บทที่ 7 คมมีดที่แลกด้วยเลือด
ซ่งอวี้หลานรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดผลักแผงอกกว้างของจ้าวลี่เฉิงออกอย่างแรงจนหลุดพ้นจากการเกาะกุม หญิงสาวก้าวถอยหลังไปชิดขอบโต๊ะทำงานพลางยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปากที่บวมเจ่อของตัวเอง
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังสะท้อนอยู่ในห้องทำงานที่ปิดทึบ ซ่งอวี้หลานช้อนตากลมโตที่วาวโรจน์ไปด้วยความโกรธขึ้นจ้องหน้าเจ้านายหนุ่มอย่างไม่ยอมลดละ
"ถ้าประธานจ้าวลี่เฉิงคิดจะใช้กำลังข่มเหงกันแบบนี้ ทีหลังก็เขียนระบุเพิ่มลงไปในสัญญาจ้างงานด้วยสิคะ ว่าตำแหน่งเลขาหน้าห้องต้องรับหน้าที่เป็นของเล่นระบายอารมณ์ให้เจ้าหนี้ด้วย"
จ้าวลี่เฉิงยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นปาดคราบลิปสติกสีอ่อนที่ติดอยู่มุมปากของตัวเองออกอย่างเชื่องช้า ดวงตาคมจ้องมองคนดื้อรั้นที่กำลังจัดปกเสื้อเชิ้ตของตัวเองให้กลับเข้าที่ด้วยแววตาคุกรุ่น
"เงินห้าหมื่นหยวนที่ฉันจ่ายไป คือค่าตัวทั้งหมดของเธอ ซ่งอวี้หลาน" จ้าวลี่เฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำประชดประชัน
"ฉันแค่ตอกย้ำให้เธอจำเอาไว้ ว่าอย่าคิดไปหว่านเสน่ห์หาคนมาไถ่ตัวเหมือนที่ทำกับกู้สือเยวียนเมื่อครู่นี้อีก"
"ฉันไม่ได้หว่านเสน่ห์ใส่ใครค่ะ ฉันแค่ยืนคุยงานตามมารยาท" ซ่งอวี้หลานตอกกลับเสียงเรียบ
"และต่อให้กู้สือเยวียนจะน่ารังเกียจแค่ไหน อย่างน้อยเขาก็ยังรู้จักใช้คำพูดเจรจา ไม่ได้เอะอะใช้กำลังบังคับขู่เข็ญเหมือนคนป่าเถื่อนบางคนแถวนี้"
สันกรามของจ้าวลี่เฉิงขบเข้าหากันแน่น การที่ซ่งอวี้หลานเอาเขาไปเปรียบเทียบกับอดีตคู่หมั้นจอมปลอมยิ่งทำให้โทสะในอกปะทุสูงขึ้นกว่าเดิม
"งั้นก็จำกฎของคนป่าเถื่อนคนนี้เอาไว้ให้แม่นๆ" จ้าวลี่เฉิงก้าวเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว
"ถ้าฉันเห็นเธอยืนคุยกับกู้สือเยวียนเกินสามประโยคอีกแม้แต่ครั้งเดียว ฉันจะไม่หยุดแค่จูบสั่งสอนเหมือนวันนี้แน่"
"คุณได้สมุดบัญชีของพ่อฉันไปแล้ว ตอนนี้ฉันขอตัวกลับออกไปทำงานตามหน้าที่นะคะ"
ซ่งอวี้หลานไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคนเอาแต่ใจอีก หญิงสาวถอดเสื้อโค้ทกำมะหยี่สีดำของเขาออกจากไหล่ วางพับไว้บนเก้าอี้รับแขก ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังบานประตูไม้
"หยุดอยู่ตรงนั้น ซ่งอวี้หลาน" จ้าวลี่เฉิงออกคำสั่งเสียงเข้ม
ปลายนิ้วเรียวที่กำลังเอื้อมไปปลดกลอนประตูชะงักค้าง ซ่งอวี้หลานไม่ได้หันหลังกลับมามอง เธอเพียงแค่ยืนนิ่งรอฟังคำบัญชาจากคนข้างหลัง
"วันนี้ไปรื้อเอกสารใบสั่งซื้อที่ค้างอยู่ในแผนกจัดซื้อมาตรวจสอบตัวเลขใหม่ทั้งหมด" จ้าวลี่เฉิงจงใจสั่งงานหนักเพื่อลงโทษและดึงเวลาไม่ให้เธอออกไปพบใครข้างนอก
