดี๋ยวนั้น นางไม่รู้ว่าแม่ทัพคนนี้มาดีหรือร้าย ต่อให้เขาและนางอยู่แคว้นเดียวกันก็ใช่จะวางใจได้ ดังนั้นนางต้องซ่อนความสามารถเอาไว้ก่อนจนกว่าจะถึงเวลาใช้งานจริง
คิ้วเข้มกระตุกหนึ่งฝั่ง “มือของนางมีค่ามากเลยหรือ”
“ท่านแม่ทัพ น้องชายของข้าก็พูดไปอย่างนั้น เพราะพวกเรามีกันแค่สองคน ข้ามักจะใช้มือเย็บปักถักร้อยเพื่อหาเงินแลกข้าว เขาจึงเพ้อเจ้อไปชั่วขณะ ขอท่านแม่ทัพโปรดอย่าถือสา”
“ได้”
ชายหนุ่มผละออกไป เขาลุกยืนเต็มความสูง
ซูเมิ่งหลานผ่อนหายใจด้วยความโล่งอก
นัยน์ตาคมเข้มปรายมองเล็กน้อย ริมฝีปากของเขาขยับ “พาตัวกลับไปที่ค่าย ข้าจะสอบสวนด้วยตัวเอง”
“หา…” นัยน์ตาดอกท้อเบิกกว้าง เสียงใสโพล่ง “ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ ข้าและน้องชายบริสุทธิ์ใจ พวกเราแค่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังท่านแต่อย่างใด”
ชายหนุ่มไม่สนเสียงเอะอะของหญิงสาว เขาเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่แยแส จากนั้นพลิกร่างและควบม้าทะยานออกไปด้วยความรวดเร็ว
ซูเมิ่งหลานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สุดท้ายนางและเสี่ยวเป้ยก็ถูกองครักษ์ของเขาพาตัวกลับมายังค่ายทหาร
“พี่หญิงซู! ไม่นะ ปล่อยข้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ อย่าพาพี่หญิงของข้าไป” เสี่ยวเป้ยร้องไห้เอ็ดตะโรเมื่อเขาถูกจับแยกไปคนละฝั่งกับซูเมิ่งหลาน
ซูเมิ่งหลานรู้ดีว่าชะตานี้ไม่อาจหลีกพ้น คนโบราณถืออำนาจบุรุษและขุนนางเป็นใหญ่ นางต่อต้านไปก็ไร้ประโยชน์
“เสี่ยวเป้ยเด็กดี เจ้าเชื่อฟัง อย่าดิ้นให้เหนื่อย ท่านแม่ทัพเป็นผู้พิทักษ์บ้านเมือง ปกป้องราษฎร เขาย่อมมีเหตุผล พี่สาวสัญญาจะปลอดภัยมาพบเจ้า”
“ฮื่อ…พี่หญิงซู ท่านสัญญากับข้าแล้วนะ ท่านห้ามตาย หากท่านตายข้าก็จะตายไปด้วย”
“ได้ ๆ ไม่ต้องร้องแล้ว ไปกับเขาเถอะเด็กดี แล้วพี่สาวจะไปหาเจ้า”
“ก็ได้ขอรับ”
เสี่ยวเป้ยยอมเดินคอตกตามทหารนายหนึ่งไป ส่วนซูเมิ่งหลานถูกจับแขนทั้งสองข้างแขวนไว้บนเสาไม้
ช่างโชคไม่ดีจริง ๆ ที่นางบังเอิญปะทะเข้ากับพญายมผู้นี้ ไม่ทันไต่สวนให้ดีก็จับนางมัดเสียแล้ว
“ท่านแม่ทัพ”
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเป็นระยะ ทหารเฝ้าประตูต่างให้ความเคารพเมื่อเขาเดินผ่าน
ตะเกียงทั้งหมดถูกจุดขึ้นจนสว่าง ม่านตาของซูเมิ่งหลานหดเล็ก ครั้นสามารถปรับดวงตาให้เข้ากับแสงสว่างที่เกิดขึ้น นางจึงมองเห็นอีกฝ่ายถนัดตา
