บทที่5
ณ เพนท์เฮ้าส์หรูใจกลางเมืองใหญ่
แสงจากพระอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านม่านตัวใน สาดกระทบใบหน้าเล็ก แพรขนตาหนากระพือขึ้น ก่อนที่หญิงสาวจะสะดุ้งตื่นทั้งตัว
นี่เธอเผลอหลับไปเมื่อไรกันนะ?
นวลเพ็ญรีบกวาดสายตาหาชายหนุ่ม ก่อนจะผิดหวังเมื่อไม่เห็นร่างสูงใหญ่คุ้นตา
มือเล็กเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ไม่ไกล พลางไล่สายตาหาข้อความใน app ทว่าข้อความล่าสุดก็ยังเป็น ‘ครับ’
น่าแปลกปกติเขาไม่กลับห้อง เขาต้องโทรมาบอกเธอสิ ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่เขาหายไปโดยไม่บอกกล่าว
ความรู้สึกไม่สบายใจปนลางสังหรณ์ไม่ดีตีตื้นขึ้นเต็มอก
เธอกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด ขณะลังเลว่าจะโทรหาเขาดีไหม
สายของคนที่บ้านก็ดันโทรมาก่อน
“ว่าไงยัยดาว” เธอกรอกเสียงไปตามสาย ก่อนที่น้องสาวจะวีนมาตามสาย
“นี่เมื่อไรพี่จะมาหายายที่โรงพยาบาล”
“เมื่อวานตอนเช้าพี่ก็พึ่งไปเยี่ยมเองนะ” นวลเพ็ญตอบกลับเสียงนุ่ม
น้องสาวคนละพ่อนิ่งไปชั่วครู่ไม่รู้จะต่อบทสนทนายังไงดี ซึ่งคนเป็นพี่ก็รู้ทัน ด้วยดารานั้นกำลังเรียนมหา’ ลัยเอกชนปีสอง ปัจจุบันพักอยู่หอไม่ไกลกันกับที่เรียนนัก ดังนั้นตัวหญิงสาวเองก็ไม่ได้มาเฝ้าที่โรงพยาบาล
“ดาวมีอะไรก็พูดตรงๆ เถอะ ไม่ต้องอ้างคุณยาย”
“พี่นวลพอจะมีเงินให้ดาวสักสามหมื่นไหม?”
“เดี๋ยวนะ เมื่อวันจันทร์พี่พึ่งโอนให้เธอไม่ใช่เหรอ?” คนเป็นพี่แย้งเสียงอ่อน หัวคิ้วเริ่มขมวดกันยุ่ง
จริงอยู่รณดิษมีเงินรายเดือนให้เธอพิเศษ ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ยังไงก็ได้ เธอเคยต้องวิ่งขายของตามสี่แยกจราจรมาก่อน เธอหลาบกับความจนแล้ว
“โถ่ พี่นวลเงินแค่นั้นมันจะพอใช้ได้ยังไง” น้องสาวส่งเสียงอ้อนมาตามสายหวังว่าพี่สาวจะยอมใจอ่อน
“...”
