บท
ตั้งค่า

บทที่ 10 หัวหน้ามือปราบหวังปฎิบัติหน้าที่

บทที่ 10 หัวหน้ามือปราบหวังปฎิบัติหน้าที่

หลินเสี่ยวเถียนเบือนหน้าไปหาเด็กน้อยเอ้อร์ยา

“ส่วนตัวเจ้าข้าขอแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลแปลงประจำที่นี่”

เด็กหญิงตัวน้อยเบิกตากว้าง ชี้นิ้วเข้าหาตนเองด้วยความตื่นตระหนก

“ขะ... ข้าหรือเจ้าคะคุณหนู?!”

“ถูกต้อง”

“แต่... แต่ว่าข้าเป็นเพียงเด็กบ้านนอก ข้าอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้นะเจ้าคะ!”

“ต้นไม้ใบหญ้าพวกนี้ มันก็อ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ!”

เอ้อร์ยานิ่งอึ้งไป โจวซื่อที่ยืนฟังอยู่ ทนไม่ไหวจนต้องหลุดเสียงหัวเราะออกมา

หลินเสี่ยวเถียนย่อตัวลงตรงหน้าเด็กหญิง

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หนังสือหรอก ขอเพียงแค่เจ้าจดจำสิ่งที่ข้าพร่ำสอนให้ขึ้นใจก็พอ รู้จักสังเกตสภาพดิน รู้จักสังเกตสีของใบ รู้จักกะปริมาณน้ำ และหากพบเห็นสิ่งใดผิดปกติในแปลงผัก ก็ให้รีบวิ่งไปรายงานข้าทันที ทำได้หรือไม่”

เอ้อร์ยาพยักหน้าหงึกๆ แรงจนผมม้าชี้ฟู

“ข้าจะจดจำทุกคำสอนของคุณหนูให้ขึ้นใจเลยเจ้าค่ะ!”

“ดีมาก”

หลินเสี่ยวเถียนยื่นนิ้วก้อยของตนเองออกไปตรงหน้า เด็กหญิงมองนิ้วก้อยที่ยื่นมาด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจความหมาย นางชะงักไปชั่วครู่ ‘อา... ลืมไปสนิทเลย ในโลกยุคโบราณแห่งนี้ คงยังไม่มีธรรมเนียมการเกี่ยวก้อยทำสัญญาเป็นแน่’

หลินเสี่ยวเถียนจึงเปลี่ยนเป้าหมาย เลื่อนมือไปแตะเบาๆ ที่กึ่งกลางหน้าผากมนของเด็กหญิงแทน

“หากเจ้าตั้งใจดูแลแปลงผักทดลองนี้ให้รอดตายได้สำเร็จ ข้าให้สัญญา ว่าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ และถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เจ้าเพิ่มเติม”

ดวงตากลมโตของเอ้อร์ยา สว่างไสวเปล่งประกายขึ้นมาในทันที

------------------

ค่ำคืนนั้น ทันทีที่ลงกลอนปิดประตูห้องนอนจนสนิท หลินเสี่ยวเถียนก็วาดมือเปิดมิติ เข้าสู่สวนสี่ฤดูทันที

ภาพที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้เธอถึงกับต้องยืนอึ้งตะลึงงันไปชั่วขณะ หัวมันเทศทนแล้งทั้งเก้าหัว ที่นางจัดวางทิ้งไว้ในแปลงเพาะอัตโนมัติ บัดนี้ มันได้แทงยอดอ่อนสีเขียวสดใส ผลิใบใหม่ชูชันออกมามากมายนับไม่ถ้วน! ยอดอ่อนบางเส้นเจริญเติบโตทอดยาวจนสามารถตัดไปขยายพันธุ์ต่อได้แล้ว รากฝอยสีขาวเล็กละเอียด แตกแขนงชอนไชลงสู่ผืนดินอย่างแข็งแรงทนทาน เกินกว่าที่พืชซึ่งเพิ่งจะเพาะชำในเวลาเพียงข้ามคืนจะมีได้

“เติบโตได้รวดเร็วสมบูรณ์แบบมาก...”

ต้าเป่าเดินต้วมเตี้ยม ยืดอกพองโตจนพุงย้อยออกมายืนเชิดหน้าอยู่ข้างแปลง มันใช้กรงเล็บเท้าตวัดเขียนข้อความลงบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว

‘แน่นอนอยู่แล้ว!’

