บทที่ 8 หัวหน้ามือปราบหวังเทียนซาน
บทที่ 8 หัวหน้ามือปราบหวังเทียนซาน
“หากข้าทำไม่ได้ ข้าจะชดใช้ข้าวสารคืนให้ท่าน...สองถุงเต็ม ๆ!”
เสียงของหลินเสี่ยวเถียนเพิ่งขาดคำ เสียงฮือฮาก็ระเบิดขึ้นทั่วลานจวนนายอำเภอทันที
“สองถุงเชียวนะ!”
“คุณหนูหลินเพิ่งฟื้นจากไข้มิใช่หรือ?”
“ข้าวสองถุงในยามนี้มีค่ากว่าเงินเสียอีก นางจะไปหามาจากที่ใดกัน!”
พ่อค้าข้าวฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปิดตา เขารีบกวาดสายตามองชาวบ้านรอบลาน ราวกับกลัวว่าจะมีพยานรู้เห็นไม่มากพอ
“ดี! คนทั้งลานได้ยินกันหมดแล้วนะ คุณหนูหลินเป็นผู้ลั่นวาจาเองว่า...”
“พูดจบหรือยัง?”
เสียงทุ้มเย็นเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง ไม่ได้ดังมาก แต่กลับทำให้เสียงเซ็งแซ่รอบลานค่อย ๆ เบาลงโดยไม่ต้องมีผู้ใดออกคำสั่ง
ชาวบ้านที่ยืนเบียดเสียดตรงประตูจวนแหวกทางออกอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มร่างสูงในชุดมือปราบสีเข้มก้าวเข้ามา ช่วงไหล่กว้าง เอวคาดสายหนังสีดำ ดาบยาวห้อยอยู่ข้างกาย ท่าทางไม่ได้เร่งรีบ ทว่ายามเดินกลับให้ความรู้สึกหนักแน่นจนผู้คนหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือใบหน้าคมเข้มของเขา คิ้วหนาพาดเฉียง ดวงตาคมกริบ ริมฝีปากแทบไม่มีรอยยิ้ม ต่อให้เจ้าตัวเพียงยืนเฉย ๆ ก็ดูเหมือนพร้อมจะถามคนตรงหน้าว่า...'จะสารภาพเอง หรือให้ข้าช่วยถาม?'
สาวใช้ตัวเล็กที่เพิ่งตามโจวซื่อออกมาจากเรือน รีบขยับเข้าใกล้หลินเสี่ยวเถียนแล้วกระซิบ
“คุณหนู นั่นหัวหน้ามือปราบ หวังเทียนซาน เจ้าค่ะ”
หลินเสี่ยวเถียนเลิกคิ้วหันไปตามเสียง นี่คือชุนเถา สาวใช้คนสนิทของเจ้าของร่างเดิม และเป็นหนึ่งในบ่าวไม่กี่คนที่ยังเหลืออยู่ หลังจากจวนสกุลหลินลดค่าใช้จ่ายจนแทบไม่มีอะไรให้ลดอีกแล้ว จากนั้นเธอก็หันกลับไปพิจารณาหวังเทียนซานอีกครั้ง
หัวหน้ามือปราบหรือ?
หน้าตาเช่นนี้ หากไปทวงหนี้ที่บ้านใคร คนติดหนี้อาจรีบควักเงินคืนก่อนเขาจะทันอ้าปากด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะถูกลากไปนอนในคุกแทน
หวังเทียนซานเดินมาหยุดตรงหน้าพ่อค้าข้าว
“เมื่อครู่มีคนไปแจ้งว่า ที่จวนนายอำเภอกำลังมีการทำสัญญาซื้อคน”
สีหน้าของพ่อค้าข้าวแข็งไปเล็กน้อย ก่อนรีบยิ้มประจบ
“เข้าใจผิดแล้วขอรับหัวหน้าหวัง! ข้ายังไม่ได้ซื้อ เงินก็ยังไม่ได้จ่าย รอยนิ้วมือก็ยังไม่ได้ประทับ! ทุกคนเห็นกันทั้งนั้น!”
