บทที่ 2 [3/3]
“ฉันไม่ได้คิดจะตรวจสอบบัญชีของคุณค่ะ ฉันแค่อยากรู้ว่าหนี้ที่ฉันต้องรับมือมันมีที่มาจากอะไร”
“หนี้ของพ่อมึง” เขาเน้นคำช้า ๆ “ไม่ใช่หนี้ของกู”
เอแคลร์ชะงักไปในทันที ซ่งเฮ่อเทียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่รอยยิ้มนั้นไม่ได้ทำให้ใบหน้าของเขาดูเป็นมิตรขึ้นแม้แต่น้อย
“มึงควรกลับไปถามพ่อมึง ไม่ใช่มานั่งถามกู”
“ถ้าฉันติดต่อพ่อได้ ฉันคงไม่มาที่นี่ค่ะ”
คำตอบหลุดออกไปก่อนที่เอแคลร์จะทันคิด ทันทีที่พูดจบเธอก็รู้สึกเหมือนอากาศภายในห้องบางเบาไปชั่วขณะ เฉินปลายตามองไปยังมองเจ้านาย ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้สีเข้มไม่ได้แสดงอารมณ์โกรธออกมา เขาเพียงมองเธอเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ปากดีนี่”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาทค่ะ” เอแคลร์เม้มริมฝีปาก
“แต่ก็ทำไปแล้ว”
“…”
“เอาล่ะ กูจะถามอีกครั้ง มึงคิดจะทำยังไงกับหนี้ยี่สิบล้าน”
“…” เอแคลร์นิ่งไป
เธออยากบอกว่าจะหางานทำ จะพยายามหาเงินมาชดใช้ หรือจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อไม่ให้ปัญหานี้ลุกลาม แต่เธอรู้ดีว่าคำตอบเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรเลย
เงินยี่สิบล้านไม่ใช่เงินที่นักศึกษาปีหนึ่งจะหาได้ภายในวันสองวัน ต่อให้เธอทำงานทุกวันโดยไม่พัก เธอก็อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะหาเงินจำนวนนี้ได้ครบ
“ฉันยังไม่มีคำตอบค่ะ” เธอตอบตามตรง “แต่ฉันไม่ได้คิดจะหนี”
“แปลว่ามึงฉลาดกว่าพ่อมึงหน่อย” ซ่งเฮ่อเทียนพยักหน้าช้า ๆ
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเอแคลร์บีบรัด เธอไม่รู้ว่าพ่อทำอะไรไว้บ้าง ไม่รู้ว่าหนี้ก้อนนี้เกิดจากการพนัน การลงทุน หรือธุรกิจผิดกฎหมายอย่างที่ชายฉกรรจ์เมื่อคืนบอกเป็นนัย
แต่เธอไม่ต้องการให้ใครดูถูกครอบครัวของเธอ แม้ว่าคนในครอบครัวจะเป็นฝ่ายทำร้ายเธอก่อนก็ตาม
“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อแก้ตัวแทนพ่อค่ะ แค่อยากรู้ว่าฉันต้องรับผิดชอบในฐานะอะไร” เอแคลร์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา
คราวนี้เฉินนิ่งไปเล็กน้อย คำถามนั้นเรียบง่ายแต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดด ซ่งเฮ่อเทียนหยุดเคลื่อนไหว เขามองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
“ลูกสาวคนโตไม่ใช่หรือไง”
เอแคลร์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ทั้งที่เขาไม่ได้ยกมือขึ้นแม้แต่น้อย
“แต่ฉันไม่ได้เป็นคนกู้เงินนะคะ”
“แล้วยังไง” คำตอบสั้น ๆ ของเขานั้นทำให้เธอพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“ฉันไม่ได้เซ็นสัญญา ไม่ได้เป็นคนเอาเงินไปใช้ แล้วฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อเอาเงินไปทำอะไร ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงต้องรับผิดชอบแทนเขา”
ครั้งนี้เสียงของเธอสั่นขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเธอไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่เพราะเธอเข้าใจมันดีเกินไป ผู้ชายตรงหน้าไม่ได้สนใจว่าใครเป็นคนกู้เงิน เขาไม่สนใจว่าเธอผิดหรือถูก
เพราะสำหรับซ่งเฮ่อเทียน สิ่งสำคัญมีเพียงว่าเขาต้องการอะไร และมีวิธีไหนที่จะทำให้ได้สิ่งนั้นมา
“หึ โลกใบนี้มันเน่าเฟะกว่าที่มึงคิด ฟังกูให้ดีนะเอแคลร์”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อเธอ แต่แทนที่จะรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ หญิงสาวกลับรู้สึกเหมือนถูกตรึงให้อยู่กับที่เสียมากกว่า
“กูไม่สนว่าพ่อมึงจะเอาเงินไปทำอะไร ไม่สนว่าแม่มึงจะหนีไปไหน แล้วก็ไม่สนว่ามึงจะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่อง” เขาเว้นจังหวะ ดวงตาจับจ้องเธออย่างไร้ความปรานี “สิ่งที่กูสนคือเงินของกูหายไปยี่สิบล้าน”
“…”
“และกูต้องการมันคืน”
คำพูดนั้นทำให้เอแคลร์กำมือแน่นจนปลายเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ เธออยากเถียง และอยากบอกว่าคนที่ควรถูกตามตัวคือพ่อของเธอไม่ใช่เธอ แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของเขา เธอก็รู้ว่าคำพูดของตัวเองไม่มีทางเปลี่ยนความคิดของผู้ชายคนนี้ได้
ไม่ใช่เพราะเธอพูดไม่เก่งพอ แต่เพราะเขาไม่เคยคิดจะฟังตั้งแต่แรก