"ถ้าตรวจทานไม่เสร็จครบทุกแฟ้ม คืนนี้ก็ไม่ต้องก้าวขาออกจากบริษัท"
"รับทราบค่ะ ท่านประธาน"
ซ่งอวี้หลานรับคำสั้นๆ หญิงสาวปลดกลอนเหล็กแล้วผลักบานประตูเดินออกจากห้องทำงานส่วนตัวไป ทิ้งให้จ้าวลี่เฉิงยืนจ้องมองสมุดบัญชีปกสีเทาบนโต๊ะทำงานเพียงลำพัง
การก้าวออกมาจากห้องประธานบริษัทของซ่งอวี้หลานดึงดูดสายตาสอดรู้สอดเห็นของพนักงานทั้งแผนกให้หันมามองเป็นตาเดียว หญิงสาวทำเป็นมองไม่เห็นสายตาเหล่านั้น เธอเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองแล้วมุ่งหน้าไปขนแฟ้มเอกสารจากแผนกจัดซื้อมาวางกองรวมกัน
เข็มนาฬิกาบนผนังขยับเดินผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า เสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงกดลูกคิดไม้ดังต่อเนื่องยาวนาน ซ่งอวี้หลานทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการตรวจสอบตัวเลขทางบัญชี เพื่อลบเลือนสัมผัสเอาแต่ใจที่ยังคงติดค้างอยู่บนริมฝีปาก
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสองทุ่ม พนักงานคนอื่นๆ ในออฟฟิศทยอยเก็บของเดินทางกลับบ้านกันไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแสงไฟนีออนสีขาวเหนือโต๊ะทำงานของซ่งอวี้หลานที่ยังเปิดสว่างอยู่จุดเดียว
ซ่งอวี้หลานปิดแฟ้มเอกสารเล่มสุดท้ายลง หญิงสาวบิดข้อมือไล่ความเมื่อยล้าจากการเขียนสรุปรายงานติดต่อกันหลายชั่วโมง ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายใบเก่าขึ้นพาดบ่าแล้วเดินออกจากอาคารสำนักงานของบริษัทการค้าติ้งเฉิง
ลมหนาวช่วงค่ำพัดโชยมาปะทะใบหน้าทันทีที่ก้าวพ้นประตูกระจก ถนนสายหลักด้านหน้าบริษัทในยามวิกาลค่อนข้างเงียบเชียบ มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟฟ้าริมทางที่ส่องทอดยาวไปตามทางเท้า
ซ่งอวี้หลานกระชับเสื้อเชิ้ตและกระโปรงทรงสอบให้เข้าที่ หญิงสาวก้าวเดินไปตามฟุตบาทเพื่อมุ่งหน้าไปยังป้ายรถประจำทางที่อยู่ถัดไปอีกสองช่วงตึก
ทว่ายังเดินไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง รถตู้สีเทาเก่าคันหนึ่งก็แล่นพุ่งมาจากด้านหลัง แล้วหักพวงมาลัยปาดหน้าเข้ามาจอดขวางทางเดินบนฟุตบาทอย่างกะทันหัน
ซ่งอวี้หลานหยุดฝีเท้าและก้าวถอยหลังทันที ประตูบานเลื่อนข้างรถตู้ถูกกระชากเปิดออกเสียงดังโครม พร้อมกับชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำสามคนที่กระโดดลงมายืนล้อมกรอบเธอไว้เป็นครึ่งวงกลม
กลิ่นสุราราคาถูกคละคลุ้งออกมากับลมหายใจของชายคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม บนใบหน้าหยาบกร้านของมันมีรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านตั้งแต่หางคิ้วลงมาถึงแก้มซ้าย