“ดี”
หวังเทียนซานพยักหน้ารับ อีกฝ่ายถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เช่นนั้น...ข้าน้อยกลับได้แล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ยัง”
รอยยิ้มบนใบหน้าพ่อค้าข้าวแข็งค้าง
“แต่ข้ายังไม่ได้ซื้อเด็กนะขอรับ!”
“ข้าได้ยินแล้ว”
“เงินก็ยังไม่ได้จ่าย!”
“ข้าก็เห็นแล้ว”
“เช่นนั้นเหตุใดข้าจึงกลับไม่ได้เล่า?”
หวังเทียนซานปรายตามองกระดาษสัญญาซึ่งยังตกอยู่ใต้ฝุ่นดิน ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เพราะมีคนร้องแจ้งความ ข้าจึงต้องตรวจให้จบ”
เขาหันไปมองพ่อค้าข้าวตรง ๆ
“ยังไม่มีผู้ใดกล่าวว่าเจ้ามีความผิด”
พ่อค้าข้าวเพิ่งจะผ่อนสีหน้าลง หวังเทียนซานก็กล่าวต่อ
“แต่ข้าต้องรู้ว่า วันนี้เป็นครั้งแรกที่เจ้าพยายามซื้อเด็ก หรือเป็นเพียงครั้งแรกที่มีคนมาขวางทัน”
รอยยิ้มของพ่อค้าข้าวหายวับ ชาวบ้านรอบข้างพลันส่งเสียงพึมพำ หวังเทียนซานหันไปสั่งมือปราบสองนาย
“ไปที่ร้านของเขา ตรวจสัญญารับคนเข้าทำงาน สัญญาขายคน และบัญชีที่เกี่ยวข้องย้อนหลังสามเดือน”
“ขอรับ!”
“หากเอกสารครบ คนในสัญญาทุกคนมีที่มา และไม่มีผู้ใดร้องทุกข์ ก็จบ แต่ถ้ามีชื่อคนแล้วหาตัวไม่พบ หรือมีสัญญาที่ไม่มีพยาน ไม่มีรอยนิ้วมือ หรือที่มาไม่ชัด นำกลับมารายงานข้า”
พ่อค้าข้าวหน้าซีดลง
“ท่านหัวหน้าหวัง! ข้าบริสุทธิ์นะขอรับ!”
หวังเทียนซานพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ดี”
“คนบริสุทธิ์ย่อมไม่ต้องกลัวการตรวจ”
หลินเสี่ยวเถียนเม้มปากแน่น คนผู้นี้พูดด้วยสีหน้าราบเรียบทุกประโยค แต่เหตุใดแต่ละคำฟังแล้วเหมือนเอาค้อนทุบลงกลางหน้าผากผู้อื่นก็ไม่รู้ แต่ก่อนที่มือปราบจะเดินจากไปและก้าวเหยียบลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง เสียงร้องแหลมดังมาจากอีกทางหนึ่ง
“อย่าเหยียบ!”
ทุกคนหันขวับ ชายหนุ่มรูปร่างผอมในชุดเสมียนประจำที่ว่าการกำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา ในอ้อมแขนกอดสมุดบัญชีสามเล่มแน่นเสียยิ่งกว่ากอดสมบัติประจำตระกูล ส่วนพู่กันหนึ่งด้ามยังเสียบอยู่ตรงสายคาดเอว
เขาไม่ได้มองพ่อค้าข้าว ไม่ได้มองหวังเทียนซาน และไม่ได้มองแม้แต่เอ้อร์ยาที่ยังคงยืนตาแดงอยู่ข้างบิดา สิ่งแรกที่เขามองคือ
กระดาษสัญญาบนพื้น!
ตรงแผ่นที่เมื่อครู่หลินเสี่ยวเถียนเพิ่งยกเท้าออกจากมันนั่นเอง มือปราบนายหนึ่งเกือบก้าวเหยียบลงไปพอดี
“อย่าเหยียบ!”
