บทที่ 2 [1/3]
เวลาเจ็ดโมงครึ่งของเช้าวันถัดมา เอแคลร์ยืนอยู่หน้ากระจกบานเล็กในห้องน้ำ มือเรียวจัดปกเสื้อนักศึกษาสีขาวให้เข้าที่ ก่อนจะก้มมองกระโปรงพลีตสีดำที่สวมอยู่ เสื้อผ้าชุดนี้เป็นชุดเดียวกับที่เธอใส่กลับจากกิจกรรมรับน้องเมื่อวาน เธอไม่มีเวลาพอจะซักรีดให้เรียบร้อยกว่านี้ และที่สำคัญกว่านั้นคือไม่มีเงินเหลือมากพอจะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่
เพราะเสื้อผ้าทั้งหมดของเธอถูกพิมพ์เก็บเอาไปหมดแล้ว
ทั้งเงินในกระเป๋าสตางค์ยังมีอยู่ไม่ถึงสองพันบาท ข้าวของในบ้านก็ถูกขนหายไปเกือบหมด พ่อแม่ทิ้งเธอไว้กับหนี้ยี่สิบล้าน และเจ้าหนี้คนใหม่ก็นัดให้เธอไปพบในเวลาเก้าโมงเช้าของวันนี้
ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง เอแคลร์สูดลมหายใจเข้าลึก พลางมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ใบหน้าของเธอยังคงซีดเซียวจากการร้องไห้เมื่อคืน ดวงตาบวมเล็กน้อย แต่เธอพยายามแต่งหน้าบางเบาเพื่อไม่ให้ตัวเองดูอ่อนแอจนเกินไป
เธอไม่รู้ว่าซ่งเฮ่อเทียนเป็นคนแบบไหน แต่สิ่งเดียวที่รู้คือผู้ชายคนนี้สามารถทำให้พ่อของเธอที่เคยอวดตัวว่ามีเส้นสายมากมาย ต้องหนีหายไปโดยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองลูกสาวของตัวเอง
นั่นคงเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว เขาไม่ใช่เจ้าหนี้ธรรมดา และเธอกำลังจะเดินเข้าไปหาเขาด้วยตัวเอง ราวกับลูกแกะตัวน้อยที่กำลังเดินเข้าถ้ำเสือก็ไม่ปาน
“ไม่เป็นไร เอแคลร์” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ “แค่ไปฟังว่าเขาต้องการอะไร แล้วค่อยหาทางแก้ปัญหา”
คำพูดนั้นฟังดูเข้มแข็งกว่าความรู้สึกจริงของเธอมากนัก แต่ในเวลานี้เธอไม่มีสิทธิ์ปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอ เธอหยิบกระเป๋าสะพายใบเก่าขึ้นมา ตรวจดูเอกสารประจำตัว โทรศัพท์ และเงินสดที่เหลืออยู่ ก่อนจะเดินออกจากบ้านและล็อกประตูที่แทบไม่เหลืออะไรอยู่ข้างในอีกแล้ว
ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะยังได้กลับมานอนที่นี่ในคืนนี้หรือไม่
.
.
หลังจากนั้นก็ใช้เวลาครู่ใหญ่ ที่เอแคลร์พาตัวเองมายังอาคารสำนักงานของซ่งกรุ๊ป สถานที่แห่งนี้ถูกตั้งตระหง่านอยู่กลางย่านธุรกิจใจกลางเมือง ตัวอาคารสูงหลายสิบชั้นสร้างจากกระจกสีเข้มสะท้อนแสงแดดยามเช้า
ด้านหน้ามีสวนประดับที่ได้รับการดูแลอย่างประณีต รถยนต์หรูจอดเรียงรายบริเวณทางเข้า ขณะที่พนักงานรักษาความปลอดภัยในชุดสูทยืนประจำจุดอย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างดูสะอาด เนี้ยบ และแพงจนเอแคลร์รู้สึกเหมือนตัวเองเดินเข้ามาอยู่ในโลกอีกใบ
โลกที่เธอไม่เคยมีโอกาสสัมผัสมาก่อน…
หญิงสาวก้มมองรองเท้านักศึกษาของตัวเอง ก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นเมื่อประตูรถคันหนึ่งเปิดออกตรงหน้า ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำขลับก้าวลงจากรถ เขามีใบหน้าเคร่งขรึมและท่าทางสุขุม ทันทีที่เขาปรากฏตัว พนักงานรักษาความปลอดภัยที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างก้มศีรษะให้พร้อมกัน
“สวัสดีครับคุณเฉิน”
ชายคนนั้นพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย ก่อนเดินผ่านประตูอัตโนมัติเข้าไปด้านใน เอแคลร์มองตามอย่างเผลอตัว แม้ว่าชายคนนั้นจะไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่คนรอบข้างกลับปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพอย่างเห็นได้ชัด
ต่างจากเธอที่เพิ่งก้าวเข้าไปในล็อบบี้ได้เพียงไม่กี่ก้าว พนักงานต้อนรับก็ลุกขึ้นยืนทันที
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าติดต่อใครไว้คะ”
“เอ่อ...ฉันมาพบคุณซ่งค่ะ”
“คุณซ่งนัดคุณไว้หรือเปล่าคะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าพนักงานต้อนรับชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที เอแคลร์หยิบนามบัตรสีดำออกจากกระเป๋า วางลงบนเคาน์เตอร์อย่างระมัดระวัง
“ฉันต้องมาพบเขาที่นี่ค่ะ...”