‘นี่หรือแม่ทัพ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาขาวสะอาด ไม่สิ นี่เขาเรียกขาวซีดต่างหาก แต่ก็ยังหล่อมากอยู่ดี ตลอดร่างองอาจผึ่งผาย อายุคงเท่าข้าในโลกก่อนกระมัง ไม่น่าเชื่ออายุเท่านี้ได้เป็นแม่ทัพแล้ว แต่สีหน้านี่…เขาป่วยหรือเปล่านะ’
“ท่านแม่ทัพ ตรวจด้านในล่วมยาของนางแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพร ยังมีกำยานหลับใหล แล้วก็ผงคันอยู่ด้วยขอรับ”
ชายหนุ่มหน้ากระตุก “มีเท่านี้หรือ”
“ขอรับ”
เขาโบกมือหนึ่งครั้ง ทหารทั้งหมดก็กรูไปด้านนอกโดยพร้อมเพรียง ร่างสูงสาวเท้าเข้ามาใกล้หญิงสาว ใบหน้าเปื้อนปอนของซูเมิ่งหลานทำให้นางกลายเป็นหญิงอัปลักษณ์ในสายตาเขา
“ใครส่งเจ้ามา”
ซูเมิ่งหลานถอนหายใจระอิดระอา “ข้าเป็นชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ท่านให้ข้าพูดอีกกี่ครั้งคำตอบก็ยังเหมือนเดิมเจ้าค่ะ”
“ชาวบ้านหรือ หากเป็นชาวบ้านเหตุใดจึงรู้วิชาแพทย์ ไม่เพียงเท่านั้น เจ้ายังโผล่มาได้จังหวะที่ข้าล่าตัวสายลับ หรือว่าเจ้า…เป็นสายลับของแคว้นตงเสีย”
“ท่านแม่ทัพผู้หล่อเหลาองอาจ ท่านมองสารรูปของข้าให้ดี เอวบางร่างเล็ก ผอมแห้งใช่หรือไม่ ข้าเกิดและโตที่หมู่บ้านเหอพ่านแคว้นจงเจียน จะเป็นคนของแคว้นตงเสียได้อย่างไรเจ้าคะ”
“โกหก!”
‘เอ๊ะ หมอนี่เป็นพวกที่ชอบฆ่าผิดตัวได้ แต่ไม่ยอมปล่อยศัตรูไปอย่างนั้นหรือ แย่แล้ว ๆ เฮ้อ ข้าจะทำเช่นไรกับคนดื้อด้านเช่นนี้’
มือหยาบระคายสัมผัสเครื่องทรมานแต่ละชิ้นแช่มช้า ซูเมิ่งหลานกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ นางกำลังจะถูกเขาทารุณกรรมแล้ว
คนหัวโบราณไร้เหตุผล!
“ถ้าเจ้าไม่พูด เช่นนั้นก็ชิ้นนี้เหมาะกับเจ้าที่สุด” ชายหนุ่มคว้าเข็มขนาดเล็กขึ้นมา เอ่ยต่อด้วยใบหน้าเย็นยะเยือก “เจ้าเองก็รู้วิชาแพทย์ คงรู้ดีว่าเข็มแม้เล็กแต่ก็ทรงพลัง สามารถใช้รักษา แต่ก็ใช้ฆ่าคนได้เช่นเดียวกัน”
ซูเมิ่งหลานเม้มปากจนเป็นเส้นตรง เหตุใดนางจะไม่รู้ ในเมื่อก่อนบังเอิญมาพบพญายมเช่นเขา นางก็เพิ่งใช้เข็มสังหารคนตายไปหมาด ๆ
“ท่านคิดจะทำอะไร”
“เจ้าลองทายดูสิ”
เชิงอรรถ
^
"ขุนนางกังฉิน" คือ คำที่ใช้เรียกขุนนางชั่วหรือผู้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง เอาเปรียบประชาชน และทรยศต่อแผ่นดิน เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาจีน (เจียนเฉิน - 奸臣) ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า "ตงฉิน" (ขุนนางซื่อสัตย์จงรักภักดี) อย่างสิ้นเชิง
^
สะพานไน่เหอ (奈何桥) หรือ "สะพานแห่งความไร้ทางเลือก" เป็นสะพานข้ามภพตามความเชื่อของจีนโบราณและศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดยเป็นจุดสุดท้ายที่วิญญาณของผู้ล่วงลับทุกคนต้องเดินข้ามก่อนจะไปเกิดใหม่