เจ้าตัวสะดุ้งเฮือก รีบชักเท้ากลับทันที ชายหนุ่มพุ่งเข้าไปคว้ากระดาษขึ้นมา ปัดฝุ่นอย่างทะนุถนอม ก่อนก้มหน้าอ่านอย่างรวดเร็ว
“ร่างสัญญาขายคน...”
เขาไล่นิ้วลงมาตามข้อความ
“มีชื่อจางต้าซาน มีชื่อผู้รับซื้อ ระบุข้าวครึ่งถุงเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน มีวันเดือนปี และเว้นช่องสำหรับประทับรอยนิ้วมือ”
มือปราบที่เกือบเหยียบมันเมื่อครู่เกาศีรษะ
“แต่มันยังไม่ได้ประทับรอยนิ้วมือมิใช่หรือ เช่นนั้นก็ยังใช้ไม่ได้”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที
“ใช้เป็นสัญญาซื้อขายที่สมบูรณ์ไม่ได้”
“นั่นอย่างไร”
“แต่ใช้เป็นหลักฐานประกอบการไต่สวนได้!”
น้ำเสียงนั้นจริงจังราวกับกำลังอธิบายเรื่องคอขาดบาดตาย เขาชูกระดาษขึ้น
“อย่างน้อยมันพิสูจน์ได้ว่า มีการเจรจาเรื่องแลกเด็กหญิงกับข้าวเกิดขึ้นจริง หากในร้านของพ่อค้าผู้นี้ยังมีร่างสัญญาเช่นเดียวกันอีก ก็สามารถนำมาเทียบชื่อ วันที่ และคนที่เกี่ยวข้องย้อนหลังได้”
มือปราบหนุ่มพยักหน้าช้า ๆ
“อ้อ...เช่นนั้นนี่ก็ไม่ใช่เศษกระดาษ”
ชายหนุ่มหันขวับ
“แน่นอนว่าไม่ใช่!”
สีหน้าเจ็บปวดยิ่งกว่าถูกด่าบรรพบุรุษ
“นี่คือหลักฐาน!”
มือปราบหนุ่มถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“ข้าผิดไปแล้ว”
หลินเสี่ยวเถียนมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสนใจ คนผู้นี้เธอจำได้ เมื่อเช้า ตอนเธอเถียงกับผู้ตรวจการเฉา เขาคือเสมียนผู้ตกใจจนพู่กันหลุดจากมือ
เฉินหวังตง
ตอนนั้นเธอคิดว่าเขาเป็นเพียงเสมียนขี้ตกใจธรรมดา ดูท่า เธอจะประเมินความคลั่งเอกสารของคนผู้นี้ต่ำเกินไปเสียแล้ว เฉินหวังตงก้มอ่านร่างสัญญาอีกครั้ง
“ไม่มีรอยนิ้วมือของจางต้าซาน ไม่มีพยานรับรอง และไม่มีการส่งมอบข้าว เพราะฉะนั้น การซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์”
พ่อค้าข้าวรีบผงกศีรษะ
“ใช่ ๆ! เห็นหรือไม่ ข้ายังไม่ได้ซื้อเด็ก!”
เฉินหวังตงเงยหน้า
“แต่ร่างสัญญานี้เป็นของท่าน?”
อีกฝ่ายชะงัก
“เอ่อ...”
“ข้าวครึ่งถุงที่นำมาด้วย ก็นำมาเพื่อแลกกับเอ้อร์ยา?”
“คือว่า...”
เฉินหวังตงดึงพู่กันออกจากเอวทันที
สวบ สวบ สวบ...
พ่อค้าข้าวเบิกตาโต
“เจ้าเขียนอะไร?!”
“บันทึกว่าท่านยอมรับว่าร่างสัญญาเป็นของท่าน และนำข้าวมาด้วยเพื่อเจรจาแลกกับเด็กหญิง”
“ข้ายังไม่ได้พูดว่ายอมรับ!”
ปลายพู่กันหยุดกึก
เฉินหวังตงเงยหน้าขึ้น
“เช่นนั้นท่านปฏิเสธ?”
