บทที่ 1 [1/3]
เสียงหัวเราะของนักศึกษา ดังคลอไปกับเสียงพูดคุยจอแจตลอดทางเดินหน้ามหาวิทยาลัย แสงแดดยามเย็นทาบทับลงบนพื้นถนนจนเป็นสีส้มอ่อน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ของผู้คนที่กำลังเดินทางกลับบ้านหลังเสร็จกิจกรรมรับน้อง
เอแคลร์ นักศึกษาสาวปีหนึ่งที่มีใบหน้าสะสวยราวกับเทพธิดา เรือนผมนุ่มสีคาราเมลยาวสลวยเป็นลอน เรือนร่างสะโอดสะองจนไม่อาจละสายตาได้ โดยเฉพาะหน้าอกอวบอิ่มที่รัดจนกระดุมแทบปริ และสะโพกผายรับกับเอวบางคอด
หญิงสาวก้าวออกจากประตูมหาวิทยาลัยพร้อมกระเป๋าสะพายใบโปรดบนไหล่ ใบหน้ามีร่องรอยความเหนื่อยล้าจากกิจกรรมที่ดำเนินมาตั้งแต่เช้า เธอยกมือขึ้นนวดต้นคอเบา ๆ ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูเวลา
หกโมงเย็น...
เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดก็หมดวันเสียที
วันนี้เป็นวันรับน้องวันแรกของเอแคลร์ แม้จะเหนื่อยจนแทบหมดแรง แต่ก็มีเรื่องน่ายินดีอยู่บ้าง อย่างน้อยเธอก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่หลายคน และมีเพื่อนร่วมคณะที่ดูเป็นมิตรไม่น้อย
เอแคลร์ยิ้มบาง ๆ เมื่อนึกถึงบทสนทนาตลก ๆ ระหว่างทำกิจกรรม ก่อนเปิดแอปพลิเคชันข้อความขึ้นมา หน้าจอของเธอปรากฏบทสนทนาของกลุ่มครอบครัว
และข้อความล่าสุดยังคงเป็นข้อความที่เธอส่งไปเมื่อเช้า
“วันนี้หนูมีกิจกรรมรับน้องนะคะ น่าจะกลับบ้านเย็นหน่อย”
แน่นอนว่าไม่มีข้อความตอบกลับเหมือนเช่นเคย...
เอแคลร์มองหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า
“ไม่เป็นไรหรอก พ่ออาจกำลังทำงาน ส่วนแม่ก็คงยุ่งอยู่กับพิมพ์เหมือนทุกวัน” เธอปลอบตัวเองเช่นนั้นจนเคยชิน
นับตั้งแต่จำความได้ ครอบครัวของเธอก็เป็นแบบนี้เสมอ พ่อกับแม่มักมีเวลาให้พิมพ์ น้องสาวคนเล็กของบ้าน มากกว่าเธอหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใด หากพิมพ์ร้องขอ สิ่งนั้นก็มักจะได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว
แต่สำหรับเอแคลร์ เธอเรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่าการเป็นเด็กดีหมายถึงการไม่เรียกร้องอะไรจากใคร
ไม่สร้างปัญหา ไม่ทำให้พ่อแม่ลำบากใจ และไม่ทำให้ใครต้องเป็นห่วง
เธอเคยคิดว่าหากอดทนมากพอ สักวันหนึ่งพ่อแม่อาจหันกลับมามองเห็นเธอบ้าง
แม้จะผ่านมาถึงสิบเก้าปีแล้ว เธอก็ยังแอบหวังอยู่ลึก ๆ เช่นนั้น
เอแคลร์โบกรถกลับบ้าน ระหว่างทางเธอแวะซื้อขนมร้านโปรดติดมือมาด้วยสองสามอย่าง ตั้งใจว่าคืนนี้จะกินข้าวพร้อมหน้ากับครอบครัว แม้จะเป็นเพียงมื้ออาหารธรรมดา แต่เธอก็ไม่ได้มีโอกาสทำเช่นนั้นบ่อยนักในช่วงเปิดเทอม
บางทีแม่อาจทำแกงจืดที่เธอชอบไว้ให้
หรือไม่ก็พิมพ์อาจกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่นเหมือนทุกวัน
แค่คิดถึงภาพเหล่านั้น มุมปากของหญิงสาวก็ยกขึ้นเล็กน้อย
เธอไม่รู้เลยว่า เมื่อเดินกลับไปถึงบ้าน สิ่งที่รออยู่จะไม่ใช่มื้ออาหารอุ่น ๆ หรือเสียงทักทายของใครสักคน
แต่เป็นความเงียบงันที่พร้อมจะทำลายความหวังทั้งหมดในใจเธอ
หลังจากนั้นเพียงไม่นาน รถโดยสารจอดลงตรงปากซอย เอแคลร์ก้าวลงจากรถแล้วเดินเข้าไปตามทางคุ้นเคย สองข้างทางยังมีร้านอาหารเปิดอยู่ประปราย กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวและอาหารผัดลอยปะปนอยู่ในอากาศ
เธอเดินผ่านร้านขายของชำที่เคยแวะซื้อขนมตอนเด็ก ผ่านบ้านหลังเล็กที่มีเสียงโทรทัศน์ดังออกมาจากหน้าต่าง และผ่านต้นไม้ใหญ่ที่เธอเคยยืนรอพ่อมารับในวันที่ฝนตก
ทุกอย่างดูเหมือนเดิม
ยกเว้นบ้านของเธอ...
