บทที่ 9 เริ่มต้นแผนการเพาะปลูก
บทที่ 9 เริ่มต้นแผนการเพาะปลูก
บ้านของสกุลจางตั้งอยู่ห่างจากจวนนายอำเภอไปไม่ไกลนัก ระหว่างทาง หลินจิ้งซานกับโจวซื่อเดินตามมาด้วยความสงสัย ส่วนเฉินหวังตงจำต้องอยู่จัดการเรื่องบันทึกคำให้การของพ่อค้าข้าว ขณะที่หัวหน้ามือปราบหวังเทียนซานสั่งให้ลูกน้องสองนายล่วงหน้าไปตรวจสอบที่ร้านของพ่อค้าข้าวก่อน ส่วนตนเองจะตามไปสมทบในภายหลัง
เมื่อเดินมาถึง หลินเสี่ยวเถียนก็ประจักษ์แก่สายตาทันที ว่าเหตุใดจางต้าซานจึงถูกบีบคั้นจนตรอกถึงขั้นยอมขายบุตรสาว
เรือนดินซอมซ่อสามห้องตั้งตระหง่านอยู่ข้างแปลงเพาะปลูกที่แตกระแหงเป็นร่องลึก หลังคามุงฟางแม้จะยังไม่ถึงขั้นพังทลายลงมา แต่ก็บางเฉียบเสียจนสามารถมองเห็นแสงแดดลอดผ่านลงมาได้เป็นหย่อมๆ เด็กตัวเล็กผอมโซอีกสองคนกำลังนั่งกอดเข่าซุกตัวอยู่ด้วยกันใต้ชายคา ทันทีที่เห็นบิดาเดินกลับมา เด็กทั้งสองก็รีบวิ่งโซซัดโซเซเข้าหา
“ท่านพ่อ!” เด็กคนเล็กเงยหน้าขึ้น ถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
“วันนี้พวกเรามีข้าวมากินหรือไม่ขอรับ?”
จางต้าซานชะงักกึก คำถามเพียงประโยคสั้นๆ กลับทำให้บรรยากาศรอบบ้านเงียบกริบลงอย่างน่าหดหู่ เขารีบเบือนหน้าหนี ก่อนจะยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดคราบน้ำตาอย่างลวกๆ
หลินเสี่ยวเถียนไม่ได้เอ่ยคำปลอบประโลมใดๆ เพราะในเวลานี้ สิ่งที่ครอบครัวนี้ต้องการไม่ใช่คำว่า 'น่าสงสาร' แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุดคือ 'หนทางรอดชีวิต'
หญิงสาวเดินดุ่มๆ ตรงไปยังแปลงเพาะปลูกหลังบ้าน ทิ้งตัวลงนั่งยองๆ ใช้นิ้วมือขุดคุ้ยหน้าดินขึ้นมาตรวจสอบ ด้านบนสุดแข็งกระด้างจนแตกระแหง แต่เมื่อลองขุดลึกลงไปราวๆ หนึ่งฝ่ามือ กลับพบว่ายังคงมีความชื้นเจือจางหลงเหลืออยู่บางส่วน นางหยิบดินขึ้นมาบี้ขยี้ในมือ ‘ยังไม่ตายสนิทดินผืนนี้ยังมีหวัง’
นางเงยหน้าขึ้นถาม
“ก่อนที่ภัยแล้งจะมาเยือน ท่านเคยปลูกสิ่งใดในแปลงนี้”
“ปลูกข้าวฟ่างกับถั่วขอรับ”
“แล้วแปลงนี้มีเนื้อที่กี่หมู่”
“เกือบสองหมู่ขอรับ แต่สภาพตอนนี้ ปลูกสิ่งใดลงไปก็ตายเรียบหมด”
“น้ำเล่า ผันมาจากแหล่งใด”
“มีลำธารเล็กๆ ที่ต่อมาจากคลองสายเหนือขอรับ แต่ช่วงหลังมานี้น้ำเหือดแห้งจนไหลมาไม่ถึง”
หลินเสี่ยวเถียนหันไปมองกวาดสายตาไปทางด้านหลังบ้าน
“แล้วบ่อน้ำตรงนั้นเล่า?”