“ข้า...”
“ถ้าปฏิเสธ ข้าจะบันทึกว่าปฏิเสธ”
“เดี๋ยว!”
“หรือยอมรับ?”
“...”
เฉินหวังตงถอนหายใจ
“ท่านช่วยเลือกสักอย่างเถิดขอรับ หมึกข้าไม่ได้มีไว้รอท่านทั้งวัน”
เสียงหัวเราะดัง พรืด! ขึ้นรอบลาน แม้แต่หลินเสี่ยวเถียนยังเกือบหลุดหัวเราะ หวังเทียนซานยกมือกดหว่างคิ้ว
“หวังตง”
“ขอรับ?”
“บันทึกเท่าที่เขาพูดจริง”
“ข้าก็กำลังทำเช่นนั้นขอรับ”
“อย่าถามวน”
“ถ้าไม่ถามให้ชัด วันหลังเขากลับคำเล่า?”
หวังเทียนซานนิ่งไป เฉินหวังตงกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“แล้วหัวหน้าหวังอย่าลืมลงชื่อกำกับในฐานะผู้รับเรื่องด้วยนะขอรับ”
หลินเสี่ยวเถียนเห็นไหล่กว้างของหัวหน้ามือปราบตกลงเล็กน้อย เธอค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่งแล้ว
ผู้ที่ทำให้หัวหน้ามือปราบหน้าดุผู้นี้เหนื่อยใจได้ ไม่ใช่โจร...แต่เป็นเสมียนของที่ว่าการเองต่างหาก
-----------------
เมื่อเรื่องร่างสัญญาถูกจัดการเก็บไว้เป็นหลักฐาน และพ่อค้าข้าวหน้าเลือดถูกสั่งให้อยู่รอให้ปากคำจนเสร็จสิ้น หลินเสี่ยวเถียนจึงหันกลับมาหาครอบครัวสกุลจาง
“ลุกขึ้นก่อนเถิดท่านลุง”
จางต้าซานยังคงคุกเข่าตัวสั่น ดวงตาแดงก่ำ
“คุณหนู ขอบพระคุณที่ช่วยชีวิตเอ้อร์ยาเอาไว้ขอรับ แต่ข้าน้อยไม่มีเงินทอง ไม่มีของมีค่าชิ้นใด แม้แต่ข้าวต้มใสๆ สักถ้วยก็ไม่มีปัญญาจะนำมาตอบแทนท่าน...”
“ผู้ใดบอกท่านว่า ข้าจะยื่นมือเข้าช่วยท่านเปล่าๆ ฟรีๆ กันเล่า?”
จางต้าซานชะงักงัน เอ้อร์ยาที่กำลังสะอื้นไห้หยุดร้องกึก ชาวบ้านรอบข้างพากันเงียบกริบลงอีกครั้ง พ่อค้าข้าวที่กำลังถูกเฉินหวังตงซักไซ้ถึงกับหันขวับมามอง ก่อนยกมุมปากแสยะยิ้ม
“เห็นหรือไม่เล่า! ข้าว่าแล้ว สุดท้ายคุณหนูหลินก็”
หลินเสี่ยวเถียนตวัดหางตาคมกริบหันขวับ
“ข้ายังพูดไม่จบ”
อีกฝ่ายรีบหุบปากฉับ หวังเทียนซานที่ยืนอยู่ไม่ไกลเพียงแค่ปรายตาเย็นเยียบมองพ่อค้าข้าวหนึ่งครั้ง เจ้าตัวก็รีบหดคอ ตัดสินใจได้ในทันทีว่า วันนี้พูดให้น้อยลงอีกสักหน่อย คงจะทำให้อายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิมมากนัก
หลินเสี่ยวเถียนหันกลับมาหาจางต้าซาน เริ่มตั้งคำถามรัวเร็วประดุจยิงธนู
“ท่านยังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่หรือไม่”
“มีขอรับ!”
“มีที่ดินทำกินหรือไม่”
“มีอยู่บ้างขอรับ”
“จอบเล่า?” จางต้าซานกะพริบตาปริบๆ
“มีหนึ่งด้ามขอรับ”
“มูลสัตว์ล่ะ?”
