ตอนที่ 1 ค่ำคืนวสันต์อันเร่าร้อนที่ผิดพลาด - 2
รอบกายเงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจของนางที่ดังสะท้อนก้องในโสตประสาท สติของนางเริ่มพร่าเลือน โลกทั้งใบหมุนคว้าง อาภรณ์เนื้อดีที่สวมใส่บัดนี้หลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนและเนินอกรำไรที่กระเพื่อมไหว
ตึง!
ในความมืดสลัว ร่างของเซียวอวี้หลานสะดุดเข้ากับวัตถุขนาดใหญ่บางอย่างจนเสียหลักล้มลง นางหลับตาปี๋รอรับความเจ็บปวดจากการกระแทกพื้น ทว่าสิ่งที่รองรับร่างของนางกลับไม่ใช่พื้นหินอันแข็งกระด้าง แต่เป็นแผงอกแกร่งที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามของใครบางคน!
"อึก..." เสียงครางต่ำทุ้มดังขึ้นจากบุรุษใต้ร่าง น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความอดกลั้น
เซียวอวี้หลานเบิกตากว้าง ฝ่ามือเล็กสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมาจากผิวกายของเขา ร้อนยิ่งกว่าอุณหภูมิร่างกายของนางเสียอีก! ลมหายใจของบุรุษปริศนาผู้นี้หอบกระชั้นและหนักหน่วง กลิ่นอายบุรุษเพศที่ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นของยาบางชนิดลอยมากระทบจมูก
‘สวรรค์! ชายผู้นี้... เขาก็ถูกยาปลุกกำหนัดเหมือนกันงั้นหรือ! ร่างกายเขาร้อนราวกับเตาหลอมเหล็ก ซ้ำยังมีกลิ่นเลือด เขาถูกลอบทำร้ายมาหรืออย่างไร’
สัญชาตญาณเอาตัวรอดร้องเตือนว่านางไม่ควรอยู่ตรงนี้นานเกินไป หากมีเวรยามมาพบเข้า สตรีที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยกับบุรุษแปลกหน้าในสวนอุทยานยามวิกาล โทษประหารชีวิตคงหนีไม่พ้น นางพยายามจะตะเกียกตะกายลุกขึ้น ทว่าฝ่ามือหนาที่ร้อนดั่งเหล็กนาบกลับคว้าหมับเข้าที่เอวคอดกิ่วของนาง พร้อมกับออกแรงดึงจนร่างบางร่วงหล่นลงไปทาบทับบนตัวเขาอีกครั้ง
"ปล่อย... ข้านะ" นางเค้นเสียงร้องห้าม ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับหวานหูและสั่นพร่าจนน่าละอาย ไร้ซึ่งความน่าเกรงขามโดยสิ้นเชิง
ในความมืด นางมองไม่เห็นใบหน้าของเขา เห็นเพียงประกายตาคมกริบดุจสัตว์ร้ายที่กำลังหิวโซแวบหนึ่ง เป็นสายตาที่ดุดันจนชวนให้ขนลุกซู่ ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยเพลิงราคะอันบ้าคลั่ง สติสัมปชัญญะของบุรุษผู้นี้คงขาดสะบั้นไปแล้วเช่นกัน
‘ไม่ได้การ หากปล่อยไว้ย่อมเกิดเรื่องแน่ หากมีคนมาเห็นข้าในสภาพนี้ ชีวิตใหม่ของข้าคงจบสิ้นตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม!’
เซียวอวี้หลานกัดฟันรวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ หวังจะพยุงร่างหนาที่สูงใหญ่กว่านางเกือบเท่าตัว ทว่าด้วยฤทธิ์ยาที่กำลังแผ่ซ่าน ทำให้นางแขนขาอ่อนแรงยวบยาบ เพียงแค่ขยับตัวยังยากลำบาก นับประสาอะไรกับการลากบุรุษอกสามศอกผู้นี้!
ในจังหวะที่นางกำลังสิ้นหวังเพราะไม่อาจขยับเขยื้อนร่างของเขาได้นั้น นัยน์ตาสีรัตติกาลที่จ้องมองนางด้วยความคมกริบมาตั้งแต่ต้น พลันแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำและวาวโรจน์ด้วยไฟปรารถนาที่กำลังปะทุขึ้น ทว่าในส่วนลึกยังคงแฝงไว้ด้วยสัญชาตญาณระวังภัยของยอดฝีมือ
แม้สติสัมปชัญญะกำลังถูกฤทธิ์ยารุกรานอย่างหนัก ทว่าเขาก็รับรู้ได้ถึงอันตรายหากยังคงรั้งอยู่ตรงนี้ ท่ามกลางลมหายใจที่หอบกระชั้น ท่อนแขนแกร่งดุจคีมเหล็กก็ตวัดรวบรัดรอบเอวบางของเซียวอวี้หลานในฉับพลัน!
"อ๊ะ!"
ยังไม่ทันที่นางจะได้ส่งเสียงร้อง ร่างสูงใหญ่ก็เค้นพลังปราณเฮือกสุดท้าย พลิกกายอุ้มร่างของนางขึ้นแนบอก แล้วพุ่งทะยานฝ่าความมืดเข้าไปซ่อนตัวในตำหนักร้างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว!
ปัง!
บานประตูไม้เก่าผุพังถูกปิดลงสนิทพร้อมกับร่างของคนทั้งสองที่ทรุดฮวบลงบนพื้นเรือนที่เต็มไปด้วยฝุ่น กลิ่นอับชื้นของตำหนักร้างลอยมาแตะจมูก ทว่าในเวลานี้ฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดได้กลืนกินสติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้ายของบุรุษปริศนาไปจนหมดสิ้น ไม่มีใครสนใจสิ่งใดอีกต่อไป
ความเย็นเยียบของพื้นตำหนักไม่อาจดับความรุ่มร้อนในกายได้ บุรุษแปลกหน้าพลิกกายขึ้นคร่อมร่างบางอย่างรวดเร็วราวกับสัตว์ป่าตะครุบเหยื่อ ฝ่ามือหนาร้อนระอุสอดประสานเข้ากับท้ายทอยของหญิงสาว ล็อกไว้แน่นหนามิให้หลีกหนี ก่อนจะบดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างดุดันและเอาแต่ใจ
"อื้อ!"
