บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 มิติสวนสี่ฤดูระดับสูง

บทที่ 5 มิติสวนสี่ฤดูระดับสูง

ภายในกระท่อม มีชั้นไม้เรียงรายอยู่เต็มผนัง ทว่าพื้นที่ส่วนใหญ่กลับถูกหมอกสีขาวขุ่นปกคลุมเอาไว้มิดชิดจนมองไม่เห็นสิ่งใดด้านใน เหลือเพียงช่องล่างสุดช่องเดียวที่เปิดโล่งอยู่ ตรงนั้นมีตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่ง ภายในบรรจุมันเทศสีม่วงแดงขนาดเท่ากำปั้นเอาไว้สิบหัว

หลินเสี่ยวเถียนเดินเข้าไปใกล้ทันที ข้างตะกร้ามีป้ายไม้ขนาดเล็กสลักข้อความไว้ว่า

‘มันเทศทนแล้ง รุ่นทดลองที่หนึ่ง’

ด้านล่างมีคำอธิบายสั้นๆ กำกับเอาไว้ ‘ทนทานต่อผืนดินเสื่อมโทรมได้ดีกว่าพืชพันธุ์ทั่วไป ใช้น้ำน้อย และให้ผลผลิตสูงขึ้นเมื่อได้รับการบำรุงดูแลอย่างเหมาะสม (ทว่า ท้ายที่สุดแล้ว ก็ยังคงต้องพึ่งพาดิน น้ำ และแรงงานเช่นเดียวกับพืชทั่วไป) ’

หลินเสี่ยวเถียนอ่านจบแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แบบนี้ค่อยสมเหตุสมผลขึ้นมาหน่อย ไม่ใช่นำหัวมันโยนทิ้งลงดิน วันนี้ปลูก พรุ่งนี้ขุดขึ้นมาได้เป็นร้อยชั่ง หากเป็นเช่นนั้นจริง บนโลกนี้คงไม่ต้องมีอาชีพนักวิจัยการเกษตรอย่างเธออีกแล้ว ให้ทุกคนคุกเข่าสวดมนต์ขอพรอยู่หน้าแปลงเพาะปลูกก็พอ

เธอหยิบมันเทศขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียดทีละหัว เปลือกมันตึงเรียบ ไม่มีรอยเน่าเสีย เนื้อแน่นน้ำหนักดี มีเพียงหัวเล็กที่สุดหนึ่งหัว ที่มีรอยช้ำสีคล้ำตรงด้านข้างเล็กน้อย

“นี่คือของชดเชยที่สวรรค์ส่งมาจริงๆ หรือ”

ไก่หัวโล้นรีบผงกศีรษะรับอย่างแข็งขัน หลินเสี่ยวเถียนตวัดสายตาหันไปมองมัน

“แล้วเมล็ดสีทองที่เจ้ากลืนลงคอไปเมื่อครู่คือสิ่งใด”

เจ้าไก่อัปลักษณ์ชะงักกึก ก่อนจะทำทีเป็นผิวปากหันไปมองเพดานกระท่อมอย่างไม่รู้ไม่ชี้

“หันหน้ากลับมาคุยกันเดี๋ยวนี้”

มันยังคงทำหูทวนลม ยืนส่ายบั้นท้ายดุ๊กดิ๊ก หลินเสี่ยวเถียนหรี่ตาแคบลง แววตาอันตรายดุจใบมีด

“ข้าจะนับถึงสาม หากเจ้ายังไม่หันมาล่ะก็ เจอดีแน่”

ไก่หัวโล้นยังคงยืนนิ่ง แสร้งทำเป็นชมนกชมไม้ ในใจคงกระหยิ่มยิ้มย่องว่าตนเองยังมีเวลาเหลือเฟือให้เล่นตัวได้อีกตั้งสองลมหายใจ

ทว่า...

“สาม!”

หมับ!

“ก๊ากก?!”

ยังไม่ทันที่เลขหนึ่งและสองจะถูกเปล่งออกมา ร่างของหลินเสี่ยวเถียนก็พุ่งตะครุบเข้าที่ลำคอของเจ้าไก่จอมกวนอย่างแม่นยำดุจเหยี่ยวโฉบเหยื่อ!

