บทที่ 1 [2/3]
เอแคลร์ยื่นมือไปแตะรอยฝุ่นบนชั้นวางอย่างแผ่วเบา ด้วยปลายนิ้วสั่นเทา ในขณะที่ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นภายในอก เป็นความกลัวที่เธอไม่อาจอธิบายได้ชัดเจน
เธอรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้กดโทรหาแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับไม่มีใครรับสาย เธอจึงส่งข้อความไปหาพ่อแทน
“พ่อคะ พ่อกับแม่อยู่ไหน หนูกลับมาบ้านแล้วค่ะ”
ข้อความถูกส่งออกไป แต่ไม่มีการตอบกลับ เอแคลร์เม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลืนก้อนสะอื้นที่เริ่มตีบตันอยู่ในลำคอ
อาจมีเรื่องด่วนเกิดขึ้นก็ได้ บางทีพ่อแม่อาจจำเป็นต้องไปต่างจังหวัด หรืออาจมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านกะทันหัน
ใช่แล้ว
มันต้องมีเหตุผล
เธอพยายามหาคำอธิบายให้ทุกอย่าง ทั้งที่ส่วนลึกในใจเริ่มกระซิบบอกความจริงที่เธอไม่อยากยอมรับ
เอแคลร์สูดหายใจลึก ก่อนเดินกลับไปยังห้องนั่งเล่นอีกครั้ง แล้วเธอก็เห็นมัน ซองจดหมายสีขาวซองหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะอาหารตัวเล็กที่ยังไม่ได้ถูกขนย้ายไปไหน
บนหน้าซองมีชื่อของเธอเขียนอยู่ด้วยลายมือของแม่
ถึงเอแคลร์
หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงขึ้นทันที เธอเดินเข้าไปหยิบซองจดหมาย มือที่สั่นอยู่แล้วกลับสั่นหนักกว่าเดิมขณะฉีกซองออกอย่างระมัดระวัง
กระดาษหนึ่งแผ่นถูกพับอยู่ภายใน เอแคลร์คลี่มันออก แล้วเริ่มอ่านข้อความทีละบรรทัด
เอแคลร์ ตอนที่ลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้ พ่อกับแม่คงออกจากบ้านไปแล้ว
ช่วงที่ผ่านมา ครอบครัวของเรามีปัญหาเรื่องการเงินอย่างหนัก พ่อของลูกมีหนี้สินจำนวนมาก และตอนนี้เราไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง
พ่อกับแม่จำเป็นต้องพาพิมพ์ไปอยู่ที่อื่นก่อน เพราะน้องยังเด็กและไม่ควรต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้
ส่วนเรื่องที่เหลือ ลูกคงต้องจัดการด้วยตัวเองไปก่อน ลูกโตแล้ว พ่อกับแม่เชื่อว่าลูกจะดูแลตัวเองได้
อย่าพยายามติดต่อเราสักพัก เพราะตอนนี้ยังไม่สะดวก
ดูแลตัวเองด้วย
จดหมายจบลงเพียงเท่านั้น ไม่มีคำลงท้ายที่แสดงถึงความรัก ไม่มีคำขอโทษที่ทิ้งลูกสาวคนหนึ่งไว้ตามลำพัง
ไม่มีแม้แต่คำอธิบายว่าพวกเขาจะกลับมาเมื่อไร
เอแคลร์ยืนอ่านจดหมายซ้ำอยู่ตรงนั้น ราวกับหวังว่าเมื่ออ่านอีกครั้ง ข้อความบางอย่างจะปรากฏขึ้นมาเพิ่ม แต่ไม่ว่าจะอ่านกี่รอบ เนื้อหาก็ยังคงเหมือนเดิม
พ่อแม่พาพิมพ์ไปด้วย แล้วทิ้งเธอไว้ข้างหลัง เพราะพิมพ์ยังเด็กเกินไปที่จะรับมือกับปัญหาเหล่านี้
แล้วเธอล่ะ?
เธอไม่ใช่ลูกสาวของพวกเขาหรือ...