หลินเสี่ยวเถียนปรายตามองมันด้วยหางตา

“ข้ากำลังกล่าวชมเชยความวิเศษของมิติ ไม่ใช่เจ้า”

ต้าเป่าชะงักกึก ก่อนจะค่อยๆ หันบั้นท้ายอวบๆ เข้าหานางด้วยความงอนจัด หลินเสี่ยวเถียนหลุดเสียงหัวเราะขบขัน ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง พินิจพิจารณาตรวจดูยอดมันเทศและรากฝอยทีละต้นอย่างจริงจังและทะนุถนอม นางคัดเลือกตัดเฉพะยอดอ่อนที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุด ตัดแบ่งตามข้อต่ออย่างถูกหลักวิชาการ แล้วนำยอดส่วนหนึ่งย้ายไปจัดวางปักชำลงในแปลงเร่งรากอีกฝั่งหนึ่ง

มิติสวนสี่ฤดูตอบสนองต่อความต้องการของนางในทันที ผืนดินสีดำค่อยๆ แยกตัวออกเป็นร่องเล็กๆ สายน้ำใสแจ๋วไหลรินมาตามรางน้ำที่ก่อตัวขึ้น ความชื้นถูกปรับสมดุลโดยอัตโนมัติอย่างน่าอัศจรรย์ หลินเสี่ยวเถียนใช้ถ้วยไม้ตักน้ำพุวิญญาณ หยดผสมเจือจางลงไปหล่อเลี้ยงโคนต้นเพียงเล็กน้อย

ตัวอักษรสีทองอร่าม สว่างวาบปรากฏขึ้นกลางอากาศ

[เริ่มต้นกระบวนการเร่งรากต้นพันธุ์]

[ระบบคาดการณ์ผลลัพธ์ อัตราการรอดชีวิตสูงมาก]

อดีตนักวิจัยสาวหัวกะทิ ทอดสายตามองยอดมันเทศเหล่านั้นด้วยดวงตาที่เปล่งประกายเจิดจ้า นี่ต่างหากเล่า คือสิ่งที่มิติวิเศษแห่งนี้ เข้ามาช่วยเติมเต็มและแก้ไขปัญหาใหญ่ที่สุดของนางได้นั้นคือเวลา

โลกภายนอกกำลังเดินหน้านับถอยหลังสู่วิกฤตมรณะทุกวินาที ทว่าภายในมิติแห่งนี้ นางสามารถเนรมิตสร้างต้นพันธุ์พืช ที่ตามปกติแล้วจำต้องใช้เวลาเพาะบ่มยาวนานนับเดือน ให้เติบโตพร้อมนำออกไปใช้งานได้รวดเร็วกว่าปกติถึงหลายเท่าตัว

ต้าเป่าเดินต้วมเตี้ยมเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเท้า ก่อนจะตวัดเขียนข้อความ

‘ภารกิจแรก ช่างดูง่ายดายและราบรื่นกว่าที่คิดไว้มากใช่หรือไม่?’

หลินเสี่ยวเถียนปรายตามอง

“ง่ายดายงั้นรึ? ครอบครัวสกุลจางยังไม่มีเสบียงอาหารเป็นของตนเอง ต้นกล้ายังไม่ได้ลงดินปลูก แหล่งน้ำก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ต่อให้ต้นพันธุ์เหล่านี้จะเติบโตงอกงามในมิติได้ดีเพียงใด แต่เราก็ยังไม่อาจฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าพวกมันจะทนทานต่อสภาพดินที่แห้งแล้งหฤโหดของเมืองชิงเหอได้จริงหรือไม่”

นางยกนิ้วชี้ขึ้น ดีดเป๊าะเข้าที่หน้าผากล้านเลี่ยนของมันเบาๆ

“โบราณเขาว่าไว้ อย่าเพิ่งรีบนับจำนวนลูกไก่ ก่อนที่พวกมันจะฟักออกมาจากไข่”

ต้าเป่ายกปีกขึ้นลูบหน้าผาก ก้มมองพุงอ้วนๆ ของตนเอง จากนั้นก็ค่อยๆ ขีดเขียนข้อความช้าๆ

‘แต่ เปิ่นจีก็เป็นไก่นะ’

“เรื่องนั้นข้ารู้ดี”

‘และเปิ่นจี ก็ฟักตัวออกจากไข่มาตั้งนานกว่าสามร้อยปีแล้วด้วย’

หลินเสี่ยวเถียนหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก บางครั้งบางที นางก็แอบรู้สึกว่า การต่อล้อต่อเถียงเจรจากับเจ้าไก่วิเศษตัวนี้ มันช่างเป็นการผลาญอายุขัย แลกกับความอดทนของนางเสียจริงๆ!