แคว่ก!

เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือดึงขนสีทองอร่ามบนลำตัวของมันหลุดติดมือออกมากระจุกหนึ่งอย่างโหดเหี้ยม!

เจ้าไก่ต้าเป่าเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน ร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดและตกตะลึงสุดขีด มันดิ้นรนกระพือปีก รีบใช้กรงเล็บเท้าตะกุยดินขีดเขียนข้อความอย่างบ้าคลั่งประดุจพายุหมุน

‘เดี๋ยวก่อน! สตรีบ้า! เหตุใดเจ้าไม่นับหนึ่งกับสองก่อนเล่า!!’

หลินเสี่ยวเถียนพ่นลมหายใจออกทางจมูก กระตุกยิ้มมารร้าย มือยังคงบีบลำคอของมันแน่น

“ข้าเป็นคนใจร้อน แถมยังนับเลขไม่ค่อยเก่ง เลยชอบข้ามไปตอนจบเลย เจ้ามีปัญหาอันใดหรือไม่!”

พูดจบเธอก็ทำท่าจะกระชากขนของมันออกอีกกำมือ

ศีรษะล้านเลี่ยนหมุนขวับกลับมาอย่างรวดเร็วปานลูกข่าง มันรีบยืดอกทำตัวลีบ ส่งสายตาอ้อนวอนขอชีวิตประดุจลูกนกแรกเกิดทันที

เธอเหยียดยิ้ม ชี้นิ้วลงบนพื้นดินอย่างออกคำสั่ง

“เขียนมา! เมล็ดสีทองที่เจ้ากลืนลงไปคือสิ่งใด!”

ไก่หัวโล้นน้ำตาคลอเบ้า จำใจใช้กรงเล็บเท้าเขี่ยดินเขียนตัวอักษรทีละคำอย่างอ้อยอิ่งและแสนจะหดหู่

‘ถั่วเพิ่มพูน’

“เพิ่มพูนสิ่งใด”

มันนิ่งเงียบไปนานผิดปกติ พยายามหลบสายตาอาฆาตที่จ้องเขม็ง ก่อนจะค่อยๆ ตวัดกรงเล็บเขียนอีกหนึ่งคำด้วยอาการสั่นเทา

‘...น้ำหนัก’

หลินเสี่ยวเถียนก้มลงมองข้อความบนพื้นดิน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองพุงกลมย้อยของมัน แล้วก้มกลับไปอ่านข้อความบัดซบนั่นอีกครั้ง

“นี่เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า เมล็ดพันธุ์วิเศษที่สวรรค์ส่งมาชดเชยให้ข้า ถูกเจ้าสวาปามเข้าไป เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้พุงของตัวเองกระนั้นหรือ?”

ไก่หัวโล้นรีบเขียนแก้ตัวเป็นพัลวัน

‘เปิ่นจี (ข้าผู้เป็นไก่) เพียงแต่ทดลองคุณภาพสินค้าให้ต่างหาก’

“ทดลองด้วยปากของเจ้าเนี่ยนะ?”

มันพยักหน้ารับอย่างซื่อสัตย์

“ดี”

หลินเสี่ยวเถียนฉีกยิ้ม รอยยิ้มนั้นช่างหอมหวาน หวานหยดย้อยเสียจนเจ้าไก่อ้วนค่อยๆ ก้าวถอยหลังหนีไปทีละก้าว

“จำไว้ให้ดี นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามแตะต้องเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดในที่แห่งนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้าเด็ดขาด”

มันรีบเขียนต่อรอง

‘ผลไม้ ไม่นับเป็นเมล็ดพันธุ์’

“ผลไม้ก็ห้ามแตะ!”

‘แล้วแมลงเล่า?’

“กินได้”

ดวงตาของเจ้าไก่ทอประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที หลินเสี่ยวเถียนชี้หน้ามันอย่างคาดโทษ

“แต่หากเจ้ากล้าแตะต้องไส้เดือนในแปลงดินของข้าล่ะก็ ข้าจะสับเจ้าเป็นชิ้นๆ!”