“เอ่อ... เมื่อก่อนเคยเลี้ยงแพะอยู่ตัวหนึ่งขอรับ แม้จะตัดใจขายประทังชีวิตไปแล้ว แต่ของพวกนั้นยังกองเหลืออยู่หลังคอก...”
“แล้วน้ำเล่า?” คราวนี้ชายวัยกลางคนก้มหน้างุด
“เหลือน้อยมากแล้วขอรับ...”
“ดี”
จางต้าซานเงยหน้าขึ้นขวับทันที สีหน้าของเขาฟ้องชัดเจนว่า ดีตรงไหนกัน?!
หลินเสี่ยวเถียนชี้นิ้วออกไปนอกประตูจวน
“นำทางข้าไปที่บ้านของท่านเดี๋ยวนี้”
“บ้าน... ของข้าน้อยหรือขอรับ?”
“ใช่”
“ไป... ไปทำอันใดหรือขอรับ”
เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด
“ไปดูให้เห็นกับตา ว่าครอบครัวของท่าน ยังหลงเหลือทรัพยากรใดให้ข้าใช้สอนพวกท่านสร้างชีวิตต่อได้บ้าง”
จางต้าซานเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาคลอเบ้า
“คุณหนู ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดเหลือแล้วจริงๆ ขอรับ”
“นั่นมันเป็นคำตอบของคนที่กำลังสิ้นหวังและยอมแพ้ ไม่ใช่คำตอบที่ข้าต้องการรับฟัง!” หลินเสี่ยวเถียนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา
“ท่านลองตรองดูให้ดีเถิด หากท่านขายเอ้อร์ยาไป แลกข้าวสารมาได้ครึ่งถุง ท่านคิดว่าครอบครัวของท่านจะกินประทังชีวิตไปได้อีกกี่วัน?”
จางต้าซานไม่กล้าตอบ เขารู้สึกละอายใจเหลือเกินแล้ว
“สิบวันรึ?”
มือหยาบกร้านกำเข้าหากันแน่นจนสั่นสะท้าน
“หรือสิบห้าวัน?”
จางต้าซานก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม
“แล้วหลังจากที่ข้าวสารครึ่งถุงนั้นหมดลงเล่า...”
เธอเค้นถามช้าๆ ชัดๆ ทุกถ้อยคำ
“ท่านจะจับลูกคนที่สอง ไปขายอีกกระนั้นหรือ?”
ชายวัยกลางคนสะดุ้งเฮือกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ เอ้อร์ยารีบผวาเข้ากอดท่อนแขนบิดาไว้แน่น
“ไม่นะ!ท่านพ่อ ท่านอย่าขายข้าอีกเลยนะเจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะกินให้น้อยลง อย่าขายเออร์ยาเลย ฮื่ออ!!!”
“ข้าไม่ขายแล้ว! ต่อให้ข้าต้องอดตาย ข้าก็จะไม่ยอมขายลูกกินอีกแล้ว!”
เสียงของจางต้าซานแตกพร่าและแหบโหย หันไปกอดร่างสั่นเทาของบุตรสาวเอาไว้แน่นเขากัดฟันแน่นจนกรามปูดนูน น้ำตาลูกผู้ชายร่วงเผาะ
“แต่ข้า...ข้าอับจนหนทาง ไม่มีทางออกอื่นจริงๆ ขอรับคุณหนู”
หลินเสี่ยวเถียนยื่นมือไปดึงตัวเอ้อร์ยาให้ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าให้เด็กน้อยเบาๆ
“เพราะเหตุนั้นอย่างไรเล่า พวกเราจึงต้องเริ่มต้นสร้างทางออกเส้นใหม่ขึ้นมาด้วยตนเอง!”
***** เปิดตัวนักแสดงรับเชิญประจำนิยายของไรท์อย่างยิ่งใหญ่ คราวนี้พวกเขามาพร้อมกันนะเจ้าคะ 5555 *****