"เลิกงานดึกดื่นเชียวนะ คุณหนูซ่งอวี้หลาน" ชายหน้าบากแสยะยิ้มจนเห็นฟันสีเหลือง
"ปล่อยให้พวกฉันยืนตากลมหนาวดักรออยู่ตั้งนานสองนาน"
ซ่งอวี้หลานกวาดตามองชายฉกรรจ์ทั้งสามคนด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง หญิงสาวกระชับสายกระเป๋าสะพายในมือแน่นขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมป้องกันตัว
"พวกคุณเป็นใครคะ ฉันจำได้ว่าไม่เคยรู้จักพวกคุณมาก่อน" ซ่งอวี้หลานถามเสียงเรียบ
"ไม่รู้จักก็ทำความรู้จักกันไว้ซะสิ" ชายหน้าบากก้าวเข้ามาใกล้
"เมื่อสองเดือนก่อนที่บริษัทพ่อของเธอจะเจ๊ง ซ่งฉีหมิงแอบไปกู้เงินสดจากบ่อนของนายท่านรองมาสองหมื่นหยวนเพื่อเอาไปหมุนใช้หนี้ ตอนนี้รวมดอกเบี้ยทบต้นเข้าไปด้วยก็ปาเข้าไปสามหมื่นหยวนแล้ว"
"หนี้สินทั้งหมดของบริษัทตระกูลซ่ง ศาลได้ทำการรวบรวมและขายทอดตลาดไปหมดแล้วค่ะ" ซ่งอวี้หลานตอกกลับอย่างมีสติ
"ถ้าพวกคุณมีเอกสารสัญญากู้ยืมที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เชิญไปยื่นเรื่องขอแบ่งชำระหนี้กับเจ้าหน้าที่ศาลได้เลย"
"อย่ามาพูดจาหัวหมอกับพวกฉันนะ นังคุณหนูตกอับ" ชายหน้าบากตวาดเสียงกร้าว
"เงินกู้บ่อนพนันที่ไหนเขาใช้กระดาษศาลมาตัดสินกัน พ่อของเธอติดหนี้นายท่านรอง ในเมื่อตอนนี้มันนอนพะงาบๆ อยู่โรงพยาบาล ลูกสาวอย่างเธอก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบแทน"
มือหยาบกร้านของชายหน้าบากพุ่งเข้ามาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนซ้ายของซ่งอวี้หลานแล้วบีบอย่างแรง
"ปล่อยแขนฉันเดี๋ยวนี้นะ" ซ่งอวี้หลานพยายามบิดแขนออก
"ฉันไม่มีเงินสดสามหมื่นหยวนมาจ่ายให้พวกหนี้นอกระบบเถื่อนๆ อย่างพวกคุณหรอก"
"ไม่มีเงินสดก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่หว่า" ชายหน้าบากกวาดสายตาโลมเลียไปตามใบหน้าสวยหวานและรูปร่างระหงของหญิงสาวอย่างหยาบโลน
"ผิวพรรณผู้ดีเก่าสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ เอาตัวไปรับแขกขัดดอกในซ่องของนายท่านรองไม่กี่เดือน เดี๋ยวก็ใช้หนี้หมดแล้ว"
ซ่งอวี้หลานไม่เสียเวลายืนเจรจากับพวกโจรอีกต่อไป หญิงสาวใช้มือขวาที่ว่างอยู่เหวี่ยงกระเป๋าสะพายฟาดเข้าที่ใบหน้าของชายหน้าบากอย่างจัง จนมันเผลอคลายมือออกจากต้นแขนของเธอ
"หนอยแน่ นังตัวดี กล้าลงไม้ลงมือกับฉันเหรอ"
ชายหน้าบากสบถอย่างเกรี้ยวกราด มันพุ่งมือกลับมาคว้าคอเสื้อเชิ้ตของซ่งอวี้หลานแล้วออกแรงกระชากอย่างแรง จนกระดุมเม็ดบนสุดหลุดกระเด็นร่วงลงพื้นคอนกรีต
"พวกแกสองคนมาช่วยกันจับตัวมันยัดใส่รถตู้ซะ คืนนี้ฉันจะสั่งสอนให้คุณหนูผู้สูงศักดิ์รู้ซึ้งเองว่าเวลาตกนรกทั้งเป็นมันเป็นยังไง"
ลูกสมุนอีกสองคนรีบพุ่งเข้ามาล็อกแขนทั้งสองข้างของซ่งอวี้หลานไว้ ซ่งอวี้หลานออกแรงดิ้นรนและพยายามใช้ส้นรองเท้าส้นสูงกระทืบลงบนหลังเท้าของคนร้าย