เมื่อเดินมาถึงหน้ารั้ว เอแคลร์กลับพบว่าบริเวณบ้านกลับมืดสนิท ทั้งที่ปกติแม่มักเปิดไฟหน้าบ้านเอาไว้ตั้งแต่ช่วงเย็น หญิงสาวชะลอฝีเท้าเล็กน้อย เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดโทรหาแม่ตามความเคยชิน
ทว่าเสียงสัญญาณดังขึ้นหลายครั้งว่าไม่มีคนรับ เธอจึงเปลี่ยนไปโทรหาพ่อแทน แต่ปลายสายยังคงเป็นเสียงสัญญาณเรียกเข้าที่ดังซ้ำ ๆ ก่อนตัดไปโดยไม่มีใครตอบ เพียงเท่านั้นเอแคลร์พลันขมวดคิ้วทันที
หรือว่าทุกคนออกไปข้างนอกกันหมด?
เธอรีบไขกุญแจเปิดรั้ว พลางรีบเดินขึ้นบันไดหน้าบ้าน แล้วใช้กุญแจดอกเดิมไขประตูเข้าไป
“แม่คะ หนูกลับมาแล้วค่ะ”
เสียงหวานดังขึ้นในบ้านที่เงียบสนิท เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ เอแคลร์พลันเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟ
ทันทีที่แสงสีขาวสว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่าจนผิดสังเกต เธอหยุดยืนอยู่ตรงประตู นัยน์ตาคู่สวยจับจ้องไปยังโซฟาตัวใหญ่ที่เคยตั้งอยู่กลางห้อง ตอนนี้กลับหายไปแล้ว
หลงเหลือเพียงรอยสีซีดบนพื้นกระเบื้องตรงตำแหน่งที่มันเคยวางอยู่ โต๊ะกลางห้องถูกยกออกไปจนหมด ชั้นวางโทรทัศน์ว่างเปล่า แม้แต่แจกันดอกไม้ที่แม่ชอบวางไว้ข้างหน้าต่างก็หายไปด้วย
เอแคลร์รู้สึกเหมือนตัวเองเดินเข้ามาผิดบ้าน เธอกะพริบตาสองสามครั้ง ก่อนค่อย ๆ ก้าวเข้าไปด้านใน
“แม่คะ?”
คราวนี้เสียงของเธอเบาลงกว่าเดิม หญิงสาวเดินไปยังห้องครัว ตู้เก็บจานถูกเปิดทิ้งไว้ แต่ภายในกลับว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชิ้นหายไป เหลือเพียงร่องรอยฝุ่นบนชั้นวาง
เธอเดินต่อไปยังห้องนอนของพ่อแม่ แต่ประตูกลับเปิดแง้มอยู่ เมื่อผลักเข้าไป ภาพตรงหน้าก็ทำให้หัวใจเธอหล่นวูบ
ตู้เสื้อผ้าถูกเปิดอ้ากว้าง เสื้อผ้าของพ่อแม่หายไปเกือบทั้งหมด กระเป๋าเดินทางที่เคยวางอยู่มุมห้องตอนนี่ไม่เหลืออยู่แล้ว เช่นเดียวเอกสารต่าง ๆ ถูกเก็บออกไปจนหมด
พวกเขาไม่ได้ออกไปซื้อของ
ไม่ได้ไปเที่ยว
และไม่ได้ออกไปทำธุระเพียงชั่วคราว
พวกเขากำลังย้ายออกจากบ้าน!
เอแคลร์ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง รู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงกลางอก
“ไม่จริง…”
ริมฝีปากบางพึมพำออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรง เธอรีบเดินไปยังห้องนอนของตัวเอง ราวกับต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพียงความเข้าใจผิด
ห้องของเธอยังคงมีเตียงและโต๊ะอ่านหนังสืออยู่ แต่เมื่อหันไปมองชั้นวางรูปถ่ายเหนือหัวเตียง เอแคลร์ก็พบว่ากรอบรูปครอบครัวที่เคยตั้งอยู่ตรงนั้นหายไปแล้ว
รูปถ่ายใบเล็กที่เธอเคยยิ้มให้กล้องอยู่ข้างพ่อ แม่ และพิมพ์ในวันเกิดเมื่อหลายปีก่อน
รูปที่เธอเก็บรักษาไว้อย่างดี แม้ในภาพนั้นเธอจะเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ยืนอยู่ตรงกลางก็ตาม
มันหายไปแล้ว