“นะพี่นะ ฉันขอเงินเพิ่มหน่อย”
“เฮ้อ แค่ห้าพันนะ พี่เองก็ไม่มีเงิน”
“เหอะ ขี้งก ไม่มีเงินอะไรล่ะ เสี่ยแก่ๆ ที่เลี้ยงพี่เขาไม่ให้เงินพี่ใช้เลยเหรอ? หรือเมียเขาจับได้ แล้วขอเลิกกับพี่” คำดูถูกเหยียดหยามที่ยิ่งพูดยิ่งแรงส่งมาตามสาย จนนวลเพ็ญต้องขย้ำผ้าห่มแน่น
คุณเกลี้ยงของเธอห่างไกลคำว่า ‘แก่’ มาก ที่สำคัญเขายังไม่มีเมีย
ปากเตรียมอ้าจะแก้ตัว ทว่าความจริงกับฟาดหน้า ด้วยสถานะหน้าที่การงานของเขาที่ถูกสังคมคาดหวังว่าผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างต้อง ‘คู่ควร’ ดังนั้นจะให้ใครรู้ว่าเขาเลี้ยง ‘เด็ก’ ไม่ได้
คนอายุมากกว่าสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจะพูดป้องปรามคนปากเสีย
“ดาว ถ้าเธอยังไม่หยุดปากพี่จะไม่โอนเงินไปให้ละนะ”
ได้ผลเมื่อฝ่ายตรงข้ามเงียบปากลงไปบ้าง
“งั้นพี่โอนให้ฉันเลยนะ ฉันต้องใช้ด่วน”
“อืม”
ฝั่งตรงข้ามตัดสายโดยไม่มีแม้คำขอบคุณสักคำ นวลเพ็ญส่ายหน้ากับมือถืออย่างละเหี่ยใจ
เธอเบื่อคำว่าเดอะแบกเป็นที่สุด ใครไม่เคยเจอไม่มีทางรู้ นี่ถ้าคุณยายไม่ฝากฝังให้ดูแลน้องเธอคงไม่ต้องทนขนาดนี้
“เป็นอะไรคะ? ทำไมทำหน้าแบบนั้น” เสียงนุ่มมีเสน่ห์ของเจ้าของบ้านดังลอยมาจากตรงประตู พาให้หญิงสาวเบิกตากว้าง ก่อนจะถลาเข้าไปกอดเอวเขาอย่างออดอ้อน
“คุณเกลี้ยงกลับมาแล้ว เมื่อคืนหายไปไหนมาคะ”
“หืม นี่นวลกล้าซัก คุณแล้วเหรอ?” ประโยคย้อนกลับแทนที่จะตอบ พาให้เด็กเลี้ยงชะงัก เธอเงยหน้ามองเขาเพื่อสำรวจหาอารมณ์ในนั้น
เขาดูปกติแต่ก็เหมือนกับว่า ‘ไม่ปกติ’
นวลเพ็ญรู้ดีว่าเขาไม่ชอบให้จี้ถาม ยิ่งตามหึงหวงพูดไม่รู้เรื่องเขายิ่งไม่ชอบ ที่สำคัญถ้าเขาอยากบอกเขาจะบอกเอง
หญิงสาวฝืนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเลือกใช้คำอย่างระมัดระวังขึ้น
“เมื่อคืนนวลทำกับข้าวไว้เยอะเลยค่ะ เสียดายคุณเกลี้ยงไม่ได้กินตอนทำเสร็จใหม่ๆ”
“เหรอ อืม..งั้นนวลไปอุ่นให้คุณหน่อยสิ” เขาพูดพร้อมกับลูบผมดำสลวย จนเธอใจเหลว
“คุณเกลี้ยงไม่ชอบทานอาหารค้างคืนนิคะ? เดี๋ยวนวลไปทำข้าวต้มอุ่นๆ ให้ดีไหม?”
“งั้นไม่ต้องแล้ว คุณกลัวเสียเวลา” เขาปฏิเสธทันที เพราะก่อนเข้ามาเขาฝากท้องไว้ที่อื่นแล้ว
“ไม่เสียเวลาเลยค่ะ คุณเกลี้ยงรอนวลแป๊บเดียว แค่แป๊บเดียวจริงๆ”
“คุณบอกไม่ต้องไง คุณอยากทำอย่างอื่นมากกว่า”
“คะ?” นวลเพ็ญเงยหน้ามอง แววตาดำสนิทลุ่มลึกฉายแววเสน่หา เธอรู้นัยยะคำพูดทันที
“ทำได้ไหม?”
“ดะ..ได้ค่ะ” ก้มหน้าตอบเขาอย่างเอาใจ มือก็เลื่อนไปแกะกระดุมเสื้อเขาโดยอัตโนมัติ
แทบจะหลงลืมไปเลยว่าเมื่อคืนเขาหายไปทั้งคืน