แต่แรงของผู้หญิงตัวคนเดียวหรือจะต้านทานแรงฉุดกระชากของชายฉกรรจ์สามคนไหว ร่างบางถูกลากถูลู่ถูกังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับตัวถังรถตู้สีเทา
แสงไฟหน้ารถยนต์คู่หนึ่งส่องฝ่าความมืดเข้ามาปะทะร่างของกลุ่มคนร้ายอย่างจัง จนพวกมันต้องยกมือขึ้นป้องหน้า
รถยนต์ซานถ่าสีดำมันปลาบแล่นพุ่งเข้ามาจอดเทียบด้านหลังรถตู้ด้วยความเร็วสูง เสียงเหยียบเบรกกะทันหันดังเอี๊ยดสนั่นไปทั่วทั้งถนน
บานประตูฝั่งคนขับถูกผลักเปิดออกอย่างแรง จ้าวลี่เฉิงก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าถมึงทึงดุดัน ชายหนุ่มกระชากเนกไทที่ผูกคออยู่ออกแล้วโยนทิ้งลงพื้น ก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่กลุ่มนักเลงด้วยความเร็วราวกับพายุคลั่ง
หมัดขวาที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังของจ้าวลี่เฉิงซัดกระแทกเข้าที่กรามของลูกสมุนคนที่จับแขนซ่งอวี้หลานอย่างจัง จนร่างของมันลอยกระเด็นไปฟาดกับข้างรถตู้แล้วทรุดลงไปกองกับพื้นทันที
ชายหน้าบากเห็นท่าไม่ดีจึงปล่อยมือจากคอเสื้อของซ่งอวี้หลานแล้วง้างหมัดเตรียมจะชกสวนกลับ ทว่าจ้าวลี่เฉิงกลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างคล่องแคล่ว ชายหนุ่มแทงเข่าขวาอัดเข้าที่ลิ้นปี่ของชายหน้าบากเต็มแรง จนมันจุกตัวงอเป็นกุ้งและล้มกลิ้งลงไปโอดครวญอยู่บนฟุตบาท
จ้าวลี่เฉิงคว้าข้อมือบางของซ่งอวี้หลาน ดึงร่างที่สั่นเทาของหญิงสาวให้เข้ามาหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของตัวเองอย่างรวดเร็ว
"ใครหน้าไหนใช้ให้พวกแกเอาอุ้งมือสกปรกมาแตะต้องคนของฉัน" จ้าวลี่เฉิงกดเสียงต่ำเหี้ยมเกรียม ดวงตาดุดันฉายแววสังหารอย่างไม่ปิดบัง
ลูกสมุนคนที่สามที่ยังยืนอยู่เกิดความหวาดกลัวจนสติแตก มันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ชักมีดพับปลายแหลมออกมาถือไว้แล้วพุ่งกระโจนเข้าใส่ร่างของซ่งอวี้หลานที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ซ่งอวี้หลานเบิกตากว้างเมื่อเห็นแสงสะท้อนของใบมีดโลหะพุ่งตรงเข้ามาหา มือบางเผลอขยุ้มชายเสื้อสูทด้านหลังของจ้าวลี่เฉิงไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ
แทนที่จ้าวลี่เฉิงจะก้าวหลบคมมีด ชายหนุ่มกลับตัดสินใจยืนปักหลักขวางหน้าซ่งอวี้หลานไว้ แล้วใช้ท่อนแขนซ้ายของตัวเองยกขึ้นตั้งรับใบมีดเล่มนั้นแทน
คมมีดเย็นเฉียบกรีดผ่าเนื้อผ้าสูทสั่งตัดราคาแพงและฝังลึกลงไปในเนื้อท่อนแขนของจ้าวลี่เฉิงเป็นทางยาว
เลือดสดๆ สีแดงเข้มทะลักซึมออกมาตามรอยแยกของเนื้อผ้าและหยดลงบนพื้นคอนกรีตทีละหยด แต่ใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวลี่เฉิงกลับไม่เปลี่ยนสีเลยแม้แต่น้อย