เธออายุเพียงสิบเก้าปี กำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ยังไม่เคยมีงานประจำ ไม่เคยใช้ชีวิตด้วยตัวเองอย่างแท้จริง และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของตัวเองมีหนี้สินมากมายขนาดไหน
แต่ในสายตาของพ่อแม่ เธอกลับโตพอที่จะถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนกระดาษ เอแคลร์รีบยกมือขึ้นเช็ดมัน ทว่าหยดต่อมากลับไหลตามลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ทำไม…” เสียงของเธอแหบพร่า “ทำไมต้องเป็นหนูด้วยคะ”
ไม่มีใครตอบคำถามนั้น มีเพียงความเงียบที่โอบล้อมบ้านทั้งหลังเอาไว้ เธอพยายามสูดหายใจ แต่กลับรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบรัดหัวใจจนเจ็บไปหมด
เอแคลร์ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นข้างโต๊ะอาหาร กำจดหมายไว้แน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มอย่างต่อเนื่อง
เธอไม่อยากร้องไห้
ไม่อยากอ่อนแอ
ไม่อยากยอมรับว่าคนที่เธอเฝ้ารอให้กลับบ้านมาตลอดทั้งชีวิต จะเป็นคนเดียวกันกับคนที่ทิ้งเธอไว้ในวันที่เธอต้องการพวกเขามากที่สุด
แต่ทว่ายิ่งพยายามกลั้น น้ำตาก็ยิ่งไหล จนในที่สุดเสียงสะอื้นที่ถูกกดเอาไว้ก็หลุดออกมา
“ฮึก หนูทำอะไรผิดเหรอคะ…”
เธอก้มหน้าลง ซุกใบหน้าเข้ากับหัวเข่า
“หนูไม่เคยขออะไรจากพ่อกับแม่เลยนะ…”
ตั้งแต่เด็ก เธอพยายามเป็นลูกสาวที่ดีมาโดยตลอด เมื่อพิมพ์ได้ของเล่นใหม่ เธอก็ยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไรที่ตัวเองไม่ได้
เมื่อพ่อแม่พาน้องไปเที่ยวโดยไม่ชวน เธอก็หาเหตุผลปลอบใจตัวเองว่าบางทีน้องอาจอยากไปมากกว่า
เมื่อวันเกิดของเธอถูกลืม เธอก็ยังบอกตัวเองว่าพ่อแม่คงยุ่ง เธอทำเช่นนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพราะหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีใครสักคนหันกลับมาถามเธอบ้างว่าเหนื่อยไหม
เสียใจหรือเปล่า
ต้องการอะไรบ้างไหม
แต่สุดท้ายแล้ว แม้แต่ในวันที่ครอบครัวกำลังแตกสลาย พ่อแม่ก็ยังเลือกพาพิมพ์ไปด้วย
ทิ้งเธอไว้กับบ้านที่ว่างเปล่าและปัญหาที่เธอไม่เคยก่อขึ้นมาเอง
เอแคลร์ร้องไห้อยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน จนกระทั่งโทรศัพท์ในมือสั่นขึ้นมา
เธอรีบเงยหน้าทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ หวังอย่างโง่งมว่าจะเป็นข้อความจากแม่ หรือไม่ก็สายโทรเข้าจากพ่อที่โทรกลับมาอธิบายทุกอย่าง
แต่หน้าจอกลับแสดงเพียงการแจ้งเตือนจากธนาคาร ยอดเงินคงเหลือในบัญชีของเธอไม่ได้มากพอให้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจไปได้แม้แต่เดือนเดียว
หญิงสาวมองตัวเลขบนหน้าจอ ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งน้ำตา เสียงหัวเราะนั้นขมขื่นเสียจนแม้แต่ตัวเธอเองยังรู้สึกเจ็บปวด
เธอไม่มีบ้านที่อบอุ่นให้กลับมาอีกแล้ว
ไม่มีครอบครัวที่รออยู่
และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้จะต้องทำอย่างไร
ทว่าเอแคลร์ยังไม่ทันได้รวบรวมสติ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูรุนแรงจนหญิงสาวสะดุ้ง เธอรีบเช็ดน้ำตาแล้วหันไปมองทางต้นเสียงด้วยความตกใจ
“เปิดประตู!”
เสียงผู้ชายดังมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงทุบประตูซ้ำอย่างไม่เกรงใจ
เอแคลร์รีบลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงหลังจากนั่งร้องไห้อยู่นาน เธอเดินไปยังประตูอย่างลังเล ก่อนเอ่ยถามผ่านบานประตู
“ใครคะ?”
“มาเปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงห้วนกระด้างทำให้เธอใจหาย เอแคลร์ไม่กล้าเปิดทันที เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าวและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากำไว้แน่น
“ถ้าไม่เปิด พวกกูจะพังเข้าไป!”
หญิงสาวสะดุ้งเฮือก เธอไม่รู้ว่าคนด้านนอกเป็นใคร แต่สัญชาตญาณบอกว่าพวกเขาไม่ได้มาดี
เสียงทุบประตูดังขึ้นอีกครั้ง ในที่สุดเอแคลร์ก็จำต้องปลดล็อกประตูอย่างระมัดระวัง
แต่ทันทีที่บานประตูเปิดออก ชายฉกรรจ์สามคนก็ผลักประตูเข้ามาจนเธอต้องถอยกรูด
ชายคนหนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อเชิ้ตสีดำและกางเกงขายาวสีเข้ม อีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังมีสีหน้าเคร่งขรึมไม่ต่างกัน
พวกเขากวาดสายตามองภายในบ้านที่แทบไม่เหลือข้าวของ ก่อนหันมามองหญิงสาวที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างประตู
“บ้านนี้ใช่ไหม?”
“คะ?”
“บ้านของไอ้ประเสริฐ”