ไก่หัวโล้นมองเธอด้วยแววตาผิดหวังอย่างรุนแรง ราวกับเพิ่งถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานในชีวิตไปครึ่งหนึ่ง หลินเสี่ยวเถียนเลิกสนใจมารยาของมัน แล้วหันไปสำรวจบริเวณรอบกระท่อมต่อ

พื้นที่ภายในมิติวิเศษนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก กะด้วยสายตาประมาณหนึ่งหมู่ ล้อมรอบด้วยม่านหมอกสีขาวขุ่น ดินในแปลงเพาะปลูกเป็นสีดำสนิท ร่วนซุย และมีความชื้นที่เหมาะสม เธอทิ้งตัวลงนั่ง หยิบดินขึ้นมากำหนึ่ง ก่อนจะคลายมือออก ดินจับตัวกันเล็กน้อยแต่แตกออกได้ง่าย ไม่เหนียวหนืดจนเกินไป และไม่ร่วนซุยจนเก็บความชื้นไม่อยู่

“เหมาะแก่การเพาะต้นกล้ายิ่งนัก...”

แววตาของนักวิจัยสาวค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป หากพื้นที่นี้ถูกนำไปใช้สำหรับปลูกเพื่อผลิตอาหารโดยตรง ที่ดินเพียงหนึ่งหมู่ แทบไม่มีความหมายอันใดต่อกระเพาะของชาวบ้านทั้งอำเภอ

ทว่า หากใช้มันเป็นโรงเพาะพันธุ์ เรื่องราวจะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง!

เมล็ดพันธุ์เพียงหนึ่งกำมือ อาจนำมาเพาะเป็นต้นกล้าได้หลายร้อยต้น หัวพันธุ์เพียงไม่กี่หัว ก็สามารถใช้เป็นแม่พันธุ์เพื่อสร้างยอดปักชำรุ่นต่อๆ ไปได้ไม่รู้จบ สิ่งที่เมืองชิงเหอขาดแคลนมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่อาหารวิเศษที่ตกลงมาจากฟากฟ้า แต่คือต้นทางของผลผลิตในฤดูกาลถัดไปต่างหาก

หลินเสี่ยวเถียนหันกลับไปมองมันเทศทั้งสิบหัว เธอไม่ได้คิดจะนำมันเทศเก้าหัวที่สมบูรณ์นี้ ไปฝังลงในแปลงดินภายนอกแล้วนั่งรอขุดหัวใหม่เหมือนการปลูกพืชทั่วไป เพราะนั่นนับว่าเป็นการใช้แม่พันธุ์ที่สิ้นเปลืองและสูญเปล่าเกินไป

สำหรับมันเทศ วิธีที่คุ้มค่าที่สุดคือการเพาะหัวให้แตกยอดเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยตัดยอดไปปักชำเป็นต้นพันธุ์รุ่นแรก เมื่อเถาของมันเจริญเติบโตแข็งแรงพอ ก็ยังสามารถตัดเถาขยายพันธุ์ต่อไปได้อีกหลายทอด

หนึ่งหัว แตกยอดได้หลายยอด หนึ่งยอด เจริญเติบโตกลายเป็นหนึ่งต้น หนึ่งต้น ทอดยอดสร้างเถาได้อีกหลายช่วง

จากหัวมันเพียงสิบหัว หากวางแผนการเพาะปลูกให้รัดกุม เธออาจจะสามารถสร้างต้นพันธุ์ได้มากกว่าการนำหัวทั้งหมดไปปลูกลงดินโดยตรงถึงหลายสิบเท่า! นี่ต่างหากเล่า คือวิธีการใช้ของวิเศษให้คุ้มค่าทุกหยาดหยด

ขณะที่กำลังคำนวณตัวเลขอยู่ในใจ สายตาของหลินเสี่ยวเถียนก็เหลือบไปเห็นบ่อน้ำใสสะอาดขนาดเล็ก อยู่ริมแปลงเพาะปลูก ป้ายไม้ด้านหน้าสลักอักษรไว้ว่า...

‘น้ำพุวิญญาณ’

เธอใช้ถ้วยไม้ตักน้ำพุขึ้นมาสูดดม ก่อนจะแตะเพียงหนึ่งหยดลงบนปลายลิ้น ความเย็นสดชื่นแผ่ซ่านลงไปตามลำคอ อาการปวดศีรษะตุบๆ ลดลงไปเล็กน้อย ทว่าไม่ได้หายวับไปในพริบตาดุจยาวิเศษ หลินเสี่ยวเถียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

ดี!!