พนักงานสาวเหลือบมองนามบัตร ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเอแคลร์อีกครั้ง คราวนี้สายตาที่มองมาเปลี่ยนไปเล็กน้อย มันไม่ใช่ความสงสัย แต่คล้ายกับความเห็นใจเสียมากกว่า
“เชิญทางนี้ค่ะ”
เธอไม่ได้ถามอะไรอีก เพียงกดโทรศัพท์ภายในและพูดเสียงเบาไม่กี่ประโยค ก่อนผายมือไปทางลิฟต์ส่วนตัวที่อยู่ด้านหลัง
“คุณเฉินจะรอรับคุณอยู่ชั้นบนสุดค่ะ”
เอแคลร์เดินตามไปเงียบ ๆ โดยไม่เอ่ยถามอะไรอีก ระหว่างที่ลิฟต์เคลื่อนตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจของเธอกลับเต้นแรงขึ้นทุกวินาที เธอพยายามนึกถึงสิ่งที่ต้องพูด และพยายามเตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่อาจถูกถาม แต่ทว่ายิ่งคิดสมองกลับยิ่งว่างเปล่า
เธอมีอะไรให้ต่อรองบ้าง ไม่มีทั้งเงิน อำนาจ หรือคนคอยช่วยเหลือ เธอไม่มีแม้แต่ครอบครัวที่เคยคิดว่าตัวเองยังมีอยู่ พวกเขากลับทอดทิ้งเธอไปโดยไม่คิดจะหันกลับมามอง
เสียงลิฟต์ดังขึ้นเบา ๆ เรียกสติเอแคลร์ให้กลับคืน นัยน์ตาคู่สวยที่เปี่ยมล้นไปด้วยความประหม่า จับจ้องไปยังประตูลิฟต์ที่เปิดออกอย่างเชื่องช้า ภาพเบื้องหน้าปรากฏชายคนที่เธอเห็นเมื่อครู่ กำลังยืนรอเธออยู่ด้านนอก เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเรียบเฉย และแววตาของคนที่ผ่านเรื่องราวมามากมาย จนไม่แสดงความรู้สึกต่อสิ่งใดได้ง่าย ๆ
“คุณเอแคลร์?”
“ค่ะ”
“ผมเฉิน เป็นเลขาของท่านประธานซ่ง เชิญครับ”
เอแคลร์เดินตามเขาไปตามทางเดินปูพรมสีเทาเข้ม สองข้างทางมีห้องทำงานหลายห้อง แต่ไม่มีเสียงพูดคุยหรือเสียงหัวเราะให้ได้ยิน พนักงานที่เดินสวนไปมาต่างก้มศีรษะให้คุณเฉิน ก่อนรีบหลีกทางราวกับไม่ต้องการขัดจังหวะหรือยุ่งเกี่ยว
จนกระทั่งในที่สุด เฉินก็หยุดอยู่หน้าประตูบานใหญ่สีดำสนิท แม้ว่ายังไม่เห็นบรรยากาศภายในนั้น แต่เอแคลร์กลับรู้สึกหนาวลึกไปถึงกระดูกสันหลัง เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างประหม่า เพราะรู้ดีว่าหากเธอย่างเข้าไปในวันนี้ หลังจากนี้ชีวิตของเธอจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“ขออนุญาตครับท่านประธาน คุณเอแคลร์มาถึงแล้ว” เขายกมือเคาะสองครั้ง ก่อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสุขุม
“เข้ามา” เสียงนั้นตอบสั้น ๆ ทว่าเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามในน้ำเสียง
“เชิญครับ” เฉินเปิดประตู