“เป็นบ่อเก่าขอรับ ตื้นเขินแห้งขอดมาหลายปีแล้ว”
“ฟางแห้งกองนั้นล่ะ?”
“เป็นเศษฟางเหลือทิ้งจากฤดูกาลปีก่อนขอรับ”
“คอกสัตว์?”
“เมื่อก่อนเคยเลี้ยงแพะอยู่ตัวหนึ่ง แต่ก็ตัดใจขายกินไปแล้ว”
“แต่มูลแพะตากแห้งยังคงกองอยู่ใช่หรือไม่”
“อยู่ขอรับ”
“คนทำงาน?”
จางต้าซานชี้มือเข้าหาตนเองด้วยความงุนงง
“มีข้าน้อยขอรับ”
เอ้อร์ยาที่ยืนฟังอยู่ รีบชูมือเล็กๆ ขึ้นสูงทันที
“ข้าด้วยเจ้าค่ะคุณหนู!”
หลินเสี่ยวเถียนหันไปมองเด็กหญิง
“ปีนี้เจ้าอายุเท่าไร”
“เก้าขวบเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น ก็ช่วยหยิบจับทำงานเบาๆ ก็พอ” เอ้อร์ยารีบผงกหัวพยักหน้าแรงๆ
“ข้าทำได้ทุกอย่างเลยนะเจ้าคะ! ตักน้ำ เก็บฟืน ถอนหญ้า ข้าทำได้หมด!”
“ไม่ต้องทำหมดทุกอย่างหรอก”
หลินเสี่ยวเถียนยื่นมือไปแตะหน้าผากเด็กหญิงเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“คนเราจะมีเรี่ยวแรงไปหาอาหารประทังชีวิตได้ ก็ต้องรู้จักพักผ่อน ไม่ใช่โหมทำงานจนตนเองล้มป่วยไปเสียก่อน”
เอ้อร์ยากะพริบตาปริบๆ จ้องมองนางด้วยความประหลาดใจ คำพูดสั่งสอนเช่นนี้ ไม่เคยมีผู้ใหญ่คนใดเอ่ยบอกนางมาก่อนเลยในชีวิต
หลินเสี่ยวเถียนหันกลับมาประเมินสภาพแปลงเพาะปลูกอีกครั้ง
ดิน... มี
แรงงาน... มี
ฟางแห้ง... มี
ปุ๋ยคอก... มี
น้ำ... ขาดแคลน
เสบียงอาหารระหว่างรอคอยผลผลิต ก็ขาดแคลน
มีปัญหาใหญ่สองประการ เช่นนั้นก็ต้องค่อยๆ ลงมือแก้ไปทีละอย่าง
“ท่านพ่อเจ้าคะ”
หลินจิ้งซานรีบก้าวเข้ามาหาบุตรสาว
“ว่าอย่างไรลูกพ่อ?”
“ช่วงนี้ที่ว่าการอำเภอ มีโครงการเปิดรับสมัครคนงานซ่อมแซมลำธาร ลอกบ่อน้ำ หรือซ่อมคันดินบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
หลินจิ้งซานทอดถอนใจยาว
“งานสาธารณะมีมากมายเสียจนคนไม่พอทำ แต่ปัญหาใหญ่คือ อำเภอของเราไม่มีเงินตราในคลังมากพอที่จะนำมาจ้างแรงงานน่ะสิ”
“ถ้าหากเราไม่จ่ายค่าแรงเป็นเงินตราเล่าเจ้าคะ?”
“นี่ลูก... แล้วจะให้ชาวบ้านมาลงแรงทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ โดยไม่จ่ายค่าตอบแทนให้พวกเขาเลยกระนั้นหรือ?”