เป็นของวิเศษ แต่ไม่ถึงขั้นหลุดพ้นจากสัจธรรมความเป็นจริง ด้านข้างป้ายไม้มีข้อความอธิบายสรรพคุณอย่างละเอียดระบุไว้ว่า...

‘น้ำพุวิญญาณบริสุทธิ์: อุดมไปด้วยปราณฟ้าดินเข้มข้นขั้นสุด

สรรพคุณสำหรับพืช: ช่วยย่นระยะเวลาการเติบโตได้ถึงสิบเท่า! เพิ่มพูนผลผลิตและรสชาติให้เลิศล้ำ และช่วยให้พืชรอดตายในทุกสภาพอากาศที่เลวร้าย

สรรพคุณสำหรับสิ่งมีชีวิต: ชะล้างพิษไข้ รักษาบาดแผลภายใน ฟื้นฟูพละกำลังที่เหือดแห้ง และช่วยขยายเส้นลมปราณ

ข้อควรระวัง (โปรดอ่านให้ละเอียด!) : พลังปราณในน้ำพุแห่งนี้รุนแรงดุดันยิ่งนัก สำหรับพืชและมนุษย์ธรรมดา ห้ามดื่มด่ำหรือใช้งานโดยตรงเด็ดขาด! ต้องเจือจางกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 หยด ต่อน้ำ 1 ถังใหญ่เท่านั้น!

ผลข้างเคียงจากการใช้เกินขนาด: ต้นไม้ของท่านอาจเติบโตจนกลายพันธุ์เป็นปีศาจต้นไม้คลุ้มคลั่ง ส่วนมนุษย์ที่ดื่มน้ำพุเข้มข้นโดยไม่เจือจาง จะเกิดอาการลมปราณแตกซ่าน พละกำลังล้นทะลักจนควบคุมไม่อยู่ อาจทำให้ท่านวิ่งรอบภูเขาได้เจ็ดวันเจ็ดคืนโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน หรือหัวเราะไม่หยุดจนกรามค้าง... ทางสวรรค์จะไม่รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลใดๆ ทั้งสิ้น!’

หลินเสี่ยวเถียนอ่านจบก็ถึงกับมุมปากกระตุก สรรพคุณนั้นเลิศหรูอลังการสมกับเป็นของวิเศษระดับบรรพกาล แต่ผลข้างเคียงของมันกลับฟังดูคล้ายคำสาปแช่งจากมารร้ายเสียมากกว่า!

นั่นหมายความว่า มันสามารถใช้เป็นตัวช่วยเร่งปฏิกิริยาสร้างความมหัศจรรย์ได้จริง แต่ไม่ใช่ยาเทวดาที่จะนำไปสาดเทแจกจ่ายให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้าได้ หากกะปริมาณผิดพลาดเพียงหยดเดียว อำเภอชิงเหออาจเปลี่ยนจากเมืองแห่งความอดอยาก กลายเป็นเมืองแห่งคนบ้าพลังที่วิ่งมาราธอนกันทั้งอำเภอ!

“ของดี... ดีกว่าที่คาดคิดไว้มาก แต่ก็อันตรายกว่าที่คิดไว้มากเช่นกัน”

หลินเสี่ยวเถียนวางถ้วยไม้ลง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ เธอไม่อาจแพร่งพรายให้ผู้คนภายนอกล่วงรู้ได้ว่ามิติวิเศษแห่งนี้มีอยู่จริง หากผู้คนในยุคสมัยที่กำลังเผชิญหน้ากับความอดอยากแร้นแค้น ได้ล่วงรู้ว่ามีสถานที่ซึ่งสามารถช่วยเร่งการเพาะพันธุ์พืชได้ ต่อให้ชาวบ้านบางคนจะเทิดทูนมองเธอเป็นเทพธิดาลงมาโปรด ก็ย่อมต้องมีขุนนางหรือผู้มีอำนาจอีกหลายคน ที่อยากจะจับตัวเธอไปขังคุกไว้ เพื่อบังคับให้เป็นเครื่องจักรผลิตอาหารให้พวกเขาส่วนตัวเป็นแน่

ดังนั้น ทุกสรรพสิ่งที่ถูกนำออกไปจากมิติ จะต้องมีที่มาที่ไปที่สามารถอธิบายได้ เธอสามารถใช้มิติแห่งนี้ช่วยเพาะต้นพันธุ์ แต่พืชผลจำนวนมหาศาล จะต้องถูกปลูกขึ้นจริงบนผืนดินด้านนอก ชาวบ้านจะต้องเรียนรู้วิธีการปลูก รู้วิธีการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ และรู้วิธีการดูแลรักษา โดยไม่ต้องรอคอยให้เธอลงมือทำให้ทุกขั้นตอน

ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาจะต้องสามารถยืนหยัดหาเลี้ยงชีพได้ แม้ในวันข้างหน้าจะไม่มีหลินเสี่ยวเถียนคอยชี้แนะอยู่ด้วยก็ตาม

ขณะที่กำลังครุ่นคิดวางแผน หญิงสาวพลันสังเกตเห็นศิลาหินสูงประมาณระดับเอว ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังบ่อน้ำวิญญาณ

เธอก้าวเข้าไปใช้ปลายนิ้วสัมผัส ตัวอักษรสีทองอร่ามค่อยๆ สว่างวาบขึ้นบนผิวศิลาอันเย็นเฉียบ

‘มิติสวนสี่ฤดู ระดับหนึ่ง’

‘ผู้ครอบครองหลินเสี่ยวเถียน’

‘ภารกิจปลดล็อกพื้นที่ระดับถัดไป ช่วยเหลือ 1 ครอบครัว ให้รอดพ้นจากความอดอยาก โดยทำให้ครอบครัวนั้น มีหนทางหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตนเอง’

หลินเสี่ยวเถียนอ่านเงื่อนไขซ้ำอีกครั้ง มุมปากค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม

“อย่างน้อย คนสร้างระบบมิตินี้ ก็ยังมีสมองและวิสัยทัศน์ มากกว่าเจ้าพวกเทพกากๆ ที่ทำงานอยู่กองทะเบียนชะตา”

ต้าเป่าที่กำลังทำตัวลีบ ย่องกริบไปทางพุ่มหญ้าพลันชะงักกึก หลินเสี่ยวเถียนตวัดหางตาไปมองมัน

“ข้าหมายรวมถึงพวกเจ้าหน้าที่บนสวรรค์ทุกคนนั่นแหละ”

เจ้าไก่อ้วนค่อยๆ หดคอวูบ เธอหันกลับมาอ่านข้อความบนศิลาหินอีกครั้ง ระบบไม่ได้ต้องการให้เธอนำข้าวสารหนึ่งถุงไปแจกทาน แล้วนับว่าช่วยเหลือครอบครัวหนึ่งสำเร็จ แต่เธอต้องทำให้คนเหล่านั้น... หาเลี้ยงตัวเองได้

นี่ช่างตรงกับปณิธานที่เธอยึดมั่นมาตลอดชีวิต การแจกอาหารช่วยต่อชีวิตคนได้เพียงหนึ่งมื้อ แต่การสั่งสอนให้เขามีวิชาความรู้และวิธีหาอาหารด้วยตนเองต่างหาก ถึงจะช่วยให้เขารอดชีวิตได้ตลอดไป

หลินเสี่ยวเถียนหันขวับกลับไปยังตะกร้ามันเทศอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ

“นี่... แล้วสรุปว่าเจ้าชื่ออันใด”

ไก่หัวโล้นสะดุ้งเฮือก รีบหันขวับมามอง ก่อนจะใช้กรงเล็บตวัดเขียนตัวอักษรลงบนพื้นดินอย่างภาคภูมิใจ

‘ต้าเป่า (หมายถึงของล้ำค่า) ’มันบอกความหมายมาพร้อมเพราะไม่อยากจะให้หลินเสี่ยวเถียนคิดเป็นอื่น

หลินเสี่ยวเถียนก้มมองตัวอักษรสองคำนั้น สลับกับเหลือบตามองสภาพพุงย้อยๆ และศีรษะล้านเลี่ยนเตียนโล่งของมัน แล้วเบะปากคว่ำอย่างสุดจะทน

“ต้าเป่า? ของล้ำค่าเนี่ยนะ? บิดาเจ้าเถิด! สภาพเยี่ยงเจ้าเนี่ยนะของล้ำค่า! ข้าว่าเปลี่ยนเป็นคำว่า 'ต่าเปา'ที่แปลว่าห่อกลับบ้าน ยังจะเหมาะเสียกว่า! เหมาะที่จะถูกข้าจับถอนขน แล้วห่อกลับบ้านเอาไปต้มทำน้ำซุปกระดูกไก่น่ะ!”

เจ้าไก่อ้วนสะดุ้งโหยง รีบยกปีกขึ้นปิดบังศีรษะล้านของตนเองไว้แน่นราวกับกลัวถูกจับห่อกลับบ้านไปต้มจริงๆ

หลินเสี่ยวเถียนแค่นหัวเราะ ก่อนจะเมินเฉยต่อท่าทีสำออยของมัน แล้ววกกลับเข้าเรื่องงานทันที

“เอาเถอะ เจ้าไก่ห่อกลับบ้าน สภาพแวดล้อมในที่แห่งนี้ จะช่วยให้พืชผลแตกยอดได้รวดเร็วขึ้นมากแค่ไหน”

มันจำใจลดปีกลง เดินต้วมเตี้ยมคอตกมาขีดเขียนกรงเล็บลงบนพื้นดิน

‘ช่วงเพาะต้นกล้าและออกราก จะรวดเร็วกว่าภายนอกหลายเท่าตัวนัก แต่เมื่อพืชเข้าสู่ช่วงสร้างผลผลิต ความเร็วก็จะลดระดับลง และข้าชื่อต้าเป่า ไม่ใช่ไก่ห่อกลับบ้าน!’

หลินเสี่ยวเถียนทำเป็นไม่เห็นประโยคประท้วงในตอนท้าย อ่านจบก็พยักหน้าทำความเข้าใจ...แบบนี้แหละสมเหตุสมผล มิติแห่งนี้เหมาะสำหรับการใช้เป็นโรงเพาะขยายพันธุ์ ไม่ใช่โรงงานผลิตเสบียงอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ไม่อั้น

“แล้วเวลาภายในนี้เล่า”

ต้าเป่าตวัดกรงเล็บเขียนต่อ

‘เวลาด้านในผ่านไปสองวัน เท่ากับด้านนอกผ่านไปเพียงหนึ่งวัน’

หลินเสี่ยวเถียนสมองแล่นปรู๊ด คำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็ว หากใช้มิติแห่งนี้สำหรับเพาะยอดมันเทศ เร่งให้มันแตกราก และสร้างต้นพันธุ์รุ่นแรก เธอจะสามารถประหยัดเวลาไปได้มากมหาศาล ทว่า... มันก็ยังไม่รวดเร็วมากพอ ที่จะเสกอาหารออกมาเลี้ยงคนทั้งอำเภอให้อิ่มท้องได้ภายในชั่วข้ามคืน

นั่นหมายความว่า เส้นตายสามเดือนที่ผู้ตรวจการขีดเส้นไว้ ยังคงเป็นเส้นตายมรณะจริงๆ เธอต้องวิ่งแข่งกับเวลา

******

อ่านถึงตรงนี้แล้ว คุณรีดอย่าเพิ่งเงียบหนีไรท์นะคะ ??????’? ชอบฉากไหน ชอบตัวละครคนใด หรือมีอะไรอยากเมาท์กับไรท์ ฝากคอมเมนต์ไว้ได้เลยค่ะ ไรท์อ่านทุกข้อความจริง ๆ และถ้าชอบเรื่องนี้ ฝากกดเพิ่มเข้าชั้นนิยาย ไว้ด้วยนะคะ จะได้กลับมาตามเสี่ยวเถียน ต้าเป่า และชาวชิงเหอกันต่อแบบไม่หลงทาง ❤️ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ทุกการเพิ่มเข้าชั้น และทุกคนที่ยังอยู่ด้วยกันนะคะ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel