ตอนที่ 2 หลบหนี และของวิเศษที่สวรรค์ประทาน - 1
ยามรุ่งสาง แสงสีทองอ่อนจางเริ่มสาดส่องทาบทับขอบฟ้า ขับไล่ความมืดมิดของราตรีที่แสนยาวนานและบ้าคลั่งให้ค่อยๆ เลือนหายไป เสียงนกกระจอกร้องเจื้อยแจ้วแว่วมาตามสายลมยามเช้า ทว่าบรรยากาศอันเงียบสงบภายนอก กลับสวนทางกับพายุความตื่นตระหนกที่กำลังปะทุอยู่ภายในจิตใจของเซียวอวี้หลานอย่างสิ้นเชิง!
หลังจากความทรงจำอันวาบหวามไหลบ่าเข้ามาจนตระหนักได้ว่าตนเองได้สูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดของลูกผู้หญิงไปแล้ว หญิงสาวก็พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความหวาดหวั่นระคนสับสน นางพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะขยับตัว ทว่าความปวดร้าวก็แล่นปลาบไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกถอดออกแล้วประกอบเข้าไปใหม่ ร่างกายของนางระบมไปหมดโดยเฉพาะจุดกึ่งกลางกายที่ประท้วงอย่างหนักหน่วงถึงความเอาแต่ใจและพละกำลังอันป่าเถื่อนของบุรุษที่ยังคงนอนกอดนางอยู่
เซียวอวี้หลานกัดฟันข่มเสียงคราง ค่อยๆ แกะท่อนแขนแกร่งที่พาดทับตระกองกอดเอวของนางไว้ออกอย่างเบามือที่สุด นางหันศีรษะไปมองตัวการที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่เคียงข้างอย่างเชื่องช้า
บนกองเสื้อผ้าที่ถูกดึงมาใช้ปูรองต่างฟูกนอน บุรุษปริศนาผู้นั้นยังคงหลับตาพริ้ม ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ แผงอกกว้างที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามสีทองแดงขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ ร่องรอยขีดข่วนแดงเถือกจากเล็บของนางที่เกิดจากการดิ้นรนและเผลอไผลในห้วงอารมณ์ปรารถนา ยังคงปรากฏชัดเจนบนผิวเนื้อของเขา
หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กวาดสายตามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาในยามที่แสงสว่างเริ่มเปิดเผยให้เห็นชัดเจนขึ้น คิ้วกระบี่พาดเฉียงจดขมับ จมูกโด่งเป็นสันตรง รับกับริมฝีปากหยักลึกที่แม้จะหลับสนิทก็ยังดูดุดันและเย็นชา โครงหน้าของเขาหล่อเหลาไร้ที่ติดุจผลงานประติมากรรมชิ้นเอกของสวรรค์ ทว่าใต้ความงดงามนั้นกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายของนักล่าที่อันตรายอย่างหาตัวจับยาก
‘เขาคือใครกัน?’
เซียวอวี้หลานขมวดคิ้วมุ่น พยายามค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่ก็คว้าน้ำเปล่า ในเนื้อหานิยายต้นฉบับที่นางเคยอ่าน บรรยายรูปลักษณ์ของตัวละครเอาไว้เพียงคร่าวๆ เท่านั้น หากไม่ใช่พระเอกอย่างรัชทายาทจ้าวเทียนอวี่ หรือนางเอกซูหวั่นถิงแล้ว ตัวละครอื่นๆ มักจะถูกกล่าวถึงแค่ชื่อหรือตำแหน่ง นางจึงไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าบุรุษที่ช่วงชิงความบริสุทธิ์ของนางไปผู้นี้คือใคร รู้เพียงแต่ว่ากลิ่นอายสังหารและแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปพึงมีแน่
‘ช่างเถอะ! ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ข้าก็ไม่ควรอยู่ตรงนี้เพื่อรอให้เขาตื่นมาบีบคอข้า!’
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็ข่มความเจ็บปวด พยุงร่างที่อ่อนระทวยของตนเองให้ลุกขึ้น หญิงสาวรีบรวบรวมเศษซากเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยและขาดวิ่นมาสวมใส่อย่างเร่งรีบ โชคดีที่เสื้อคลุมตัวนอกของเขายังพอใช้การได้ นางจึงหยิบมันมาห่อหุ้มร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยรักสีกลีบกุหลาบเอาไว้อย่างมิดชิด
ก่อนจะก้าวออกจากตำหนักร้าง นางอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองบุรุษผู้นั้นอีกครั้ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งหวาดกลัว สับสน และละอายใจ
"ถือเสียว่าฝันไปก็แล้วกัน ชาตินี้อย่าได้พบเจอกันอีกเลย..." นางพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่แม้แต่จะทิ้งสิ่งใดไว้เป็นเบาะแส
เซียวอวี้หลานอาศัยความทรงจำของร่างเดิม ลัดเลาะไปตามเส้นทางลับในสวนอุทยานหลวง นางต้องหลบเลี่ยงทหารยามที่เริ่มออกลาดตระเวนยามเช้าได้อย่างหวุดหวิดหลายต่อหลายครั้ง หญิงสาวใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุด ประดุจขโมยที่กลัวถูกจับได้ วิ่งหลบซ่อนตามพุ่มไม้และหลังก้อนหินใหญ่ หัวใจเต้นระทึกดุจกลองรัว ร่างกายที่บอบช้ำแทบจะแหลกสลาย แต่ความมุ่งมั่นเอาชีวิตรอดผลักดันให้นางก้าวเท้าต่อไป จนกระทั่งสามารถลอบออกจากวังหลวงและกลับมาถึงจวนอิ้งกั๋วกง อันเป็นจวนของบิดานางได้อย่างปลอดภัย