“เปล่าเจ้าค่ะ” นางส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ
“เราจะจ่ายค่าแรงเป็นธัญพืชแทน”
หลินจิ้งซานชะงักกึก โจวซื่อเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ แม้แต่จางต้าซานก็ยังเงยหน้าขึ้นมาฟังอย่างใจจดใจจ่อหลินเสี่ยวเถียนหยิบกิ่งไม้แห้งขึ้นมา ขีดเขียนจำลองแผนงานลงบนพื้นดิน
“ในคลังอำเภอยังพอมีเสบียงบรรเทาทุกข์หลงเหลืออยู่บ้าง แม้จำนวนของมันจะไม่มากพอที่จะนำไปแจกจ่ายหว่านแหให้คนทั้งเมืองได้กินอิ่ม แต่ถ้าหากเราเจียดแบ่งบางส่วนออกมา เพื่อใช้เป็นค่าแรง สำหรับโครงการงานสาธารณะล่ะเจ้าคะ?”
“คนที่ยังมีเรี่ยวแรงมาทำงาน ก็จะได้รับอาหารกลับไปจุนเจือครอบครัว ทางอำเภอเองก็จะได้แรงงานมาช่วยลอกบ่อน้ำ ซ่อมแซมลำธารแม่น้ำ และปรับปรุงพื้นที่กักเก็บน้ำให้พร้อมใช้งาน เงินตราก็ไม่ต้องใช้ เสบียงก็ไม่ได้ถูกนำไปแจกจ่ายอย่างสูญเปล่าไร้หลักเกณฑ์”
หลินจิ้งซานไม่ได้ตอบรับในทันที เขาจมอยู่ในห้วงความคิดอย่างจริงจัง
“วิธีนี้มีความเป็นไปได้สูง แต่ทว่า การเบิกจ่ายเสบียงหลวงจำต้องมีระบบบัญชีที่รัดกุม”
“ใช่แล้ว!!!ต้องมีบัญชีแรงงานและระบบตรวจสอบที่ชัดเจนขอรับ!”
เสียงเจื้อยแจ้วดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง ทุกคนหันขวับไปมอง
เฉินหวังตง เสมียนหนุ่มจอมเจ้าระเบียบ กำลังวิ่งกระหืดกระหอบหน้าดำหน้าแดงเข้ามา เห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งจะจัดการบันทึกปากคำของพ่อค้าข้าวเสร็จสิ้น ก็รีบวิ่งตามมาสมทบ เขายังไม่ทันจะยืนหายใจได้เต็มปอด ก็รีบชูสมุดบัญชีในอ้อมแขนขึ้นสูง
“เราจำต้องมีระบบบัญชีแรงงานขอรับ!”
หลินเสี่ยวเถียนนิ่งอึ้งไปเจ้าเสมียนผู้นี้ มีหูทิพย์ยาวมาถึงบ้านสกุลจางเลยหรืออย่างไร?
เมื่อได้รับความสนใจแล้วเฉินหวังตงเอ่ยอธิบายเป็นฉากๆ
“หากเราจะเบิกนำเสบียงหลวงออกมาใช้จ่ายเป็นค่าแรง เราจำต้องมีสมุดบันทึกที่ระบุชื่อผู้ทำงาน ระบุวันที่ ประเภทของงานที่ทำ จำนวนวันที่มาทำงาน และปริมาณธัญพืชสุทธิที่ได้รับไปทั้งหมด!”
เขาพลิกเปิดหน้าสมุดเปล่าอย่างรวดเร็วจนกระดาษแทบขาด
“และที่สำคัญ ห้ามจ่ายค่าแรงเท่ากันหมดโดยเด็ดขาด! งานใช้แรงงานหนักอย่างการขุดลอกดิน จะได้รับค่าตอบแทนเท่ากับงานเบาอย่างการกวาดขนเศษหญ้าไม่ได้ มิฉะนั้น คนที่ลงแรงทำงานหนักย่อมเกิดความรู้สึกไม่ยุติธรรมและไม่ยอมรับแน่ขอรับ!”
หลินเสี่ยวเถียนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“ถูกต้องที่สุด”
ดวงตาของเฉินหวังตงสว่างวาบเป็นประกายระยิบระยับ
“และในทุกๆ วัน จะต้องมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อยสองคน คอยลงนามประทับตรารับรองผลการปฏิบัติงาน!”
“ตกลง”
“ต้องมีการบังคับให้ลงชื่อรับของทุกวันห้ามขาด!”
“ตกลง”
“หากมีการรับเสบียงแทนผู้อื่น จะต้องบันทึกระบุความสัมพันธ์และเหตุผลให้ชัดเจน!”
“ตกลง”
“แล้วหากพบว่ายอดเสบียงขาดหายไปแม้แต่ชั่งเดียวล่ะก็…”
หลินจิ้งซานทนฟังความเจ้าระเบียบไม่ไหว รีบยกมือขึ้นปราม
“พอได้แล้ว.." จากนั้นก็หันไปท่างเฉินหวังตงและเอ่ยเรียกเขาเบาๆ
“หวังตง”
“ขอรับใต้เท้า?”
“เจ้าจงไปจัดการร่างระบบบัญชีที่ว่านั่นมาเดี๋ยวนี้”
เฉินหวังตงหุบปากฉับในทันที ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันเริ่มเขียนโครงร่างลงในสมุด ด้วยสีหน้าปิติยินดีมีความสุขอย่างน่าประหลาด
หลินเสี่ยวเถียนมองภาพนั้นแล้วอดรู้สึกพิศวงไม่ได้ เหตุใดบุรุษผู้นี้ ถึงดูมีความสุขล้นปรี่ทุกครั้งที่ภาระงานของตนเองเพิ่มพูนขึ้น? หากเป็นคนธรรมดาสามัญ เมื่อเห็นกองงานสุมสูงท่วมหัว ย่อมต้องอยากจะวิ่งหนีให้ไกล ทว่าเมื่อเฉินหวังตงเห็นกองงานสุมท่วมหัว ดูเหมือนว่าเขา อยากจะเดินไปขอเบิกงานมากองเพิ่มอีกสักกอง!
หลินจิ้งซานหันไปสั่งการจางต้าซาน
“พรุ่งนี้เช้าตรู่ เจ้าจงเดินทางไปลงชื่อรับจ้างทำงานที่ที่ว่าการอำเภอ”
จางต้าซานเบิกตาโตด้วยความตกตะลึง
“ขะ... ขอรับ?”
“งานแรกของโครงการ จะเริ่มต้นจากการขุดลอกบ่อน้ำเก่าและซ่อมแซมลำรางในละแวกนี้”
“หากเจ้ามาทำงานเต็มหนึ่งวัน เจ้าก็จะได้รับธัญพืชกลับไปตามอัตราค่าแรงหนึ่งวันเต็ม จำไว้ให้ดี สิ่งนี้ไม่ใช่ของแจกทาน และไม่ใช่การสร้างหนี้บุญคุณ แต่เป็นค่าแรงที่ได้มาจากหยาดเหงื่อของเจ้าเอง”
ริมฝีปากแห้งผากของจางต้าซานสั่นระริก เขาพยายามจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำอยู่หลายครั้ง ทว่ากลับไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมาจากลำคอ ท้ายที่สุด ชายผู้ซื่อสัตย์จึงทรุดตัวลงคุกเข่ากราบกราน
หลินจิ้งซานรีบพุ่งเข้าไปคว้าท่อนแขนพยุงเขาเอาไว้
“บอกแล้วอย่างไรว่าไม่ต้องคุกเข่า”
“แต่... แต่ใต้เท้าขอรับ...”
“เจ้าลงแรงทำงาน ข้าผู้เป็นนายอำเภอก็จ่ายค่าแรงตอบแทนเรื่องมันก็ยุติธรรมและเรียบง่ายเพียงเท่านี้”
หยาดน้ำตาลูกผู้ชายของจางต้าซาน ไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เขายังต้องยอมคุกเข่า ก้มหัวอ้อนวอนต่อรองราคาค่าตัวบุตรสาวของตนเอง เพื่อแลกกับข้าวสารเก่าๆ เพียงครึ่งถุง ทว่าในวันพรุ่งนี้ เขาจะสามารถใช้สองมืออันหยาบกร้านของตนเอง แลกเปลี่ยนเป็นอาหารกลับมาประทังชีวิตให้ลูกๆ ได้กินอิ่มท้อง
ความรู้สึกที่พลิกผันจากนรกขึ้นสู่สวรรค์ในชั่วพริบตานี้ แตกต่างกันมากมายมหาศาลเพียงใด คงมีเพียงผู้ที่เคยถูกความหิวโหยบีบคั้น จนถึงขั้นต้องยอมเฉือนเนื้อขายเลือดของตนเองเท่านั้น ถึงจะเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้
หลินเสี่ยวเถียนยืนนิ่ง ปล่อยให้ชายวัยกลางคนปลดปล่อยความอัดอั้นร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบ
“เอาล่ะ เรื่องปัญหาปากท้องในระหว่างนี้ ถือว่าพวกเราหาทางแก้ไขไปได้เปลาะหนึ่งแล้ว”
จางต้าซานรีบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา
“แล้ว... แล้วปัญหาอีกอย่างเล่าขอรับคุณหนู?”
นางหันไปพยักพเยิดหน้าไปยังแปลงดินว่างเปล่า
“เราต้องร่วมมือกัน ทำให้ครอบครัวของท่าน มีแหล่งอาหารเป็นของตนเองอย่างยั่งยืน”
เอ้อร์ยาที่ยืนฟังอยู่ รีบวิ่งเข้ามาถามด้วยความตื่นเต้น
“เราจะปลูกข้าวฟ่างเหมือนเดิมหรือเจ้าคะคุณหนู?”
“ไม่ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ปลูกถั่ว?”
“ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ”
เด็กน้อยเอียงคอด้วยความฉงน
“แล้ว... แล้วคุณหนูจะให้พวกเราปลูกสิ่งใดหรือเจ้าคะ”
หลินเสี่ยวเถียนแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เป็นพืชพรรณชนิดพิเศษ ที่พวกเจ้ายังไม่เคยพบเห็นมาก่อน”
นางชี้นิ้วไปยังพื้นที่แปลงขนาดย่อมใกล้กับตัวบ้าน กะด้วยสายตาประมาณหนึ่งส่วน
“พรุ่งนี้เช้า ข้าจะนำต้นพันธุ์ มามอบให้ พวกเราจะเริ่มต้นทดลองเพาะปลูกลงในแปลงนี้ก่อนเป็นอันดับแรก หากมันเติบโตงอกงามและรอดตาย เราจึงค่อยขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไป”
“แต่... ข้ามีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่ง”
จางต้าซานรีบรับคำแข็งขัน
“คุณหนูมีเงื่อนไขอันใด โปรดสั่งมาได้เลยขอรับ!”
“ห้ามพวกท่าน ถอนต้นพันธุ์ขึ้นมากินประทังความหิว โดยเด็ดขาด”
ชายชาวนาชะงักกึก หลินเสี่ยวเถียนสบตาเขา เอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจังเด็ดขาด
“ขอย้ำอีกครั้ง ต่อให้พวกท่านจะหิวโหยตาลายเพียงใด ก็ห้ามแอบถอนมันขึ้นไปต้มกินเด็ดขาด! เพราะหากท่านกินมันเข้าไปในวันนี้ พวกท่านก็จะอิ่มท้องได้เพียงแค่มื้อเดียว”
ที่นางสั่งเช่นนี้เพราะว่ายอดมันเทศนั้นก็ถือเป็นพืชผักใบเขียวที่สามารถนำมาผัด มานึ่งได้ เกิดวันหนึ่งพวกเขาหิวจัดและถอนมากินเช่นนั้นงานนี้ก็คงจะไม่สำเร็จเป็นแน่แท้ ดังนั้นสั่งห้ามเอาไว้ก่อนเป็นดี
“แต่ทว่า หากพวกท่านอดทนเพาะปลูกมัน”
นางก้มลงกำเศษดินแห้งผากขึ้นมาหนึ่งกำมือ ปล่อยให้มันร่วงกราวผ่านง่ามนิ้ว
“ในวันข้างหน้า ต้นพันธุ์เหล่านี้ จะเจริญเติบโตทวีคูณ กลายเป็นเสบียงอาหารจำนวนมหาศาลให้แก่ครอบครัวท่าน”
จางต้าซานผงกศีรษะรับอย่างหนักแน่น
“ข้าน้อยขอให้คำสัตย์สาบาน! ข้าน้อยรับปากขอรับ!”
*****