รุ่งอรุณวันต่อมา หลินเสี่ยวเถียนนำต้นพันธุ์มันเทศชุดแรกที่เพาะเสร็จสมบูรณ์ออกจากมิติวิเศษ โดยจัดเรียงใส่ตะกร้าสานและใช้ผ้าผืนเก่าคลุมปิดทับเอาไว้อย่างมิดชิด

เมื่อนางเดินทางมาถึงบ้านสกุลจาง จางต้าซานก็เพิ่งจะเดินเท้ากลับมาจากการไปต่อแถวลงชื่อรับงานที่ที่ว่าการอำเภอพอดี ส่วนเด็กน้อยเอ้อร์ยานั้น มายืนชะเง้อคอรอรับคุณหนูหลินอยู่หน้าประตูบ้าน ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันพ้นขอบหลังคาด้วยซ้ำ

เมื่อเด็กหญิงเหลือบไปเห็นตะกร้าใบใหญ่ในมือของนาง ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น

“นี่หรือเจ้าคะคุณหนู ต้นพันธุ์ที่ว่า?”

“ใช่แล้ว นี่แหละ”

นางเลิกผ้าคลุมออก เผยให้เห็นยอดมันเทศสีเขียวสดใส ที่ถูกตัดแบ่งและจัดเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบภายในตะกร้า จางต้าซานชะโงกหน้าเข้ามาดู ก่อนจะเบิกตาโตเท่าไข่ห่านด้วยความประหลาดใจ

“คุณหนู... นี่หรือขอรับ พืชพรรณชนิดใหม่ที่คุณหนูบอกว่าจะนำมาให้พวกเราทดลองปลูก?”

“ถูกต้อง”

ชายชาวนาจ้องมองรากฝอยสีขาวและใบสีเขียวชอุ่มตาไม่กะพริบ

“แต่... แต่พืชหน้าตาประหลาดพวกนี้ ข้าน้อยทำนามาครึ่งค่อนชีวิตกลับไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลยนะขอรับ! อีกทั้งในยามที่บ้านเมืองแห้งแล้งจนผืนดินแตกระแหงเช่นนี้ เหตุใดต้นพันธุ์ของคุณหนู ถึงยังดูเขียวสดใสและมีรากที่อุดมสมบูรณ์อวบอ้วนถึงเพียงนี้เล่าขอรับ ข้าน้อยแทบไม่อยากจะเชื่อสายตา!”

หลินเสี่ยวเถียนนิ่งเงียบไปหนึ่งอึดใจ ก่อนจะเอ่ยตอบหน้าตายด้วยสีหน้าราบเรียบไร้พิรุธ

“อ้อ... นี่เป็นวิชาวิเศษและการเพาะบ่มของท่านนักพรตลึกลับน่ะ”

จางต้าซานผงกศีรษะพยักหน้ารับอย่างตาสว่างและเชื่อสนิทใจทันที

“อ้อ! เป็นของวิเศษจากท่านนักพรตนี่เอง! มิน่าเล่า ต้นพันธุ์พวกนี้ถึงได้ดูแข็งแรงและอุดมสมบูรณ์ผิดธรรมชาติปานนี้!”

ง่ายดายถึงเพียงนี้เชียว ง่ายดายเสียจนนางชักจะเริ่มรู้สึกผิดบาปในใจขึ้นมาตงิดๆ เสียแล้วสิ!

หลินเสี่ยวเถียนกระแอมไอแก้เก้อเบาๆ เพื่อปัดเป่าความรู้สึกผิด แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องสนทนา

“เอาล่ะ เลิกมัวแต่ตื่นเต้นสงสัยได้แล้ว รีบนำจอบมาลงมือปฏิบัติงานกันเถิด!”

นางสั่งการให้จางต้าซาน เริ่มต้นลงจอบสับพรวนดินเฉพาะแปลงทดลองขนาดเล็กก่อนเป็นอันดับแรก ยังไม่เร่งรีบขยายไปใช้พื้นที่ทั้งหมดจนกว่าจะแน่ใจ จากนั้นจึงสั่งให้นำฟางแห้งมาปูคลุมปิดทับหน้าดินเพื่อลดอัตราการระเหยสูญเสียน้ำ ส่วนมูลแพะตากแห้งนั้น นางสั่งห้ามไม่ให้เทสาดลงไปก้นหลุมโดยตรง แต่ให้แยกหมักคลุกเคล้าเตรียมไว้จัดการในภายหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนจากปุ๋ยไปทำลายรากอ่อนของต้นกล้า

เมื่อจัดแจงปักชำต้นพันธุ์ลงสู่ผืนดินจนครบถ้วนทุกต้น หลินเสี่ยวเถียนจึงตักน้ำมารดชโลมบริเวณโคนต้นอย่างระมัดระวังและเบามือที่สุด

น้ำในถังใบนั้น นางได้แอบผสมหยดน้ำพุวิญญาณ เจือจางลงไปเพียงเล็กน้อย ปริมาณของมันไม่เข้มข้นมากพอ ที่จะบันดาลให้พืชพรรณเติบโตพรวดพราดกลายพันธุ์จนดูผิดธรรมชาติ แต่สรรพคุณของมัน ก็เพียงพอที่จะช่วยกระตุ้นให้รากอ่อนสามารถตั้งตัวและหาอาหารได้ดีขึ้น ในช่วงวิกฤตแรกเริ่ม

“เอ้อร์ยา”

“เจ้าคะคุณหนู!”

เด็กหญิงรีบวิ่งกระตือรือร้นมานั่งยองๆ อยู่ข้างกายนาง

หลินเสี่ยวเถียนจับมือเล็กๆ ให้แตะสัมผัสลงบนผิวดิน

“เจ้ารู้สึกเช่นไรบ้าง?”

“เย็นๆ ชื้นๆ เจ้าค่ะ”

“ความรู้สึกเย็นๆ เช่นนี้ หมายความว่าผิวดินยังคงกักเก็บความชื้นเอาไว้อยู่”

นางจูงมือเด็กน้อยให้ย้ายไปแตะสัมผัสผิวดินอีกจุดหนึ่ง

“แล้วตรงบริเวณนี้เล่า?” เอ้อร์ยาขมวดคิ้วเล็กน้อย

“สัมผัสดูแห้งและสากมือกว่าจุดเมื่อครู่เจ้าค่ะ”

“ถูกต้อง เจ้าจงจำไว้ให้ดี อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจ เพียงแค่เห็นใบมันเหี่ยวเฉาลงนิดหน่อย ก็รีบตักน้ำมาสาดเทใส่จนแฉะเป็นปลักโคลน ก่อนที่เจ้าจะตัดสินใจรดน้ำทุกครั้ง เจ้าต้องลงมือสัมผัสตรวจดูสภาพดินเสียก่อน”

เอ้อร์ยาพยักหน้าหงึกๆ จดจำคำสอนอย่างจริงจัง

“ท่องจำไว้... เช้าแตะดิน... เย็นแตะดิน... หากชื้นจงหยุดรด... หากแห้งผากจึงค่อยรด!”

“เก่งมาก หัวไวดีนี่เรา”

เด็กหญิงยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆ ครบทุกซี่

“คุณหนูเจ้าคะ แล้วถ้าเกิดสมมติว่า มีคนบุกรุกเข้ามาแอบขโมยถอนต้นพวกนี้ไปเล่าเจ้าคะ?”

หลินเสี่ยวเถียนชะงักกึก

“เหตุใด... เจ้าจึงคิดถามเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา?”

เอ้อร์ยาทอดสายตามองต้นพันธุ์สีเขียวอ่อนในแปลง ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวงแหน

“ก็เพราะ ถ้าหากมีใครล่วงรู้ความลับว่า ของประหลาดพวกนี้สามารถนำไปต้มกินประทังความตายได้ คนที่กำลังหิวโหยหน้ามืด ก็อาจจะลอบเข้ามาขุดขโมยมันไปต้มกินจนหมดเกลี้ยงน่ะสิเจ้าคะ”

รอยยิ้มเอ็นดูบนใบหน้าของหลินเสี่ยวเถียน ค่อยๆ จางหายไป เด็กน้อยผู้นี้ นางซึมซับและเข้าใจถึงสัญชาตญาณความหิวโหยดิ้นรนของมนุษย์ ได้ลึกซึ้งดียิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก

“หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น ในยามวิกาล เจ้าห้ามทำใจกล้าออกมาเสี่ยงอันตรายเฝ้าแปลงผักด้วยตนเองเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”

นางลูบศีรษะเล็กๆ ของเอ้อร์ยาเบาๆ อย่างปลอบโยน

“หากได้ยินเสียงผิดปกติ ให้รีบแจ้งผู้ใหญ่ทันที”

“เจ้าค่ะคุณหนู”

ถึงกระนั้น หลินเสี่ยวเถียนก็ยังคงยืนทอดสายตามองแปลงมันเทศด้วยความกังวลใจอยู่อีกครู่ใหญ่ ไม่รู้เหตุใด ลางสังหรณ์ในใจของนางกลับร้องเตือนว่า คำถามไร้เดียงสาเมื่อครู่ของเด็กหญิง อาจจะไม่ได้เป็นเพียงความหวาดระแวงที่เกินความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย!

ช่วงพลบค่ำ หวังเทียนซาน หัวหน้ามือปราบหนุ่ม เพิ่งจะเดินทางกลับมาจากการไปตรวจสอบเอกสารที่ร้านของพ่อค้าข้าว เขามายืนกอดอกนิ่งเงียบอยู่ข้างรั้วบ้านสกุลจาง ทอดสายตาจ้องมองรอยเท้าปริศนาที่ประทับย่ำอยู่บนพื้นดินด้านนอกแปลงเพาะปลูกอยู่นานสองนาน

มือปราบหนุ่มลูกน้องที่เดินตามหลังมาด้วย เอ่ยถามด้วยความสงสัย

“มีสิ่งใดผิดสังเกตหรือขอรับหัวหน้าหวัง?”

หวังเทียนซานย่อตัวลง คุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น รอยเท้าปริศนาคู่นั้น ไม่ได้เป็นรอยเท้าของคนในบ้านสกุลจางเป็นแน่ ทิศทางการเดินของมันหยุดชะงักอยู่ตรงแนวรั้วกั้น และปลายเท้าของมัน ก็หันพุ่งเป้าตรงเข้าไปหาแปลงทดลองปลูกมันเทศอย่างชัดเจน

“วันนี้ ในละแวกนี้ มีคนแปลกหน้ามาป้วนเปี้ยนพลุกพล่านมากหรือไม่”

“มีชาวบ้านมายืนมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลายสิบคนเลยขอรับหัวหน้า”

หวังเทียนซานไม่ได้เอ่ยตอบรับ เขาก้มหน้าลงพิจารณารอยเท้าอีกชุดหนึ่งอย่างพินิจพิเคราะห์ รอยเท้าชุดแรก... เป็นเพียงรอยรองเท้าฟางสานหยาบๆ ธรรมดาทั่วไป ทว่า รอยเท้าอีกชุดหนึ่งที่ปะปนอยู่ บริเวณพื้นรองเท้า มีรอยบุ๋มลึกของหมุดโลหะขนาดเล็ก ตอกฝังอยู่ตรงส้นรองเท้าอย่างชัดเจน

รองเท้าที่ถูกตอกเสริมหมุดโลหะเช่นนี้ ย่อมมีราคาค่างวดไม่ใช่น้อย ชาวนาผู้ยากไร้ ที่แม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อยังไม่มี ย่อมไม่มีปัญญาเจียดเงินไปซื้อหารองเท้าส้นหมุดโลหะมาสวมใส่เป็นแน่!

หวังเทียนซานผุดลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาคมกริบฉายแววอันตราย

“คืนนี้... เจ้ายังไม่ต้องกลับไปประจำการที่ว่าการอำเภอ”

มือปราบหนุ่มชะงักกึก

“ขะ... ขอรับ? เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ”

“จงไปเรียกตัวพี่น้องมือปราบ มาสมทบที่นี่เพิ่มอีกหนึ่งนาย”

“เรียกมาทำไมหรือขอรับ แล้วจะให้พวกข้าน้อย ปฏิบัติภารกิจอันใด”

หวังเทียนซานทอดสายตามองไปยังแปลงมันเทศสีเขียวสดตรงหน้า

“คืนนี้ หน้าที่ของพวกเจ้าคือนอนเฝ้าดูต้นไม้พวกนี้”

มือปราบหนุ่มยกมือขึ้นแคะหู คิดว่าตนเองคงจะหูฝาดไป

“หัวหน้า... ท่านจะให้พวกข้าน้อย มานอนเฝ้ายามต้นมันเทศหรือขอรับ?!”

“อืม”

“ตะ... แต่พวกเราเป็นถึงมือปราบของทางการนะขอรับ! หน้าที่ของพวกเราคือการจับโจรผู้ร้าย ไม่ใช่การมานอนเฝ้าสวนผัก!”

หวังเทียนซานปรายตาคมปลาบมองลูกน้อง

“เรื่องนั้นข้ารู้ดี”

อีกฝ่ายกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ

“ถ้ารู้... แล้วเหตุใดหัวหน้าจึงรับสั่งเช่นนี้เล่าขอรับ…”

“ก็เพราะว่าค่ำคืนนี้ อาจจะมีโจรใจกล้า บุกเข้ามาช่วยสงเคราะห์ให้พวกเจ้าได้ออกกำลังกาย ทำงานสมกับตำแหน่งมือปราบ อย่างไรเล่า”

--------------

ยามดึกสงัด แสงจันทร์สีเงินยวงซีดจาง ทอดเงาสาดส่องลงบนแปลงเพาะปลูก บรรยากาศรอบบ้านสกุลจางเงียบสงัดวังเวง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรและแมลงกลางคืน ร้องระงมแว่วมาจากพงหญ้าเป็นระยะๆ

ท่ามกลางความมืดมิด เงาดำปริศนาสองร่าง ค่อยๆ ย่องฝีเท้ากริบออกมาจากหลังแนวทิวไม้ใหญ่ คนหนึ่งชะโงกหน้ามองซ้ายทีขวาที ก่อนจะกระซิบถามเสียงแผ่วเบา

“เป้าหมาย คือแปลงผักแปลงนี้ใช่หรือไม่”

“ใช่ แปลงนี้นี่แหละ”

“แล้ว... นายท่านสั่งการมาว่าอย่างไรบ้าง”

ชายอีกคนจ้องเขม็งไปยังดงต้นมันเทศในความมืด แสยะยิ้มชั่วร้าย

“นายท่านสั่งว่า ให้ลอบขุดเอาต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุด กลับไปตรวจสอบดูสักสองสามต้น”

“อ้อ... แล้วต้นที่เหลือเล่า จะให้พวกเราจัดการเช่นไร?”

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำและเยียบเย็น ดังลอดไรฟันออกมา

“ต้นที่เหลือ ก็กระชากถอนรากถอนโคนมันทิ้ง ทำลายให้เหี้ยนเตียนเสียสิ!”

ชายคนแรกแสยะยิ้มรับคำสั่ง ก่อนจะยกเท้าเตรียมปีนข้ามรั้วกั้นแปลงผักเข้าไปกระทำการอุกอาจ โดยที่พวกมันทั้งสองคน หารู้ตัวไม่เลยว่า ภายใต้เงามืดของพุ่มไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว มีบุรุษหนุ่มหน้าดุผู้หนึ่ง กำลังนั่งขัดสมาธิ กอดดาบพาดตัก นั่งรอคอยต้อนรับการมาเยือนของพวกมัน มาตั้งแต่หัวค่ำแล้ว!

หวังเทียนซานค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ท่ามกลางความมืด แววตาของเขาคมกริบและวาวโรจน์ประดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อ มุมปากที่มักจะเรียบตึงเสมอบัดนี้กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม แทบไม่ขยับริมฝีปากยามเอื้อนเอ่ย

“มาแล้วสินะไอ้พวกลูกเต่า”

******

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel